[PREVIEW] RAPOO (BK-1830) ชุดเมาส์-คีย์บอร์ดไร้สาย ระยะส่งสัญญาณไกลถึง 10 เมตร

ข่าวไอที / [PREVIEW] RAPOO (BK-1830) ชุดเมาส์-คีย์บอร์ดไร้สาย ระยะส่งสัญญาณไกลถึง 10 เมตร

เรื่องนี้โดนใจไลค์หน่อย โพสโดย admin เมื่อ 2016/09/02 | เข้าชม 8413 ครั้ง

วันนี้ Advice จะมาพรีวิวชุดเมาส์-คีย์บอร์ดไร้สาย RAPOO (BK-1830) ซื้อหนึ่งได้ถึงสอง เป็นการเชื่อมต่อผ่าน Wireless ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องพะวงเรื่องของสายเมาส์และคีย์บอร์ดอีกต่อไป สามารถลากเมาส์ขยับคีย์บอร์ดไปได้อย่างสบาย พกพาก็สะดวก แถมทำดีไซน์ ออกมาได้น่าใช้งานมาก

เรามาดูเจ้า RAPOO (BK-1830) กันครับว่ามีลักษณะเด่นอะไรบ้าง ทำไมคุณต้องซื้อชุดเมาส์-คีย์บอร์ดไร้สาย?

การส่งสัญญาณนั้น ใช้คลื่นวิทยุ 2.4 GHz wireless ควบคุมเมาส์และคีย์บอร์ดผ่าน USB ขนาดเล็ก ระยะส่งสัญญาณไกลถึง 10 เมตร มีความเสถียรไม่ต่างกับการใช้สาย ทำให้ผู้ใช้สามารถดูหนัง เล่นเกมส์ หรือทำงานได้อย่างอิสระ ไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้หน้าจอคอมพิวเตอร์อีกต่อไป ประหยัดพื้นที่ แถมยังดูสะอาดตา เป็นระเบียบอีกด้วย



คีย์บอร์ดมีความคงทนแข็งแรง แป้นคีย์บอร์ดเป็นแบบมาตรฐาน 6 แถว พร้อมแป้นตัวเลข มีคีย์ลัด Media Control อย่างปุ่ม Play/Stop ปุ่มเพิ่มเสียง/ลดเสียง ที่ใช้ร่วมกับ Function Key หรือ ปุ่ม F1-F12 นั่นเองครับ โดยกดปุ่ม Fn ค้างไว้พร้อมกับ Function Keyเลย ปุ่มกดถือว่านุ่มเลยทีเดียว ทำให้แทบไม่มีเสียงให้ได้ยินเลยตอนพิมพ์ กดสบาย พิมพ์สนุก ถ้าใครต้องใช้งานคอมพิวเตอร์อยู่ตลอดเรียกได้ว่าเหมาะมาก

ช่องใส่ถ่านจะอยู่ด้านขวาบนของคีย์บอร์ด เหนือแป้นตัวเลข วิธีเปิดช่องใส่ถ่านเพียงสไลด์ฝาครอบไปทางขาว ใส่ถ่านเพียง 1 ก้อนก็สามารถใช้ได้นานสุดถึง 12 เดือนเลยทีเดียวครับ

เมาส์ออกแบบในสไตล์เรียบหรูจับพอดีมือ แข็งแรงทนทาน ควบคุมง่าย เซ็นเซอร์แบบ Optical ปรับค่าความละเอียด dpi ได้ถึง 1000

ตัวรับสัญญาณแบบ USB จะซ่อนอยู่ด้านในช่องใส่ถ่านของเมาส์ วิธีเปิดช่องใส่ถ่านเพียงใช้นิ้วงัดขึ้นมาก็จะพบ USB เมาส์เสียบอยู่ด้านใน การรับสัญญาณจากเมาส์และคีย์บอร์ดด้วยตัวรับสัญญาณ (Micro Receiver) เพียงตัวเดียว

มีถ่านแถมมาให้ด้วย 2 ก้อนยี่ห้อ Kendal ขนาด 1.5v

การใช้งานก็ง่ายมาก ไม่ต้องติดตั้งซอฟท์แวร์อะไรเลย แกะกล่องออกมาใส่ถ่านที่ตัวคีย์บอร์ดและเมาส์ แล้วเสียบตัวรับสัญญาณแบบ USB ที่คอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊กก็พร้อมใช้งานได้เลยครับ ถือว่าสะดวกมากจริง ๆ

ระบบที่รองรับ: Windows XP/ Vista/ Win7/ Win8, Mac OS X 10.4 หรือ สูงกว่า

โปรโมชั่นพิเศษ จำนวนจำกัด หมดแล้วหมดเลย
จากปกติ 690 บาท เหลือเพียง 559 บาทเท่านั้น (ราคา ณ วันที่ 2 กันยายน 2559)
สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ร้าน Advice กว่า 350 สาขาทั่วประเทศ หรือ

คลิกที่นี่ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม และ สั่งซื้อออนไลน์


เรื่องแนะนำ

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
เรามักจะเชื่อกันว่า “มายากล” เสกได้ทุกสิ่ง แต่นักมายากลจะรู้หรือ? ว่าวัวในฟาร์มเราตอนนี้อยู่ในฟีลลิ่งแบบไหนถึงจะดีที่สุดต่อการผลิตน้ำนม หรือแม้กระทั่งกัปตันที่ขับเครื่องบินทุกวัน จะรู้หรือไม่ว่าวันนี้เครื่องยนต์ทุกชิ้นส่วนมีอาการพร้อมใช้งานหรือไม่? เพราะหากการดูแค่หน้าปัดในห้องเครื่องเพียงพอแล้ว ก็คงไม่มีเหตุการณ์เครื่องบินตก! ตัวอย่างทั้งหมดนี้ต้องการสิ่งที่ยืนยันว่า มีแค่เทคโนโลยีขั้นสูงจากเดลเท่านั้นที่ทำได้! ด้วยเหตุนี้เอง ทีมงานของเดลจึงเลือกเอาหนุ่มผิวสีที่ชอบเป็นตัวเองในหนังไซไฟ อย่าง  Jeffrey Wright มาเป็นพรีเซ็นเตอร์​โปรโมทหลากเทคโนโลยีล้ำๆ จาก Dell Technologies   เริ่มต้นจากเทคโนโลยี Pivotal จากเดลที่ช่วยในการเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ ในเครื่องยนต์เครื่องบินเจ็ทให้อยู่ในรูปแบบข้อมูลดิจิทัล เพื่อทีมงานเบื้องหลังสามารถรู้ได้ว่ามีจุดไหนบกพร่องก่อนออกขึ้นบิน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีของ VMware ที่ช่วยในการใช้ข้อมูลที่ได้จาก RFID ที่ติดกับตัววัว เพื่อตรวจจับอารมณ์ของวัวแต่ละตัว เพื่อแจ้งเตือนถึงสถานการณ์กับเจ้าของไร่ผ่านมือถือและให้คำแนะนำในการดูแลวัวในแต่ละสภาพอากาศต่อไป   เทคโนโลยี Dell EMC ช่วยให้แบรนด์กีฬาอย่าง Columbia สามารถเก็บข้อมูลผลิตภัณฑ์และการขายหน้าร้านเข้าไว้ที่เดียวกันเพื่อช่วยวิเคราะห์การทำการตลาดได้อย่างครบวงจร และนี่ก็เป็นคลิปวิดีโอเบื้องหลังโฆษณานี้ ที่ผลงานการถ่ายทำเท่ๆ นี้เป็นของเอเจนซี่ Y&R New York  เนื้อหาทั้งหมดนี้มีเป้าหมายอยู่ที่การทำให้คนธรรมดาๆ เข้าใจง่ายๆ ว่ากว่าจะได้ข้อมูลเจ๋งๆ เข้ามาช่วยอัปเกรดธุรกิจต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมาเป็นผู้ช่วยอยู่เบื้องหลังเสมอ ซึ่งการนำเอาความล้ำของเทคโนโลยีไปเทียบกับเวทย์มนต์ของมายากลก็เข้าท่าดีทีเดียว  ที่มา : https://www.marketingoops.com/media-ads/traditional/tvc/dell-technologies/  

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
            เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานร่วมกับซีพียู AMD Ryzen รุ่นใหม่ ASRock ผู้ผลิตเมนบอร์ดชั้นนำระดับโลก จึงได้นำเสนอ Fatal1ty X370 Gaming K4 เมนบอร์ดตัวแกร่งสำหรับให้เกมเมอร์และนักโอเวอร์คล็อกได้ดึงศักยภาพของซีพียูมาใช้อย่างเต็มที่ ด้วยการผสมผสานส่วนประกอบที่มีคุณภาพ และฟีเจอร์อันทันสมัยและสอดคล้องกับการใช้งาน ASRock Fatal1ty X370 Gaming K4 จึงกลายเป็นเมนบอร์ดอีกรุ่นหนึ่งสำหรับให้คอเกมคว้าชัยชนะในเกมที่ชื่นชอบได้ไม่ยาก SuperAlloy ฟีเจอร์สุดแกร่งที่มาพร้อมซิงก์อลูมิเนียมอัลลอยขนาดใหญ่ และพรีเมียม Power Choke 45A ให้เสถียรภาพในด้านการจ่ายพลังงาน รวมถึงคาปาซิเตอร์ Nichicon 12K Black Caps ที่มีความทนทานเป็นเยี่ยม ช่วยให้การทำงานและโอเวอร์คล็อกได้อย่างมั่นใจ PCI-E Steel slot เพิ่มความมั่นใจในความแข็งแรงและการเชื่อมต่อ ด้วยสล็อตที่มีความทนทานต่อน้ำหนักการ์ดจอขนาดใหญ่ ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดความเสียหายจากการดึงรั้งของการ์ดจอตัวโปรด RGB LED แสงสีในสไตล์ RGB ให้คุณเลือกสีที่แสดงบนเมนบอร์ด ให้ตรงกับที่ต้องการได้ตามใจชอบ ผ่านทาง All-in-One utility ของทาง ASRock พร้อมต่อไฟ LED จากภายนอกให้เล่นสีสันไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นไฟ LED หรือซิงก์พัดลมจาก AMD LED ก็ตาม   สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : เว็บไซต์ : http://www.asrock.com เฟสบุ๊ก : www.facebook.com/ASRockThailand ข้อมูลเกี่ยวกับ ASRock  ASRock Inc. ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2002, โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาเมนบอร์ดและสร้างผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเองด้วยแนวทาง สามอย่างได้แก่ สร้างสรรค์, พิจารณาละเอียดถี่ถ้วน, มีประสิทธิภาพ ASRock จะก้าวข้ามขีดจำกัดของเมนบอร์ดและรักษาธรรมชาติไปด้วยพร้อมๆกันซึ่งเราจะ พัฒนาอุปกรณ์ของเราโดยคำนึงถึงความเป็นมิตรต่อธรรมชาติเป็นอันดับหนึ่งและ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งแนวคิดของทาง ASRock. ASRock เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและในปัจจุบันได้เป็นอันดับสามในผู้ผลิตเมนบอร์ดที่ ใหญ่ที่สุดโดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ไทเป,ประเทศไต้หวันและสาขาอีกมากมายในยุโรปและสหรัฐอเมริกาเป็นองค์กรหน้าใหม่ที่มีเป้าหมายในการก้าวขึ้นมาเป็น กระแสหลักในการเลือกใช้เมนบอร์ดและในแวดวงธุรกิจผลิตภัณฑ์ชนิดนี้รวมไปถึง ครองใจผู้ใช้ในเรื่องของความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์อีกด้วย ข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติม:www.asrock.com ที่มา : Overclockzone

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ในปัจจุบันจอภาพมอนิเตอร์ได้มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง จากยุคเริ่มแรกที่มีใช้งานกันจอภาพจะเป็นเพียงตัวหนังสือสีขาว พื้นหลังสีดำหรือ ตัวหนังสือสีดำ พื้นหลังเขียวเท่านั้น พอมาถึงทุกวันนี้พอมองย้อนกลับไป การเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาก็เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ทั้งโปรแกรมสมัยใหม่ที่ใช้สำหรับงานกราฟฟิกที่มีสีสันการแสดงผลที่ละเอียดมากยิ่งขึ้น จอมอนิเตอร์ก็เช่นกันที่ต้องมีการพัฒนาให้สอดคล้องกับโปรแกรม เพื่อให้การแสดงผลของภาพได้สีสันที่ได้ออกมามีความสมจริงมากที่สุด โดยเฉพาะอาชีพช่างภาพที่ต้องใช้ความเที่ยงตรงของสีเป็นสำคัญ ซึ่งเจ้าตัว BenQ SW2700PT นั้นให้มาพร้อมเทคโนโลยี IPS และขอบเขตสี Adobe RGB 99% ที่จะช่วยให้ช่วงสีที่กว้างกว่า เพื่อให้ภาพที่แสดงออกมาเป็นธรรมชาติสมจริงมากที่สุด แต่สำหรับผู้ใช้ทั่วไปอาจจะไม่มีปัญหาเรื่องสีเพี้ยนมากนัก เพราะ ภาพที่ได้จากล้องส่วนใหญ่เมื่อนำไปแสดงบนจอภาพทั่วไป การจัดสีที่ได้ค่อนข้างจะดีอยู่แล้วในระดับหนึ่ง ซึ่งหลายๆ คนถ่ายภาพมาอาจจะใช้แค่เพื่อโพสต์บนโซเชี่ยล หรือเอาไปอัดรูปเก็บไว้เฉยๆ ซึ่งสีสันของรูปอัดมาอาจจะมีสีผิดเพี้ยนไปบ้างนิดหน่อย แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่พอยอมรับได้  แต่สำหรับมืออาชีพที่เรื่องสีเพี้ยนแม้แต่นิดเดียวถือเป็นเรื่องใหญ่เล่นทีเดียว        มาดูในส่วนของสเปค BenQ SW2700PT  กันบ้างดีกว่าครับ จอ 27 นิ้ว ขนาดภาพ 2560×1440 QHD IPS การแสดงขอบเขตสี Adobe RGB 99% มุมมองการรับชม 178 องศา สัดส่วนจอภาพ 16:9 Response time‎ 5 ms Refrest rate 60 Hz. จำนวนสีที่แสดง‎ 1.07 พันล้านสี มีโหมด Adobe RGB, sRGB, B&W มี OSD Controller เป็น Remote ในการปรับแต่งจอภาพ น้ำหนักรวม 11.88 กิโลกรัม  จากสเปคที่ให้มาถือว่าจัดเต็มมากเหมาะสำหรับช่างภาพมืออาชีพจริงๆ ทั้งให้ภาพที่สมจริง ไม่ผิดเพี้ยน และหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 27 นิ้ว ทำให้มองสบายตา รวมถึงความหนาแน่นหรือเม็ดพิกเซลอยู่ที่ 109 ppi ทำให้ภาพที่ได้ละเอียด เนียนตาเป็นอย่างมาก ส่วนพอร์ทที่ให้มาของเจ้าจอ BenQ SW2700PT ตัวนี้ ก็ถือได้ว่าให้มาครบครันเลยทีเดียว โดยด้านหลังจอจะมีพอร์ททั้ง DVI‎, HDMI 1.4, Display Port 1.2, รูหูฟัง และ USB 3.0 type B (สำหรับเป็น HUB ต่อ USB ด้านข้าง) ด้านซ้ายมือของจอก็จะมีพอร์ท USB 3.0 ให้สองพอร์ท และ SD Card Reader ให้ซึ่งต้องลง Driver จากแผ่นในคู่มือมาก่อนถึงจะใช้งานได้ ตัวจอสามารถปรับได้หลายระดับ ทั้งเลื่อนขึ้นเลื่อนลง หันซ้ายขวา และหันเงยหันก้มลง โดยที่เวลาปรับจอแต่ละอย่างฐานจะไม่ขยับเลยสักนิด ถือว่าฐานทำมาได้แข็งแรงดีมากครับ ส่วน Shading Hood ทำออกมาได้ครอบคลุมพื้นที่ของจอภาพโดยบุด้านในเป็นกำมะหยี่ ทำให้แสงไม่สะท้อนกวนสายตา และภาพที่ได้จะมีสี Contrast ดีขึ้น โดยเฉพาะสีดำที่เห็นได้อย่างชัดเจน ส่วนวัสดุบอดี้ทั้งหมดของจอจะเป็นพลาสติกด้านทั้งตัว งานดูเนียบ การประกอบแน่นหนา สมแล้วที่ได้รับรางวัลมอนิเตอร์สำหรับช่างภาพแห่งปี 2016 จาก TIPA นอกจากนี้ จอ BenQ ยังสามารถหมุนจอให้เป็นแนวตั้งได้อีกด้วย ดังนั้นถ้าใครที่นำมาใช้งานอ่านเว็บที่มีหน้ายาว หรืออ่านอีบุ๊ค ก็สามารถทำได้เช่นกันครับ ในส่วนของ OSD Controller จะแยกออกจากตัวจอมาให้เราได้ใช้งานกันได้สะดวกขึ้นอีกด้วย ซึ่งมีปุ่มคีย์หลักเลข 1-3 สามปุ่ม สามารถตั้งค่าได้ว่าจะให้ทำหน้าที่อะไร เช่น ตั้งกดเลข 1 ให้ปรับจอภาพแสดงขอบเขตสีระดับ Adobe RGB, กดปุ่มเลข 2 ปรับจอภาพแสดงขอบเขตสีระดับ sRGB และกดปุ่มเลข 3 ปรับจอให้เป็น B&W (ขาวดำ) เป็นต้น ค่า Delta E หรือค่าความผิดเพี้ยนของสีทาง BenQ เคลมจากโรงงานว่า มีค่า Delta E ≤ 2 ซึ่งหมายความว่า มีความผิดเพี้ยนของสีน้อยมาก ซึ่งจะมีคนจำนวนไม่มากที่สามารถสังเกตเห็นความผิดเพี้ยนตรงนี้ได้ อารมณ์เหมือนหูฟังที่จะได้ยินเสียงเพิ้ยนก็ต่อเมื่อเป็นพวกหูทองยังไงยังงั้นเลย โดยรวมแล้วนับว่าเป็นเจ้าตัวจอ BenQ SW2700PT  เป็นมอนิเตอร์ที่คุ้มค่าและยอดเยี่ยม เหมาะกับการใช้งานกราฟฟิกเป็นอย่างมาก อีกทั้งตัว BenQ รองรับอุปกรณ์ Calibrate จอหลายรุ่นทั้ง X-Rite i1 Display Pro, i1 Pro, i1 Pro 2, Datacolor Spyder 4 , Spyder 5 ซึ่งค่าตัวมันถือว่าค่อนข้างถูกสำหรับมืออาชีพจริงๆ  เพราะ ด้วยราคาแค่ 22,900 บาท ได้ทั้งหน้าจอ 27 นิ้ว IPS ความละเอียด 2K แสดงขอบเขตสี Adobe RGB 99% ถ้าเป็นยี่ห้ออื่นไม่มีทางได้ในราคานี้แน่นอนครับ   ที่มา : Notebookspec

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ณ เวลานี้ก็มีข่าวพูดถึงกันทั่วอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะเว็ปไอทีชั้นนำของต่างประเทศ ถึง CPU Platform HEDT ที่เป็น Platform ระดับ Hi-End ของทาง Intel .. เจ้า CPU ตัวใหม่นี้ก็ใช้สถาปัตยกรรม Kaby Lake X และรุ่นแรกที่มีชื่อโผล่ออกมาก็จะเป็น Intel Core i7-7740K นั่นเอง    รายละเอียดของมันก็ไม่ได้อลังการอะไรมากมายหรอกครับ เพราะว่าสเป็คก็อยู่ใกล้เคียง Intel Core i7-7700K รุ่นท๊อปจากสถาปัตยกรรม Kaby Lake ที่ใช้ Socket LGA1151 นี่เอง มี 4Core/8Thread เหมือนกันเลย / แตกต่างกันหลักๆก็คือเจ้า Core i7-7740K นี้จะอยู่กับ Mainboard ชิพเซ็ต X299 ที่ตรง Socket จะเป็น LGA2066 ปรับ Segment ขึ้นมาให้ไฮโซกว่า LGA1151 ของรุ่นน้อง .. ความเร็วของมันก็จะอยู่ที่ 4.3GHz สำหรับ Base Clock และ 4.5GHz สำหรับ Boost Clock เหมือนกัน    ที่แตกต่างกันก็คือ Core i7-7740K นี้ก็จะไม่มี Integrated GPU (GPU ในตัว) หรือที่หลายๆคนเรียกว่า การ์ดจอออนบอร์ด เหมือนของชิพเซ็ต Z270 (LGA1151) ซึ่งก็เป็นอะไรที่คาดเดาไม่ยาก เพราะว่าพวก CPU ที่ใช้กับบอร์ดชิพเซ็ตเริ่มต้นด้วย X เช่น X99 นั้นก็ไม่ได้มี Integrated Graphic ให้มาอยู่แล้วหล่ะ / แต่ว่าค่า TDP ของ i7-7740K ก็จะถูกเพิ่มขึ้นมาจาก 91W ของ i7-7700K ไปที่ 112W โดยที่ Base Clock , Boost Clock เท่ากัน และไม่มีชิพกราฟฟิค (แต่ TDP เพิ่มขึ้นเนี่ยนะ)    เดี๊ยวก่อนครับ อย่าเพิ่งด่วนสรุป เพราะเห็นสเป็คแบบนี้แล้ว หลายๆคนคงต้องคิดแน่นอนว่า มันก็คงเป็นแค่ i7-7700K ที่อัพเกรดขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้นแหละ ตัวแอดมินเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน เพราะว่าการวางชื่อรุ่นของ Intel ที่ใช้ชื่อใกล้เคียงกันมาก 7700K - 7740K ทำให้โปรดักส์ไลน์ใหม่ มันดูไม่มีออร่าเอาซะเลย / แต่ถ้าใครเป็นสาวก Intel หรือได้เล่น Platform ที่เป็น Chipset X มาแล้ว น่าจะทราบได้ว่าข้อดีของมันไม่ได้อยู่แค่สเป็คผิวเปลือกอย่างที่คนทั่วไปมองเสมอไป เพราะว่า CPU และบอร์ดพวกนี้มักจะมี Lane ที่เยอะกว่า CPU และบอร์ดรุ่นรอง เช่นพวก Z และ H ฟีเจอร์อะไรหลายๆอย่างที่บอร์ดเหล่านั้นทำไม่ได้ก็จะมาทำได้ใน Platform HEDT เช่นนี้ และที่สำคัญก็คือ Memory ที่ให้มาเป็นแบบ Quad Channel ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมในการทำงานระดับมืออาชีพนั้นดีกว่า Platform รุ่นรอง   ก็ไม่รู้ว่าเดินเกมส์ถูกหรือผิดนะครับ Intel เพราะว่าตอนนี้ทางฝั่งคู่แข่งอย่าง AMD เขาก็มี CPU Core เยอะๆ ในราคาที่ไม่แพงออกมาให้ซื้อกันแล้ว แต่ข่าวออกมาว่า Platform X299 ซึ่งเป็น Platform Hi-End ยังมีรุ่นที่เป็น 4-Core / 8-Thread อยู่ คนจะมองกันยังไง / อ่อ วันนี้เรามาพูดกันถึงสเป็คที่ทราบ ณ เวลานี้กันเฉยๆนะครับ เรื่องฟีเจอร์และประสิทธิภาพที่แท้จริงยังไม่อาจสรุปได้ เพราะยังไม่ได้ลองเล่นตัวจริงจ้า ที่มา : Overclockzone

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
          Apple ได้จดสิทธิบัตรที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Dock ที่ใช้แปลงโทรศัพท์อย่าง iPhone ให้กลายเป็นโน้ตบุคได้ เหมือนกับที่เราเคยเห็น Asus ทำ Asus PadFone มือถือแปลงร่างเป็นแทบเล็ตได้มาก่อน โดยนอกจากจะใช้เป็นหน่วยประมวลผลบน Dock แล้วยังใช้ iPhone เป็น Trackpad ได้ด้วย  แน่นอนว่าในสิทธิบัตรระบุว่าตัว Dock ไม่สามารถใช้งานได้เองจำเป็นจะต้องมีมือถือเสียบเพื่อใช้งาน แต่บน Dock จะมี GPU โดยเฉพาะ ทำให้สามารถประมวลผลภาพบนหน้าจอที่มีความละเอียดแตกต่างกันได้ ในสิทธิบัตรไม่ได้พูดถึงระบบปฏิบัติการว่าหน้าตาจะเป็นเช่นไร แต่หลายคนคาดว่ามันจะมีหน้าตาเหมือนกับ iPad (iOS) มากกว่า macOS  ที่มา : https://www.overclockzone.com/