[Review] MARSHALL MAJOR II BLUETOOTH HEADPHONES

ข่าวไอที / [Review] MARSHALL MAJOR II BLUETOOTH HEADPHONES

เรื่องนี้โดนใจไลค์หน่อย โพสโดย admin เมื่อ 2017/03/21 | เข้าชม 1498 ครั้ง

 

เป็นเรื่องยากสำหรับบริษัทที่มีชื่อเสียงในระดับนี้ จะสามารถออกผลิตภัณฑ์ออกมาแล้วทำได้ดีกว่าที่ผู้คนคาดหวังไว้ครับ แต่บริษัท Marshall ก็สามารถทำได้ดีมาตลอดระยะเวลาสองถึงสามปีนี้ ด้วยเอกลักษณ์และสไตล์การออกแบบที่โดดเด่น และการเลือกใช้วัสดุที่ชาญฉลาด บวกกับคุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยม และความสะดวกสบายที่มากขึ้นกว่ารุ่นก่อนด้วยระบบ Bluetooth ด้วยราคาเปิดตัวที่ไม่สูงมาก ทำให้  Marchall Major II Bluetooth เป็นหูฟังที่หน้าจับจองเป็นเจ้าของกันอย่างยิ่งครับ

 

FEATURES AND DESIGN
สำหรับแฟนๆ ของหูฟัง Marshall Major II คงจะต้องถูกใจกับความสะดวกสบายที่มากยิ่งขึ้นกับระบบ Bluetooth และ หูฟัง Marshall Major II Bluetooth ยังคงไว้ด้วยดีไซน์ที่สวยงามและคลาสสิคดังเดิม : โลโก้ Marshall สีขาวที่คุ้นเคย, โลโก้สีทองบริเวณด้านใน และพื้นผิวที่มีมิติ หูฟังทรงสปอร์ตตัวนี้ มีความทนทาน แข็งแรง และขนาดที่กะทัดรัด สามารถพกพาไปไหนได้สะดวก ทุกครั้งที่มองจะทำให้นึกไปถึงตู้แอมป์ของ Marshall ที่ให้เสียงได้น่าเร้าใจ

 

 

ที่ด้านล่างของหูฟังด้านขวามีพอร์ต Micro-USB, ช่องสำหรับ 3.5mm และปุ่มพาวเวอร์/เชื่อมต่อ
(กดค้างเพื่อ เปิด/ปิด หรือ กดสองครั้งเพื่อ เชื่อมต่อบลูทูธ)

ส่วนบริเวณด้านล่างของหูฟังด้านซ้ายมีปุ่มควบคุมการใช้งาน แบบ 5 ทิศทาง:

  • ผลักซ้าย-ขวา : เปลี่ยนเพลง
  • ผลักขึ้น-ลง : ปรับระดับเสียง
  • กดที่ปุ่ม : เล่น/หยุดเพลง

ตัวปุ่มนี้ได้ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี สะดวกในการใช้งานจริงมากครับ ผมรับรอง!

ด้านแบตเตอรี่ของ Marshall Major II Bluetooth สามารถฟังเพลงได้นาน 30 ชั่วโมงเลยทีเดียว เหมาะมากสำหรับคนที่ชอบฟังเพลงตลอดวัน ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมดระหว่างวันครับ

 

 

PERFORMANCE
ด้านเสียงของ Marshall MAJOR II Bluetooth มีเสียงที่มีเอกลักษณ์แบบ Marshall คือใครชอบแนวนี้ก็รักเลยครับ!
ซึ่งเอกลักษณ์เสียงที่ว่านี้ เสียงจะออกกระแทกๆ ดิบๆ หน่อยครับ ส่วนเสียงเบสจะแน่นๆ ไม่แผ่วปลายเสียงออกมา ซาวด์สเตจจะไม่กว้างนัก โดยรวมเรื่องเสียงของ Marshall MAJOR II Bluetooth นั้นเป็นหูฟังที่เหมาะกับเพลงแนวคึกคัก อย่างเช่นดนตรีร็อค แต่ในทางกลับกันถ้าต้องการรายละเอียดของเสียงแบบทุกเม็ดหูฟังตัวนี้ยังไม่ตอบโจทย์ครับ

 

 

**แต่ถ้าอยากได้ความคลาสสิค ในกล่องของ Marshall MAJOR II Bluetooth มาพร้อมกับสายหูฟังแบบ 3.5 mm.
ซึ่งปลายสายหูฟังทั้งสองด้านเขาทำเป็นโลหะ แล้วก็มีไมโครโฟนพร้อมปุ่มกดรับโทรศัพท์มาให้ในตัวครับ


เรื่องแนะนำ

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ARM เป็นชิปสถาปัตยกรรมที่พบได้ทั่วไปในมือถือและอุปกรณ์พกพาขนาดเล็ก ล่าสุดทาง ARM ได้พัฒนาชิปประมวลผลให้มีความหลากหลายมากขึ้น รวมไปถึง DynamIQ ที่จะทำให้ชิปสามารถประมวลผลงาน AI หรือปัญญาประดิษฐ์ได้ดีขึ้น ARM ได้เปิดตัวเทคนิค big.LITTLE ที่ทำให้ชิปสามารถแบ่งงานกันได้เพื่อควบคุมการบริโภคพลังงานมาตั้งแต่ปี 2011 และ DynamIQ เองก็เตรียมจะทำงานเช่นเดียวกันเพื่อให้ได้ประโยชน์ในการประมวลผลสูงสุด ระบบ DyanmIQ จะทำให้ชิปรุ่นใหม่ๆ ในอนาคตไม่จำเป็นต้องมีขนาดเท่าๆ กัน (เช่น 4+4 หรือ 2+2) เช่นชิป Quad Core ที่มีคอร์แรง 1 ตัว และคอร์เบา 3 ตัวก็ได้ หรือจะเป็น Octa Core ที่มีคอร์แรง 1 ตัว และคอร์เบาๆ อีก 7 คอร์ก็ได้เช่นกัน ทาง ARM ระบุว่าวิธีนี้จะทำให้พัฒนาระบบ AI ได้ง่ายขึ้นกว่าปัจจุบัน โดยเร่งประสิทธิภาพได้ดีขึ้น 50 เท่าในอนาคต 3 - 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะมีประโยชน์กับโลกอนาคตเช่นการขับรถ เมื่อรถสามารถแสกนวัตถุบนถนนแล้วตัดสินใจหลบเลี่ยงอันตรายได้ แน่นอนว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ยังคงต้องพัฒนากันอีกหลายปี และคู่แข่งก็คือบริษัทที่ซื้อสถาปัตยกรรมของ ARM ไปทำ ไม่ว่าจะเป็น Qualcomm, NVIDIA, Samsung, Apple หรือแม้กระทั่งคู่แข่งโดยตรงอย่าง Intel อีกด้วย แต่ถึงเทคโนโลยีจะไม่ชนะเลิศแต่ในแง่ยอดขายลิขสิทธิ์ชิปแล้วก็ทำให้ ARM อยู่ได้สบายๆ อีกหลายสิบปีเลยทีเดียว   ที่มา : https://www.overclockzone.com/news/7220

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
          Apple ได้เปิดตัวสินค้าใหม่แบบเงียบๆ ไม่มีงาน ไม่มีเวทีเปิดตัว มีแต่การเปลี่ยนแปลงข้อมูลบนเว็บของ Apple Store เท่านั้น โดยผลิตภัณฑ์ใหม่นั้นมีหลายรุ่นด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus รุ่น Product (RED) สีแดง โครงการ Project (RED) เป็นโครงการที่จะสนับสนุนเงินที่ได้จากการขายผลิตภัณฑ์ไปยังหน่วยงาน Global Fund for AIDS research หรือหน่วยงานสนับสนุนทางการเงินเพื่อวิจัยวิเคราะห์โรคเอดส์นั่นเอง โดยที่ผ่านมา Apple ก็เข้าร่วมโครงการ Product (RED) ตั้งแต่สมัย iPod แล้ว แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ iPhone ได้เข้าร่วมโครงการ Product (RED) ด้วย ณ ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดนักว่า iPhone 7 Product (RED) จะผลิตมามากน้อยแค่ไหน แต่สีสวยจริงๆ ตัวโทรศัพท์จะมีความจุให้เลือกเพียง 128GB และ 256GB เท่านั้น ราคารุ่นที่ถูกที่สุดคือ iPhone 7 128GB เริ่มต้นที่ $749 ดอลลาร์สหรัฐ เริ่มวางจำหน่าย 25 มีนาคมนี้ นอกจาก iPhone 7 แล้วก็ยังมีการอัพเดท iPhone SE เล็กน้อย คือตอนนี้มีพื้นที่ความจุเริ่มต้น 32GB และ 128GB (ของเดิม 16 และ 64GB) ราคาเริ่มต้น $399 เท่าเดิม ที่มา : https://www.overclockzone.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
          WiFi นั้นเป็นการสื่อสารไร้สายที่เสถียร และเร็วกว่าเน็ทมือถือ แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องระยะการใช้งาน และความเร็วที่ลดลงเมื่อมีผู้ใช้งานมากขึ้น ทำให้นักวิจัยนำเสนอเทคนิคใหม่ๆ ที่จะคงความเร็วในการใช้งานเอาไว้ Joanne Oh นักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย Eindhoven University of Technology จากประเทศเนเธอร์แลนด์นำเสนอไอเดียว่าใช้ Infrared ในการส่งข้อมูลแบบไร้สาย ในทางทฤษฏีแล้วสามารถส่งข้อมูลได้สูงสุดถึง 40Gbps เลยทีเดียว และถ้าใช้แสงมากกว่าหนึ่งจุด ส่งข้อมูลปริมาณมากก็จะทำให้สปีดในการรับส่งข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเลยทีเดียว อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องใช้สัญญาณวิทยุไร้สายที่ถูกใช้งานจนเริ่มหนาแน่นแบบทุกวันนี้อีกด้วย ข้อจำกัดก็คือแสงไม่สามารถทะลุกำแพงได้เหมือนอย่างสัญญาณ WiFi ที่ใช้กันทุกวันนี้ ทำให้ถ้าหากต้องการใช้งานก็จะต้องมีแยกประจำแต่ละห้องไป และบ้านที่มีระบบ Infrared ใช้งานอยู่แล้วอาจจะเกิดสัญญาณกวนกันได้ในบางพื้นที่ และในการทดสอบได้ทดสอบแต่ดาวน์โหลดเท่านั้น ส่วนการอัพโหลดที่ทดสอบยังใช้สัญญาณ WiFi อย่างเดียว ไม่ได้ใช้ Infrared ร่วมด้วย คงต้องรอดูว่าเทคนิคเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ต่อยอดในอนาคตหรือไม่ และถ้าจะออกมาจริงๆ จะเป็นรูปแบบไหน จะแก้ปัญหาอะไรบ้าง งานนี้คงต้องรอดูกันยาวๆ ครับ ที่มา : https://www.overclockzone.com/news/7210

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
Samsung เตรียมไพ่เด็ดเอาไว้สำหรับกล้องของ Samsung Galaxy S8 คือการที่กล้องนั้นสามารถถ่ายความเร็วสูงที่ 1,000 FPS ได้ ทำให้ภาพสโลว์โมชันช้าลง และมีรายละเอียดที่เด่นชัดมากขึ้น กระบวนการทำงานนั้นทาง Samsung ใช้วิธีติดตั้ง DRAM ลงไปในเซนเซอร์และแผงวงจรของกล้อง ทำให้สามารถเก็บข้อมูลที่ความเร็วสูงเอาไว้ได้ ก่อนจะส่งข้อมูลไปที่มือถือผ่านสายแพภายในตัวเครื่อง ยังไม่แน่ชัดนักว่าการถ่ายวิดิโอที่ 1000 FPS นี้จะเป็นความละเอียดระดับใด แต่คาดว่าน่าจะไม่น้อยกว่า 720P แน่นอน ส่วน Full HD และ 4K คงต้องลุ้นดูว่าจะได้หรือไม่ ก่อนหน้านี้ SONY ได้เปิดตัวเซนเซอร์ใหม่ที่ใช้เทคนิคเพิ่ม DRAM ลงไปที่วงจรเซนเซอร์กล้องเพื่อถ่ายวิดิโอสโลว์โมชันมาแล้ว โดยสามารถทำความเร็วได้ที่ 960 FPS เท่านั้น   ที่มา : https://www.overclockzone.com/news/7211

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
จากการเผยข้อมูลของทาง Microsoft ล่าสุดนั้นได้มีข้อมูลที่เกี่ยวกับระบบปฎิบัติการอายุ 10 ปีที่มีเสียงบ่นด่ามาตลอดอายุการใช้งานของมันอย่าง Windows Vista ว่าทาง Microsoft นั้นจะยุติการสนับสนุนทุกรูปแบบของ Windows Vista ลงภายในวันที่ 11 เมษายนที่จะถึงนี้ตามหลังระบบปฎิบัติการรุ่นพี่อย่าง Windows XP ที่ได้มีการปลดระวางไปในปี 2016 ที่ผ่านมาครับ อย่างที่บอกไปครับว่าระบบปฎิบัติการ Windows Vista นั้นเป้นระบบปฎิบัติการที่ได้รับเสียงด่ามากที่สุดเพราะถึงแม้ทาง Microsoft จะเพิ่มฟีเจอร์อะไรต่อมิอะไรออกมาบน Vista มากมาย ทว่าหลายๆ อย่างนั้นผู้ใช้ก็ไม่ได้ใช้แถมเอาเข้าจริงๆ แล้วนั้นระบบปฎิบัติการ Vista ยังมาพร้อมกับข้อผิดพลาดของตัวระบบปฎิบัติการอย่างมากมายนับไม่ถ้วนเรียกได้ว่าคุณสามารถหาดู BSOD ได้จาก Windows Vista ได้แทบทุกวันเลยครับ แต่ช้าก่อนนะครับ ถึงแม้ว่าระบบปฎิบัติการ Windows Vista จะไม่เสถียรแบบสุดๆ แต่มันก็ยังมีผู้ใช้อยู่พอสมควร โดยจากการเก็บข้อมูลการใช้งานระบบ Windows ต่างๆ ในปีที่แล้วนั้นพบว่าระบบปฎิบัติการ Vista ยังมีผู้ใช้งานจริงมากกว่า 14 ล้านเครื่อง(แต่ถ้าเป็นเป็นเปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ใช้ระบบปฎิบัติการ Windows ทั้งหมดแล้วนั้นก็จะอยู่ที่ราวๆ 1% เองครับ) หมายเหตุ – อุปกรณ์ระบบปฎิบัติการ Windows แบบนับโดยรวมมีมากกว่า 1.5 พันล้านเครื่อง พูดถึงเรื่องสถิติแล้วนั้น Windows Vista เองก็มีสถิติทางด้านการใช้งานไม่ใช่ย่อยๆ เลยหล่ะครับ เพราะในช่วง 3 ปีแรกนั้นมันมียอดผู้ใช้งานเพียง 20% ของผู้ใช้งานระบบปฎิบัติการ Windows ทั้งหมด หลังจากนั้น 3 ปีให้หลัง(นับถึงเดือนตุลาคม 2009) เมื่อ Windows 7 ออกมาพบว่ายอดผู้ใช้งาน Windows Vista เหลือเียง 15% แถมหลังจากนั้นอีก 2 ปี ยอดผู้ใช้งาน Windows Vista ลงเหลือต่ำกว่า 10% และยังคงลดลงมาเรื่อยๆ จนต่ำกว่า Windows XP ซึ่งเป็นระบบปฎิบัติการรุ่นพี่ของมันครับ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีเสียงบ่นมากมายเกี่ยวกับคงามแย่ของ Vista ทว่าในทางกลับกันแล้วนั้น Vista กลับยังทำได้ดีกว่า Windows 8 / 8.1 เนื่องจาก Vista ยังคงมีวันที่ผู้ใช้มากกว่า 20%ของผู้ใช้ระบบปฎิบัติการ Windows ทั้งหมด แต่ทว่า Windows 8 / 8.1 นั้นสามารถมีส่วนแบ่งในยอดผู้ใช้ Windows ทั้งหมดได้เพียง 18% ในเดือนพฤษภาคม 2015 ที่ผ่านมาครับ หมายเหตุ – หลังจาก Vista โดนปละระวางแล้ว คิวต่อไปก็จะเป็น Windows 7 ซึ่งจะถูดยุติการให้การสนับสนุนทุกรูปแบบในวันที่ 14 มกราคม 2020 หล่ะครับ หมายเหตุ – Vista เองนั้นมีดีอยู่ตรงที่ว่าผู้ใช้สามารถตั้งไฟล์วีดีโอเป็นพื้นหลังได้ แต่มันก็ใช้ทรัพยากรของเครื่องเป็นอย่างมากแถมยังทำให้เครื่องไม่เสถียรมากกว่าเดิมอีกครับ ที่มา : https://notebookspec.com/