[Review] TOTOLINK A5004NS AC1600 Wireless Router

ข่าวไอที / [Review] TOTOLINK A5004NS AC1600 Wireless Router

เรื่องนี้โดนใจไลค์หน่อย โพสโดย admin เมื่อ 2017/03/03 | เข้าชม 1792 ครั้ง

วันนี้เราอยู่กับ Router จากทาง TOTOLINK รุ่นนี้จะใช้ชื่อรุ่นว่า A5004NS ซึ่งจะมีมาตรฐานเป็น Wireless AC1600 โดยจะแบ่งเป็น 300Mbps สำหรับ 2.4GHz และ 1300Mbps สำหรับ 5.0GHz ตัวนี้มีความพิเศษอีกอย่างตรงที่มันมีพอร์ต USB 3.0 มาให้ สำหรับผู้ที่ต้องการทำ File Sharing เปลี่ยน Router เป็น NAS ตัวย่อมๆ หรือว่าเวลาอินเตอร์เน็ตบ้านมีปัญหาก็สามารถเอา 3G Dongle มาเพื่อใช้อินเตอร์เน็ตจาก 3G แทนก็ได้

คลิ๊กเลย >> https://online.advice.co.th

Special Thanks : KING INTELLIGENT TECHNOLOGY CO., LTD.

Special Thanks : OVERCLOCK ZONE


เรื่องแนะนำ

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
เรามักจะเชื่อกันว่า “มายากล” เสกได้ทุกสิ่ง แต่นักมายากลจะรู้หรือ? ว่าวัวในฟาร์มเราตอนนี้อยู่ในฟีลลิ่งแบบไหนถึงจะดีที่สุดต่อการผลิตน้ำนม หรือแม้กระทั่งกัปตันที่ขับเครื่องบินทุกวัน จะรู้หรือไม่ว่าวันนี้เครื่องยนต์ทุกชิ้นส่วนมีอาการพร้อมใช้งานหรือไม่? เพราะหากการดูแค่หน้าปัดในห้องเครื่องเพียงพอแล้ว ก็คงไม่มีเหตุการณ์เครื่องบินตก! ตัวอย่างทั้งหมดนี้ต้องการสิ่งที่ยืนยันว่า มีแค่เทคโนโลยีขั้นสูงจากเดลเท่านั้นที่ทำได้! ด้วยเหตุนี้เอง ทีมงานของเดลจึงเลือกเอาหนุ่มผิวสีที่ชอบเป็นตัวเองในหนังไซไฟ อย่าง  Jeffrey Wright มาเป็นพรีเซ็นเตอร์​โปรโมทหลากเทคโนโลยีล้ำๆ จาก Dell Technologies   เริ่มต้นจากเทคโนโลยี Pivotal จากเดลที่ช่วยในการเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ ในเครื่องยนต์เครื่องบินเจ็ทให้อยู่ในรูปแบบข้อมูลดิจิทัล เพื่อทีมงานเบื้องหลังสามารถรู้ได้ว่ามีจุดไหนบกพร่องก่อนออกขึ้นบิน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีของ VMware ที่ช่วยในการใช้ข้อมูลที่ได้จาก RFID ที่ติดกับตัววัว เพื่อตรวจจับอารมณ์ของวัวแต่ละตัว เพื่อแจ้งเตือนถึงสถานการณ์กับเจ้าของไร่ผ่านมือถือและให้คำแนะนำในการดูแลวัวในแต่ละสภาพอากาศต่อไป   เทคโนโลยี Dell EMC ช่วยให้แบรนด์กีฬาอย่าง Columbia สามารถเก็บข้อมูลผลิตภัณฑ์และการขายหน้าร้านเข้าไว้ที่เดียวกันเพื่อช่วยวิเคราะห์การทำการตลาดได้อย่างครบวงจร และนี่ก็เป็นคลิปวิดีโอเบื้องหลังโฆษณานี้ ที่ผลงานการถ่ายทำเท่ๆ นี้เป็นของเอเจนซี่ Y&R New York  เนื้อหาทั้งหมดนี้มีเป้าหมายอยู่ที่การทำให้คนธรรมดาๆ เข้าใจง่ายๆ ว่ากว่าจะได้ข้อมูลเจ๋งๆ เข้ามาช่วยอัปเกรดธุรกิจต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมาเป็นผู้ช่วยอยู่เบื้องหลังเสมอ ซึ่งการนำเอาความล้ำของเทคโนโลยีไปเทียบกับเวทย์มนต์ของมายากลก็เข้าท่าดีทีเดียว  ที่มา : https://www.marketingoops.com/media-ads/traditional/tvc/dell-technologies/  

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
            เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานร่วมกับซีพียู AMD Ryzen รุ่นใหม่ ASRock ผู้ผลิตเมนบอร์ดชั้นนำระดับโลก จึงได้นำเสนอ Fatal1ty X370 Gaming K4 เมนบอร์ดตัวแกร่งสำหรับให้เกมเมอร์และนักโอเวอร์คล็อกได้ดึงศักยภาพของซีพียูมาใช้อย่างเต็มที่ ด้วยการผสมผสานส่วนประกอบที่มีคุณภาพ และฟีเจอร์อันทันสมัยและสอดคล้องกับการใช้งาน ASRock Fatal1ty X370 Gaming K4 จึงกลายเป็นเมนบอร์ดอีกรุ่นหนึ่งสำหรับให้คอเกมคว้าชัยชนะในเกมที่ชื่นชอบได้ไม่ยาก SuperAlloy ฟีเจอร์สุดแกร่งที่มาพร้อมซิงก์อลูมิเนียมอัลลอยขนาดใหญ่ และพรีเมียม Power Choke 45A ให้เสถียรภาพในด้านการจ่ายพลังงาน รวมถึงคาปาซิเตอร์ Nichicon 12K Black Caps ที่มีความทนทานเป็นเยี่ยม ช่วยให้การทำงานและโอเวอร์คล็อกได้อย่างมั่นใจ PCI-E Steel slot เพิ่มความมั่นใจในความแข็งแรงและการเชื่อมต่อ ด้วยสล็อตที่มีความทนทานต่อน้ำหนักการ์ดจอขนาดใหญ่ ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดความเสียหายจากการดึงรั้งของการ์ดจอตัวโปรด RGB LED แสงสีในสไตล์ RGB ให้คุณเลือกสีที่แสดงบนเมนบอร์ด ให้ตรงกับที่ต้องการได้ตามใจชอบ ผ่านทาง All-in-One utility ของทาง ASRock พร้อมต่อไฟ LED จากภายนอกให้เล่นสีสันไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นไฟ LED หรือซิงก์พัดลมจาก AMD LED ก็ตาม   สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : เว็บไซต์ : http://www.asrock.com เฟสบุ๊ก : www.facebook.com/ASRockThailand ข้อมูลเกี่ยวกับ ASRock  ASRock Inc. ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2002, โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาเมนบอร์ดและสร้างผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเองด้วยแนวทาง สามอย่างได้แก่ สร้างสรรค์, พิจารณาละเอียดถี่ถ้วน, มีประสิทธิภาพ ASRock จะก้าวข้ามขีดจำกัดของเมนบอร์ดและรักษาธรรมชาติไปด้วยพร้อมๆกันซึ่งเราจะ พัฒนาอุปกรณ์ของเราโดยคำนึงถึงความเป็นมิตรต่อธรรมชาติเป็นอันดับหนึ่งและ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งแนวคิดของทาง ASRock. ASRock เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและในปัจจุบันได้เป็นอันดับสามในผู้ผลิตเมนบอร์ดที่ ใหญ่ที่สุดโดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ไทเป,ประเทศไต้หวันและสาขาอีกมากมายในยุโรปและสหรัฐอเมริกาเป็นองค์กรหน้าใหม่ที่มีเป้าหมายในการก้าวขึ้นมาเป็น กระแสหลักในการเลือกใช้เมนบอร์ดและในแวดวงธุรกิจผลิตภัณฑ์ชนิดนี้รวมไปถึง ครองใจผู้ใช้ในเรื่องของความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์อีกด้วย ข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติม:www.asrock.com ที่มา : Overclockzone

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ในปัจจุบันจอภาพมอนิเตอร์ได้มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง จากยุคเริ่มแรกที่มีใช้งานกันจอภาพจะเป็นเพียงตัวหนังสือสีขาว พื้นหลังสีดำหรือ ตัวหนังสือสีดำ พื้นหลังเขียวเท่านั้น พอมาถึงทุกวันนี้พอมองย้อนกลับไป การเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาก็เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ทั้งโปรแกรมสมัยใหม่ที่ใช้สำหรับงานกราฟฟิกที่มีสีสันการแสดงผลที่ละเอียดมากยิ่งขึ้น จอมอนิเตอร์ก็เช่นกันที่ต้องมีการพัฒนาให้สอดคล้องกับโปรแกรม เพื่อให้การแสดงผลของภาพได้สีสันที่ได้ออกมามีความสมจริงมากที่สุด โดยเฉพาะอาชีพช่างภาพที่ต้องใช้ความเที่ยงตรงของสีเป็นสำคัญ ซึ่งเจ้าตัว BenQ SW2700PT นั้นให้มาพร้อมเทคโนโลยี IPS และขอบเขตสี Adobe RGB 99% ที่จะช่วยให้ช่วงสีที่กว้างกว่า เพื่อให้ภาพที่แสดงออกมาเป็นธรรมชาติสมจริงมากที่สุด แต่สำหรับผู้ใช้ทั่วไปอาจจะไม่มีปัญหาเรื่องสีเพี้ยนมากนัก เพราะ ภาพที่ได้จากล้องส่วนใหญ่เมื่อนำไปแสดงบนจอภาพทั่วไป การจัดสีที่ได้ค่อนข้างจะดีอยู่แล้วในระดับหนึ่ง ซึ่งหลายๆ คนถ่ายภาพมาอาจจะใช้แค่เพื่อโพสต์บนโซเชี่ยล หรือเอาไปอัดรูปเก็บไว้เฉยๆ ซึ่งสีสันของรูปอัดมาอาจจะมีสีผิดเพี้ยนไปบ้างนิดหน่อย แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่พอยอมรับได้  แต่สำหรับมืออาชีพที่เรื่องสีเพี้ยนแม้แต่นิดเดียวถือเป็นเรื่องใหญ่เล่นทีเดียว        มาดูในส่วนของสเปค BenQ SW2700PT  กันบ้างดีกว่าครับ จอ 27 นิ้ว ขนาดภาพ 2560×1440 QHD IPS การแสดงขอบเขตสี Adobe RGB 99% มุมมองการรับชม 178 องศา สัดส่วนจอภาพ 16:9 Response time‎ 5 ms Refrest rate 60 Hz. จำนวนสีที่แสดง‎ 1.07 พันล้านสี มีโหมด Adobe RGB, sRGB, B&W มี OSD Controller เป็น Remote ในการปรับแต่งจอภาพ น้ำหนักรวม 11.88 กิโลกรัม  จากสเปคที่ให้มาถือว่าจัดเต็มมากเหมาะสำหรับช่างภาพมืออาชีพจริงๆ ทั้งให้ภาพที่สมจริง ไม่ผิดเพี้ยน และหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 27 นิ้ว ทำให้มองสบายตา รวมถึงความหนาแน่นหรือเม็ดพิกเซลอยู่ที่ 109 ppi ทำให้ภาพที่ได้ละเอียด เนียนตาเป็นอย่างมาก ส่วนพอร์ทที่ให้มาของเจ้าจอ BenQ SW2700PT ตัวนี้ ก็ถือได้ว่าให้มาครบครันเลยทีเดียว โดยด้านหลังจอจะมีพอร์ททั้ง DVI‎, HDMI 1.4, Display Port 1.2, รูหูฟัง และ USB 3.0 type B (สำหรับเป็น HUB ต่อ USB ด้านข้าง) ด้านซ้ายมือของจอก็จะมีพอร์ท USB 3.0 ให้สองพอร์ท และ SD Card Reader ให้ซึ่งต้องลง Driver จากแผ่นในคู่มือมาก่อนถึงจะใช้งานได้ ตัวจอสามารถปรับได้หลายระดับ ทั้งเลื่อนขึ้นเลื่อนลง หันซ้ายขวา และหันเงยหันก้มลง โดยที่เวลาปรับจอแต่ละอย่างฐานจะไม่ขยับเลยสักนิด ถือว่าฐานทำมาได้แข็งแรงดีมากครับ ส่วน Shading Hood ทำออกมาได้ครอบคลุมพื้นที่ของจอภาพโดยบุด้านในเป็นกำมะหยี่ ทำให้แสงไม่สะท้อนกวนสายตา และภาพที่ได้จะมีสี Contrast ดีขึ้น โดยเฉพาะสีดำที่เห็นได้อย่างชัดเจน ส่วนวัสดุบอดี้ทั้งหมดของจอจะเป็นพลาสติกด้านทั้งตัว งานดูเนียบ การประกอบแน่นหนา สมแล้วที่ได้รับรางวัลมอนิเตอร์สำหรับช่างภาพแห่งปี 2016 จาก TIPA นอกจากนี้ จอ BenQ ยังสามารถหมุนจอให้เป็นแนวตั้งได้อีกด้วย ดังนั้นถ้าใครที่นำมาใช้งานอ่านเว็บที่มีหน้ายาว หรืออ่านอีบุ๊ค ก็สามารถทำได้เช่นกันครับ ในส่วนของ OSD Controller จะแยกออกจากตัวจอมาให้เราได้ใช้งานกันได้สะดวกขึ้นอีกด้วย ซึ่งมีปุ่มคีย์หลักเลข 1-3 สามปุ่ม สามารถตั้งค่าได้ว่าจะให้ทำหน้าที่อะไร เช่น ตั้งกดเลข 1 ให้ปรับจอภาพแสดงขอบเขตสีระดับ Adobe RGB, กดปุ่มเลข 2 ปรับจอภาพแสดงขอบเขตสีระดับ sRGB และกดปุ่มเลข 3 ปรับจอให้เป็น B&W (ขาวดำ) เป็นต้น ค่า Delta E หรือค่าความผิดเพี้ยนของสีทาง BenQ เคลมจากโรงงานว่า มีค่า Delta E ≤ 2 ซึ่งหมายความว่า มีความผิดเพี้ยนของสีน้อยมาก ซึ่งจะมีคนจำนวนไม่มากที่สามารถสังเกตเห็นความผิดเพี้ยนตรงนี้ได้ อารมณ์เหมือนหูฟังที่จะได้ยินเสียงเพิ้ยนก็ต่อเมื่อเป็นพวกหูทองยังไงยังงั้นเลย โดยรวมแล้วนับว่าเป็นเจ้าตัวจอ BenQ SW2700PT  เป็นมอนิเตอร์ที่คุ้มค่าและยอดเยี่ยม เหมาะกับการใช้งานกราฟฟิกเป็นอย่างมาก อีกทั้งตัว BenQ รองรับอุปกรณ์ Calibrate จอหลายรุ่นทั้ง X-Rite i1 Display Pro, i1 Pro, i1 Pro 2, Datacolor Spyder 4 , Spyder 5 ซึ่งค่าตัวมันถือว่าค่อนข้างถูกสำหรับมืออาชีพจริงๆ  เพราะ ด้วยราคาแค่ 22,900 บาท ได้ทั้งหน้าจอ 27 นิ้ว IPS ความละเอียด 2K แสดงขอบเขตสี Adobe RGB 99% ถ้าเป็นยี่ห้ออื่นไม่มีทางได้ในราคานี้แน่นอนครับ   ที่มา : Notebookspec

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ณ เวลานี้ก็มีข่าวพูดถึงกันทั่วอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะเว็ปไอทีชั้นนำของต่างประเทศ ถึง CPU Platform HEDT ที่เป็น Platform ระดับ Hi-End ของทาง Intel .. เจ้า CPU ตัวใหม่นี้ก็ใช้สถาปัตยกรรม Kaby Lake X และรุ่นแรกที่มีชื่อโผล่ออกมาก็จะเป็น Intel Core i7-7740K นั่นเอง    รายละเอียดของมันก็ไม่ได้อลังการอะไรมากมายหรอกครับ เพราะว่าสเป็คก็อยู่ใกล้เคียง Intel Core i7-7700K รุ่นท๊อปจากสถาปัตยกรรม Kaby Lake ที่ใช้ Socket LGA1151 นี่เอง มี 4Core/8Thread เหมือนกันเลย / แตกต่างกันหลักๆก็คือเจ้า Core i7-7740K นี้จะอยู่กับ Mainboard ชิพเซ็ต X299 ที่ตรง Socket จะเป็น LGA2066 ปรับ Segment ขึ้นมาให้ไฮโซกว่า LGA1151 ของรุ่นน้อง .. ความเร็วของมันก็จะอยู่ที่ 4.3GHz สำหรับ Base Clock และ 4.5GHz สำหรับ Boost Clock เหมือนกัน    ที่แตกต่างกันก็คือ Core i7-7740K นี้ก็จะไม่มี Integrated GPU (GPU ในตัว) หรือที่หลายๆคนเรียกว่า การ์ดจอออนบอร์ด เหมือนของชิพเซ็ต Z270 (LGA1151) ซึ่งก็เป็นอะไรที่คาดเดาไม่ยาก เพราะว่าพวก CPU ที่ใช้กับบอร์ดชิพเซ็ตเริ่มต้นด้วย X เช่น X99 นั้นก็ไม่ได้มี Integrated Graphic ให้มาอยู่แล้วหล่ะ / แต่ว่าค่า TDP ของ i7-7740K ก็จะถูกเพิ่มขึ้นมาจาก 91W ของ i7-7700K ไปที่ 112W โดยที่ Base Clock , Boost Clock เท่ากัน และไม่มีชิพกราฟฟิค (แต่ TDP เพิ่มขึ้นเนี่ยนะ)    เดี๊ยวก่อนครับ อย่าเพิ่งด่วนสรุป เพราะเห็นสเป็คแบบนี้แล้ว หลายๆคนคงต้องคิดแน่นอนว่า มันก็คงเป็นแค่ i7-7700K ที่อัพเกรดขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้นแหละ ตัวแอดมินเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน เพราะว่าการวางชื่อรุ่นของ Intel ที่ใช้ชื่อใกล้เคียงกันมาก 7700K - 7740K ทำให้โปรดักส์ไลน์ใหม่ มันดูไม่มีออร่าเอาซะเลย / แต่ถ้าใครเป็นสาวก Intel หรือได้เล่น Platform ที่เป็น Chipset X มาแล้ว น่าจะทราบได้ว่าข้อดีของมันไม่ได้อยู่แค่สเป็คผิวเปลือกอย่างที่คนทั่วไปมองเสมอไป เพราะว่า CPU และบอร์ดพวกนี้มักจะมี Lane ที่เยอะกว่า CPU และบอร์ดรุ่นรอง เช่นพวก Z และ H ฟีเจอร์อะไรหลายๆอย่างที่บอร์ดเหล่านั้นทำไม่ได้ก็จะมาทำได้ใน Platform HEDT เช่นนี้ และที่สำคัญก็คือ Memory ที่ให้มาเป็นแบบ Quad Channel ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมในการทำงานระดับมืออาชีพนั้นดีกว่า Platform รุ่นรอง   ก็ไม่รู้ว่าเดินเกมส์ถูกหรือผิดนะครับ Intel เพราะว่าตอนนี้ทางฝั่งคู่แข่งอย่าง AMD เขาก็มี CPU Core เยอะๆ ในราคาที่ไม่แพงออกมาให้ซื้อกันแล้ว แต่ข่าวออกมาว่า Platform X299 ซึ่งเป็น Platform Hi-End ยังมีรุ่นที่เป็น 4-Core / 8-Thread อยู่ คนจะมองกันยังไง / อ่อ วันนี้เรามาพูดกันถึงสเป็คที่ทราบ ณ เวลานี้กันเฉยๆนะครับ เรื่องฟีเจอร์และประสิทธิภาพที่แท้จริงยังไม่อาจสรุปได้ เพราะยังไม่ได้ลองเล่นตัวจริงจ้า ที่มา : Overclockzone

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
          Apple ได้จดสิทธิบัตรที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Dock ที่ใช้แปลงโทรศัพท์อย่าง iPhone ให้กลายเป็นโน้ตบุคได้ เหมือนกับที่เราเคยเห็น Asus ทำ Asus PadFone มือถือแปลงร่างเป็นแทบเล็ตได้มาก่อน โดยนอกจากจะใช้เป็นหน่วยประมวลผลบน Dock แล้วยังใช้ iPhone เป็น Trackpad ได้ด้วย  แน่นอนว่าในสิทธิบัตรระบุว่าตัว Dock ไม่สามารถใช้งานได้เองจำเป็นจะต้องมีมือถือเสียบเพื่อใช้งาน แต่บน Dock จะมี GPU โดยเฉพาะ ทำให้สามารถประมวลผลภาพบนหน้าจอที่มีความละเอียดแตกต่างกันได้ ในสิทธิบัตรไม่ได้พูดถึงระบบปฏิบัติการว่าหน้าตาจะเป็นเช่นไร แต่หลายคนคาดว่ามันจะมีหน้าตาเหมือนกับ iPad (iOS) มากกว่า macOS  ที่มา : https://www.overclockzone.com/