[REVIEW] MARSHALL MAJOR II BLUETOOTH HEADPHONES

ข่าวไอที / [REVIEW] MARSHALL MAJOR II BLUETOOTH HEADPHONES

เรื่องนี้โดนใจไลค์หน่อย โพสโดย admin เมื่อ 2017/01/11 | เข้าชม 1259 ครั้ง

 

เป็นเรื่องยากสำหรับบริษัทที่มีชื่อเสียงในระดับนี้ จะสามารถออกผลิตภัณฑ์ออกมาแล้วทำได้ดีกว่าที่ผู้คนคาดหวังไว้ครับ แต่บริษัท Marshall ก็สามารถทำได้ดีมาตลอดระยะเวลาสองถึงสามปีนี้ ด้วยเอกลักษณ์และสไตล์การออกแบบที่โดดเด่น และการเลือกใช้วัสดุที่ชาญฉลาด บวกกับคุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยม และความสะดวกสบายที่มากขึ้นกว่ารุ่นก่อนด้วยระบบ Bluetooth ด้วยราคาเปิดตัวที่ไม่สูงมาก ทำให้  Marchall Major II Bluetooth เป็นหูฟังที่หน้าจับจองเป็นเจ้าของกันอย่างยิ่งครับ

 

FEATURES AND DESIGN
สำหรับแฟนๆ ของหูฟัง Marshall Major II คงจะต้องถูกใจกับความสะดวกสบายที่มากยิ่งขึ้นกับระบบ Bluetooth และ หูฟัง Marshall Major II Bluetooth ยังคงไว้ด้วยดีไซน์ที่สวยงามและคลาสสิคดังเดิม : โลโก้ Marshall สีขาวที่คุ้นเคย, โลโก้สีทองบริเวณด้านใน และพื้นผิวที่มีมิติ หูฟังทรงสปอร์ตตัวนี้ มีความทนทาน แข็งแรง และขนาดที่กะทัดรัด สามารถพกพาไปไหนได้สะดวก ทุกครั้งที่มองจะทำให้นึกไปถึงตู้แอมป์ของ Marshall ที่ให้เสียงได้น่าเร้าใจ

 

 

ที่ด้านล่างของหูฟังด้านขวามีพอร์ต Micro-USB, ช่องสำหรับ 3.5mm และปุ่มพาวเวอร์/เชื่อมต่อ
(กดค้างเพื่อ เปิด/ปิด หรือ กดสองครั้งเพื่อ เชื่อมต่อบลูทูธ)

ส่วนบริเวณด้านล่างของหูฟังด้านซ้ายมีปุ่มควบคุมการใช้งาน แบบ 5 ทิศทาง:

  • ผลักซ้าย-ขวา : เปลี่ยนเพลง
  • ผลักขึ้น-ลง : ปรับระดับเสียง
  • กดที่ปุ่ม : เล่น/หยุดเพลง

ตัวปุ่มนี้ได้ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี สะดวกในการใช้งานจริงมากครับ ผมรับรอง!

ด้านแบตเตอรี่ของ Marshall Major II Bluetooth สามารถฟังเพลงได้นาน 30 ชั่วโมงเลยทีเดียว เหมาะมากสำหรับคนที่ชอบฟังเพลงตลอดวัน ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมดระหว่างวันครับ

 

 

PERFORMANCE
ด้านเสียงของ Marshall MAJOR II Bluetooth มีเสียงที่มีเอกลักษณ์แบบ Marshall คือใครชอบแนวนี้ก็รักเลยครับ!
ซึ่งเอกลักษณ์เสียงที่ว่านี้ เสียงจะออกกระแทกๆ ดิบๆ หน่อยครับ ส่วนเสียงเบสจะแน่นๆ ไม่แผ่วปลายเสียงออกมา ซาวด์สเตจจะไม่กว้างนัก โดยรวมเรื่องเสียงของ Marshall MAJOR II Bluetooth นั้นเป็นหูฟังที่เหมาะกับเพลงแนวคึกคัก อย่างเช่นดนตรีร็อค แต่ในทางกลับกันถ้าต้องการรายละเอียดของเสียงแบบทุกเม็ดหูฟังตัวนี้ยังไม่ตอบโจทย์ครับ

 

 

**แต่ถ้าอยากได้ความคลาสสิค ในกล่องของ Marshall MAJOR II Bluetooth มาพร้อมกับสายหูฟังแบบ 3.5 mm.
ซึ่งปลายสายหูฟังทั้งสองด้านเขาทำเป็นโลหะ แล้วก็มีไมโครโฟนพร้อมปุ่มกดรับโทรศัพท์มาให้ในตัวครับ


เรื่องแนะนำ

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
สวัสดีชาวโอเวอร์คล๊อกโซน ในยุคที่อินเตอร์เน็ตตามบ้านแบบ Fiber นั้นเริ่มต้นที่เดือนละ 590 บาท ก็เริ่มเห็นกันแล้ว แต่ในอีกหลายๆพื้นที่อินเตอร์เน็ตแบบ Fiber นั้นยังเข้ามาไม่ถึง ซึ่งในส่วนของเทคโนโลยี ADSL และ VDSL ก็ยังมีความนิยมในการใช้งานอยู่พอสมควร แน่นอนว่าทางเลือกของอุปกรณ์ที่รองรับเทคโนโลยี VDSL แบบ All In One นั้นมีตัวเลือกไม่มากมัก วันนี้เราก็จะพามาพบเจอกับ NETGEAR D6220 AC1200 WiFi VDSL/ADSL Modem Router อุปกรณ์เครือข่ายแบบตัวเดียวเบ็ดเสร็จที่รองรับกับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเทคโนโลยี ADSL และ VDSL รวมไปถึงยังรองรับกับการนำไปใช้งานร่วมกันเทคโนโลยี Fiber ได้ในอนาคต ทางด้านเครือข่ายภายมานั้นมาแบบจัดเต็มประสิทธิภาพด้วย Wireless AC1200 แบบ Dual Band พร้อมกับ Gigabit Ethernet ที่จะเข้ามาตอบโจทย์การใช้งานด้านการสตรีมมิ่ง ,การแชร์อุปกรณ์ทางพอร์ต USB ,การเล่นเกม และ การใช้งานอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง บนพื้นฐานทางด้านความปลอดภัยตามมาตรฐานในยุคสมัย 2017 NETGEAR D6220 ทางด้านการเชื่อมต่อไร้สายของนั้นที่เป็นมาตรฐาน AC1200 จะแบ่งออกเป็นในย่านความถี่ 2.4Ghz ที่มาตรฐาน Wireless-N 300Mbps และ ในย่านความถี่ 5Ghz ที่มาตรฐานสูงสุด Wireless-AC 867Mbps ที่ยังสามารถตอบโจทย์ในการใช้งานลูกข่ายจำนวนมากในเวลาเดียวกันอีกด้วย   Package & Bundled   แพ็คเกจที่มาในสไตล์ของ NETGEAR D6220  ที่ธีมสีขาวตัดกับสีม่วง ที่มีการบ่งบอกรายละเอียดความเป็น NETGEAR D6220 อย่างชัดเจน แพ็คเกจเป็นภาษาอิตาลีที่แสดงว่าบ้านเราใช้ของมาตรฐานเดียวกันกับในประเทศกลุ่ม EU อย่างไม่ต้องสงสัย ของในชุดจะมีคู่มือการใช้งานเบื้องต้น หม้อแปลงไฟ , สายแลน และ ตัวแยกความถี่สัญญาณ DSL   Design & Detail มาถึงภายนอกของ NETGEAR D6220 รูปทรงที่ดูแปลกตาจาก Router ของ NETGEAR โมเดลอื่นๆ มียังคงสไตล์ของ NETGEAR ที่ใช้บอดี้ภาพนอกด้วยพลาสติกสีดำผิวกึ่งด้าน จุดการแสดงสถานะการทำงานที่จะอยู่ล่าง ที่มีการแสดงสถานะการทำงานเอาไว้อย่างครบถ้วน ไฟแสดงสถานะที่เป็นเขียวในกรณีที่มีปัญหาจะเป็นไฟสีแดง ส่วนด้านซ้ายที่เป็นไฟสีขาวนั้นไปแสดงสถานะของ WiFi และ WPS ที่จะเป็นปุ่มเปิดปิดหรือเรียกใช้งานในตัว รูปทรงที่ดูโดยรวม โดดเด่นแปลกตาแต่มีความเป็น NETGEAR เสาอากาศภายนอกมีมาสองต้น ไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้ โดยขนาดน่าจะอยู่ประมาณ 4-5 dBi ด้านล่างที่มีช่องระบายอากาศเต็มพื้นที่ โดย NETGEAR D6220 สามารถใช้งานในลักษณ์ของการวางบนโต๊ะ ที่มีฐานรองวางติดมาทั้งสี่มุม รวมไปถึงยังออกแบบให้สามารถแขวนหรือห้อยได้โดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมใดๆ ด้านหลังที่จะมี DSL Port , USB 2.0, 10/100/1000 Mbps Lan Port 4 พอร์ต, 1000/10/100 Mbps Wan Port , Reset Button และ Power On/Off Button

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ตอนนี้นั้นในวงการนักเล่นเกมนอกเหนือไปจากฮาร์ดแวร์ของตัวเครื่องคอมพิวเตอร์จะสำคัญมากแล้วนั้น หน้าจอหรือมอนิเตอร์ที่ใช้ร่วมกันกับตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ก็สำคัญไม่แพ้กันครับ ล่าสุดเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของนักเล่นเกมสายโหดทาง ASUS ก็ได้ทำการเปิดตัวมอนิเตอร์รุ่น ROG Swift PG258Q ออกมาเพื่อที่จะเอาใจนักเล่นเกมโดยเฉพาะครับ ASUS ROG Swift PG258Q นั้นมีสเปคหลักๆ ดังต่อไปนี้ครับ หน้าจอขนาด 24.5 นิ้วใช้พาเนลแบบ TN รองรับความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 1080p รองรับเทคโนโลยี G-Sync ความสว่างสูงสุดอยู่ที่ 400 nits Contrast Ratio 1000 : 1 refresh rate อยู่ที่ 240 Hz response time อยู่ที่ 1 ms(แบบ GTG) พร้อมกับเทคโนโลยี Nvidia ultra low-blur มาพร้อมดีไซน์ไร้ขอบ(ซึ่งทำให้โลโก้ของ ROG ไปอนยู่ตรงด้านหลังเครื่องบริเวณฐานตั้ง โดยมีจุดเด่นตรงที่ว่าผู้ใช้สามารถดึงเอาออกไปได้แล้วใช้ฝาครอบที่ปริ้นท์แบบ 3 มิติ มาทำการครอบได้เอง) รองรับเทคโนโลยี NVIDIA 3D Vision 2 มาพร้อมเทคโนโลยี NVIDIA 3D Lightboost ที่จะช่วยเร่งความสว่างเมื่อใช้เล่นภาพ 3 มิติโดยที่ไม่ต้องการพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติม ASUS ROG Swift PG258Q นั้นพร้อมวางจำหน่ายแล้วในโซนตะวันตก สนนราคาอยู่ที่ 620 Euros หรือประมาณ 23,040 บาท ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ถือว่าแพงมากนักครับสำหรับมอนิเตอร์สเปคดีแบบนี้(ติดตรงที่หน้าจอเป็นพาเนลแบบ TN นี่แหละครับทำให้มุมมองของหน้าจอไม่ดีมาก แต่เวลาเล่นเกมนั้นเชื่อว่าทุกท่านก็ต้องนั่งจ้องตรงกับหน้าจออยู่แล้วดังนั้นเรื่องมุมมองของหน้าจอไม่น่าจะเป็นปัญหาครับ)   ที่มา : https://notebookspec.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
Google ได้ปล่อยอัพเดท Play Services 10.2 สู่สาธารณะแล้วโดยการอัพเดทนี้เป็นการประกาศถึงจุดสิ้นสุด Android 2.3 Gingerbread อย่างเป็นทางการ Android 2.3 นั้นเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2010 นับจนถึงปัจจุบันก็ 7 ปีแล้วการที่ Google จะตัดการให้บริการออกก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก โดยการอัพเดทครั้งนี้จะมีผลกับฝั่งนักพัฒนาที่ไม่สามารถพัฒนาแอพให้รองรับกับระบบปฏิบัติการเก่าๆ ได้แล้ว แม้ว่าจะตัดการรองรับระบบปฏิบัติการเก่าออกไป แต่ก็มีการอัพเดทฟีเจอร์ใหม่ๆ เข้ามาด้วย (สำหรับฝั่งนักพัฒนา) เช่นการปล่อย API ให้กับแอพ Google Fit เช่นสามารถบันทึกข้อมูลใหม่ๆ อย่างความดัน น้ำตาลในเลือด ได้ด้วย ซึ่งน่าจะถูกใช้งานกับแอพประเภทสุขภาพและอุปกรณ์สวมใส่ รวมไปถึงการให้บริการ Google Play Games ที่สามารถบันทึกเซฟไฟล์ หรือใส่โฆษณาลงไปในเกมส์เพื่อหาเงิน โดยรวมแล้วสำหรับฝั่งผู้ใช้งาน ผู้ที่ยังคงใช้ Android 2.3 Gingerbread จะไม่สามารถเชื่อมต่อกับ Google ได้แล้ว และแอพที่ใช้บริการ Google อยู๋ในตัวก็จะไม่สามารถใช้งานได้ด้วย และจะไม่ได้รับการอัพเดทแล้วเนื่องจากเชื่อมต่อ Google Play ไม่ได้นั่นเอง   ที่มา : https://www.overclockzone.com/news/6916

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
Sharp เป็นผู้ที่ผลิตหน้าจอ LCD ส่งให้กับ Samsung มานานแล้ว แต่หลังจาก Foxconn เข้าซื้อไปก็ได้ทำการระงับการผลิตหน้าจอ LCD ทำให้ Samsung อยู่ในสภาวะเคว้งคว้าง ขาดหน้าจอที่จะนำมาทำทีวี หลังจากพยายามหาซัพพลายเออร์อย่างยาวนานก็ได้ข้อสรุปแล้วว่า Samsung จะยอมซื้อหน้าจอจาก LG Display บริษัทคู่แข่งตัวเองแทน โดยทาง LG จะเริ่มส่งมอบหน้าจอ LCD ให้กับ Samsung เดือนกรกฏาคมนี้เป็นต้นไป ปัจจุบัน Samsung ทำการผลิตหน้าจอหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น OLED, LED, QLED หรือแม้กระทั่ง Quantum Dot แต่ทว่าไม่ได้ทำการผลิต LCD เพียงพอที่จะนำไปผลิตหน้าจอทีวีจำนวนมาก ถือเป็นครั้งแรกที่แบรนด์เกาหลีเก็บศักดิ์ศรีเอาไว้ และยอมเจรจาซื้อชิ้นส่วนจากคู่แข่งเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้   ที่มา : https://www.overclockzone.com/news/6938

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
Android 8.0 หรือ Android O นั้นคาดว่าจะเปิดตัวกลางปีนี้ ดังนั้นการที่มีข่าวลือเกี่ยวกับ Android O ในช่วงนี้ค่อนข้างจะเป็นไปได้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง หรือเป็นข่าวลือปลอม แต่ทว่า Horishi Lockheimer รองผู้บริหารฝ่าย Chrome และ Android ได้โพสต์รูป Oreo เหมือนเป็นคำใบ้ว่า Android O จะใช้ชื่อว่า Oreo อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่แล้ว Hiroshi Lockheimer เองได้ใบ้ว่า Android 7.0 จะใช้ชื่อว่า Nutella แต่พอเปิดตัวมาจริงก็กลับกลายเป็น Nougat ไปซะอย่างั้น บางทีครั้งนี้อาจจะเป็นการแกล้งให้เราเชื่อว่าระบบรุ่นต่อไปจะใช้ชื่อว่า Oreo ก็ได้ แน่นอนว่าเราจะไม่ได้รับการยืนยันใดๆ จาก Google จนกว่าจะถึงงานเปิดตัวช่วงราวๆ กันยายนโน่นล่ะ คงต้องรอดูว่าปีนี้ Hiroshi Lockheimer จะแกล้งสื่อ และผู้ติดตามจำนวนนับไม่ถ้วนอย่างไร   ที่มา : https://www.overclockzone.com/news/6921