ข่าวไอที / เปิดตัว Huawei P10 และ P10 Plus ในไทยอย่างเป็นทางการ ชูจุดเด่นกล้องไลก้าทั้งหน้า/หลัง!

เรื่องนี้โดนใจไลค์หน่อย โพสโดย admin เมื่อ 2017/03/25 | เข้าชม 424 ครั้ง

หัวเว่ยเปิดตัว HUAWEI P10 และ P10 Plus ในไทยอย่างเป็นทางการ ชูจุดเด่นกล้องไลก้าทั้งหน้า/หลัง และฟีเจอร์ถ่ายภาพพอร์ทเทรทระดับสตูดิโอ พร้อมเปิดพรีออเดอร์ 17 – 26 มีนาคมนี้

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป(ประเทศไทย) ประกาศราคาจำหน่าย Huawei P10 (32 GB) ราคา 17,900 บาท Huawei P10 (64 GB) ราคา 19,900 บาท และ Huawei P 10 Plus ราคา 23,900 โดยลูกค้าที่พรีออเดอร์ในระหว่างวันที่ 17-26 มีนาคม จะได้รับของสมมนาคุณพิเศษมูลค่ากว่า 3,700 บาท มั่นใจ Huawei P10 Series จะต่อยอดความสำเร็จและสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดสมาร์ทโฟนโลกอีกครั้งด้วยนวัตกรรมสมาร์ทโฟนที่ร่วมพัฒนาขึ้นกับไลก้าทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง พร้อมชูสุดยอดฟีเจอร์ถ่ายภาพระดับสตูดิโอ ต่อยอดความเป็นผู้นำด้านกล้อง พร้อมเผยสีสันใหม่สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ร่วมมือกับPantone Color Institute ผู้นำด้านสีของโลกเพื่อตอบโจทย์ในด้านดีไซน์มากยิ่งขึ้น

สุดยอดสมาร์ทโฟนเพื่อการถ่ายภาพ กับคุณสมบัติระดับสตูดิโอถ่ายภาพ

หัวเว่ย P10 และ P10 Plusคือสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่ใช้กล้องหน้าจากไลก้า เช่นเดียวกับกล้องหลังเลนส์คู่ผสานเทคโนโลยีการถ่ายภาพที่ล้ำสมัยที่สุดของโลกเพื่อการสร้างสรรค์ภาพพอร์ทเทรทที่แฝงความเป็นงานศิลปะร่วมสมัยตามแบบฉบับของภาพถ่ายไลก้า หัวเว่ย P10 และ P10 Plusมาพร้อมอุปกรณ์และคุณสมบัติทุกอย่างระดับสตูดิโอถ่ายภาพมืออาชีพไม่ว่าจะเป็น

  • เทคโนโลยีตรวจจับใบหน้าแบบ 3 มิติ ที่สามารถตรวจจับลักษณะต่าง ๆ บนใบหน้าได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ
  • ฟีเจอร์การปรับแสง - มีอัลกอริทึ่มการตรวจจับอัตโนมัติซึ่งสามารถตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของแสงสว่างแวดล้อมและปรับค่าคอนฟิเกอร์เรชั่นของการถ่ายภาพโดยอัตโนมัติ ทั้ง การปรับสมดุลสีขาวอัตโนมัติ ความเร็วชัตเตอร์ และอื่น ๆ ถ่ายภาพได้สวยเฉียบในทุกสภาพแวดล้อม
  • ฟีเจอร์ปรับภาพแต่งพอร์เทรท - มีอัลกอริทึ่มการสร้างภาพที่อาศัยข้อมูลจากการวิจัยอย่างละเอียดในเรื่องรูปทรงของใบหน้าและสีผิวที่แตกต่างและหลากหลาย ใช้ฟีเจอร์การปรับแต่งภาพพอร์เทรทให้สมบูรณ์แบบได้ตามความต้องการเฉพาะและเป็นธรรมชาติ
  • ฟีเจอร์ถ่ายภาพโบเก้ ที่สวยเหมือนงานศิลปะ - มีอัลกอริทึ่มจึงมีความชัดตื้นชัดลึกที่สามารถสร้างสีสันที่คมชัด สดใสให้กับภาพถ่าย พร้อมทำให้ฉากหลังเบลอ เป็นภาพพอร์เทรทสไตล์โบเก้ที่สวยสะดุดตา นอกจากนัน ยังสามารถหาจุดโฟกัสภาพใหม่หลังจากกดชัตเตอร์แล้วได้อีกด้วย

นิยามใหม่ของสีสันบนสมาร์ทโฟนจาก Pantone Color Institute

หัวเว่ย P10 และ P10 Plus สร้างมาตรฐานใหม่ของสีสันและดีไซน์ ด้วยการร่วมมือกับ Pantone Color Institute ผู้นำด้านสีสันของโลก ด้วยสี Pantone ที่คัดสรรขึ้นเป็นพิเศษคือ PANTONE Greenery ซึ่งเป็นสี PANTONE ประจำปี 2017 บนพื้นผิวขัดทรายให้ความรู้สึกสบายตาและดูมีสไตล์ และสี Dazzling Blue เฉดสีฟ้าเข้มแสนสะดุดตา บนพื้นผิว Hyper Diamond-cut อันเป็นเอกลักษณ์ดูเปล่งประกายสะดุดตา นอกจากสองสีพิเศษนี้แล้ว ยังมีให้เลือกในอีกหลายโทนสีสวย ทั้ง Mystic Silver, Prestige Gold, Dazzling Blue, Prestige Gold, และ Graphite Blackเพื่อให้เป็นสมาร์ทโฟนที่บ่งบอกถึงบุคลิกของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้อย่างโดดเด่น

ที่สุดแห่งดีไซน์มินิมัลงานฝีมือสุดปราณีต และฟังก์ชั่นเหนือชั้น

หัวเว่ย P10 และ P10 Plusมาพร้อมรูปทรงแบบมินิมัลที่บางเฉียบ กับเส้นสายโค้งมนตามแบบฉบับของP Seriesดีไซน์ที่มุ่งเน้นคุณภาพในทุกรายละเอียด หน้าจอกระจก Corning Gorilla 5 อันแข็งแกร่ง รวมทั้งฟังก์ชั่นอันทรงประสิทธิภาพอย่างเทคโนโลยี SuperChargeลิขสิทธิ์เฉพาะของหัวเว่ยเพื่อการชาร์จแบตเตอรี่ที่เร็วเป็นพิเศษ ระบบปฎิบัติการที่รวดเร็วไม่ว่าจะผ่านอายุการใช้งานไปนานเพียงใด และการเชื่อมต่อที่เหนือชั้นเพื่อให้ผู้ใช้ไม่คลาดการติดต่อสื่อสารไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

ความสำเร็จบนเวทีระดับโลกในงานMobile World Congress 2017

Huawei P10 และ P10 Plusยังครองใจแวดวงคอนซูเมอร์เทคโนโลยีและสื่อมวลชนอย่างล้นหลามทันทีที่เปิดตัวในมหกรรมMobile World Congress 2017ที่บาร์เซโลน่า ประเทศสเปน เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาสามารถคว้ารางวัลต่าง ๆ ในงานนี้มาได้กว่า 20 รางวัลอีกทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็นสมาร์ทโฟนยอดเยี่ยม “Top Pick”จากสื่อเทคโนโลยีและไอทีหลายสำนักทั้งจากดีไซน์และสีสันอันโดดเด่น และความสามารถในการถ่ายภาพพอร์เทรทได้เหนือชั้น

ที่มา : http://www.techxcite.com


เรื่องแนะนำ

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
เราจะมากล่าวถึงโทรศัพท์ ซึ่งทางแบรนด์ ASUS  เนี่ยเค้าบอกว่าเค้าสามารถ Live สดไม่หมดสวย มีโหมด Beauty Live ที่ปรับความสวยได้ตลอดเวลาขณะถ่ายวีดีโอ และเป็นเครื่องเดียวเครื่องแรกของโลกอีกด้วยโอ้โห…อะไรจะขนาดนั้น อยากรู้กันแล้วใช่มั้ยคะว่า สมาร์ทโฟนเครื่องนี้มันคืออะไรกันแน่ เกริ่นมาซะขนาดนี้ก็ไปดูกันเลยค่ะ มาร์ทโฟนตัวนี้คือ ASUS Zenfone Live ซึ่งคำที่เค้าเครมมาคือ Live ได้สวยได้แม้กระทั่งหน้าสด ใช้ได้ทั้งคุณผู้ชายและคุณผู้หญิงเลยนะคะ และยังปรับความสวยได้ถึง 10 ระดับด้วยกัน เอาเป็นว่าถ่ายยังไงก็สวยนะเออ… คราวนี้เราไปดูสเปคเครื่องโดยละเอียดกันบ้าง 1 จุดเด่นคือ แอพ Beauty Live ที่ปรับความสวยได้ขณะไลฟ์ อันนี้เราของบอกเลยว่าเลิศจริง เพราะไม่มีเครื่องไหนทำได้อะ live ไปสวยไป หน้าไม่ต้องแต่งก็ยังได้ แต่ถ้าแต่งหน้าก็สวยขึ้นอีก 2 กล้องหน้าไวแสง พร้อมแฟลชกล้องหน้าแบบ soft-Light LED ให้ผิวดูสวยเป็นธรรมชาติ เลนส์กล้องมีมุมมองกว้างถึง 82 องศา แค่กล้องหน้าถ่ายรูปธรรมดาก็มีความ Beauty ดูละมุนแล้ว ยังสามารถปรับโหมดบิวตี้ได้ ไม่ว่าจะทำตาโตหน้าขาว ไม่ต้องไปแต่งในแอพอีกแค่เซลฟี่ก็เสร็จสมบูรณ์  เอาใจไปเลยค่ะ 3 กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงกล้างสุด f/2.0 คมชัดทุกรายละเอียด เรื่องกล้องของเจ้าตัวนี้นี่ถือว่าป็นจุดเด่นเลยก็ว่าได้ กล้องหลังสามารถถ่ายภาพได้เหมือนมีกล้องมิลเลอร์เลส ติดตัวไปทุกที่ สามารถทำหน้าชดหลังเบลอได้ด้วย 4 เสียงคมชัดเพราะมีไมโครโฟน ถึง 2 ตัว ซึ่งจะช่วยตัดเสียงรบกวน ขนาด ดีเจนุ้ย Live สดโดยใช้เครื่องนี้อยู่ท่ามกลางงานเปิดตัว ยังไม่มีเสียงรบกวนเลย  5 มาทางด้านความงดงามของเครื่อง มีขนาดหน้าจอถึง 75% ของเครื่อง มีกระจกแบบโค้ง 2.5D มีสำผัสตัวเครื่องที่ค่อนข้างลื่นและเบา อันที่จริงมีน้ำหนักน้อยหรือเบาก็ดีค่ะ สำหรับใครที่ชอบถือโทรศัพท์คุยนานๆ แต่เรารู้สึกว่ามันเบาไปนิด ด้วยความที่เราเป็นคนซุ่มซ่ามอาจทำเครื่องตก เครื่องหลุดมือ เป็นรอยและพังเร็วกว่าคนอื่นก็ได้เพราะงั้นเราอยากให้มันหนักกว่านี้อีกหน่อยค่ะ   คราวนี้สาวๆน่าจะรู้แล้วว่าจะตัดสินใจยังไงกับเจ้าสมาร์ทโฟนตัวนี้ อะอะ ลืมไปหนึ่งอย่างที่สำคัญค่ะ นั่นก็คือ แท่นแทนแท้นนน….ราคานั่นเอง เราว่าราคามันถูกและเอื้อมถึงเมื่อเทียบกับคุณสมบัติ ดีไซน์ที่ดูเรียบหรูเหมือนสมาร์ทโฟนตัวดัง เจ้าสมาร์ทโฟนตัวนี้ราคาแค่….แค่…แค่ 4,990 บาทเท่าน้านนน เรามีความฟินตรงราคาถูกเนี่ยแหละ อยากให้สาวๆรับ ASUS Zenfone Live ไว้พิจารณา เพราะเราว่ามันค่อนข้างคุ้มเมื่อเที่ยบคุณสมบัติกับราคา และความสวยของเราที่จะพัฒนาได้เรื่อยๆขณะ Live กันนะจ๊ะ   สเปกตัวเครื่อง ASUS Zenfone Live หน้าจอกระจกขอบโค้ง 2.5D ขนาด 5 นิ้ว ความละเอียดระดับ HD 1280 x 720 พิกเซล หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon Quad-Core ความเร็ว 1.2 GHz RAM 2 GB ROM 16 GB รองรับ MicroSD Card สูงสุด 128 GB กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 13 ล้านพิกเซล (รูรับแสง f2.0) ไฟแฟลช LED กล้องถ่ายรูปด้านหน้า 5 ล้านพิกเซล (รูรับแสง f2.2) Soft-light LED Flash   ระบบเชื่อมต่อ : 4G LTE, 3G, 2G Android 6.0 with ASUS ZenUI 3.0 ใช้งาน Nano-SIM แบตเตอรี่ : 2650 mAh ขนาดตัวเครื่อง : 71.74x141.18x7.95 มิลลิเมตร น้ำหนัก : 120 กรัม ติดตามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook :   AdviceClub  Website    :  https://www.asus.com รหัสรุ่น  ZB501KL ราคา 4,990 บาท      << สั้งซื้อออนไลน์ > พบกับ  ASUS Zenfone Live ได้ที่ Advice ทุกสาขาทั่วประเทศค่ะ

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ในเมื่อทางฝั่ง AMD มี CPU ระดับ Hi-End ที่มาพร้อมกับจำนวน Core และ Thread แบบเหลือกินเหลือใช้ ทาง Intel ที่เป็นคู่แข่งเจ้าสำคัญซึ่งยังเป็นเจ้าตลาดอยู่ก็อยู่เฉยไม่ได้ เพราะจะยอมให้ AMD นั้นมาแย่งตำแหน่งไปโดยไม่ทำอะไรก็คงจะไม่ได้ .. หลังจากที่ Ryzen บน Platform AM4 เปิดตัวมาก่อนหน้านี้และสามารถทำยอดขายได้ดี ดึงส่วนแบ่งการตลาดมาจาก Intel ได้พอสมควร .. และตอนนี้ก็มีข่าวของ Threadripper มาอีกใน Segment ที่สูงขึ้น ก็เป็นปกติครับที่ Intel จะต้องมีมาตรการเปิดตัว Product ออกมาแข่งขันกัน โดยที่ไม่นานมานี้ Intel เองก็ได้เปิดตัว Platform HEDT ที่ใช้ Socket LGA2066 ไปแล้ว พร้อมกับ Mainboard X299 แต่ว่า CPU นั้นก็ทะยอยเปิดตัวออกมาทีละรุ่น ปัจจุบันที่เห็นใช้กันมากที่สุดก็คงจะเป็น Core i7-7800X ด้วยราคาที่ไม่แพง และเป็นชิพระดับเริ่มต้นของ LGA2066 .. ต่อมาใน Q3 ของปีนี้ทาง Intel ก็มีแผนจะเปิดตัวและวางจำหน่ายเพิ่มเติมอีก โดยหลักๆแล้วจะมีสองรุ่นคือ Core i9-7920X ที่จะมากับ 12-Core / 24-Thread และ Core i9-7960X ที่จะมากับ 16-Core / 32-Thread .. นอกจากนั้นก็อาจจะมีอีกรุ่นที่ไม่แน่ว่าจะเปิดตัวภายในปีนี้ทันหรือเปล่า กับ Core i9-7980XE ที่มากับจำนวน Core / Thread มากถึง 18/36  แต่ตอนนี้เราได้ข้อมูลของตัว Core i9-7960X (16/32) มาก่อนเลยครับ โดยที่มันจะมากับ L2 Cache 1MB ต่อ Core , และ L3 Cache แบบ Shared ทั้งหมด 22MB .. การรองรับอุปกรณ์อื่นๆก็จัดมาเต็มด้วย Lane ที่มีมากถึง 44-Lane ในแบบ PCI-Express Gen 3.0 , รองรับ Memory แบบ Quad Channel (DDR4) .. เรื่องความเร็ว Frequency นั้นก็ดูแล้วจะต่ำกว่ารุ่นน้องที่มี 12-Core อยู่ เพราะจากข้อมูลที่หลุดมานั้นจะมี Base Clock อยู่ที่ 2.5GHz เท่านั้น ส่วนตัวเลข Boost Clock ก็ยังไม่แน่ใจครับ   รายละเอียดทั้งหมดนี้ก็หลุดมากับโปรแกรม GeekBench ขาประจำที่ชอบทำรายละเอียด CPU หลุดออกมา ไม่แน่ว่าผู้ผลิต Mainboard หรือวิศวกรท่านไหนเอา CPU ไปลองเล่นแล้วลืมปิด Internet หรือเปล่า มันจึงได้อัพเข้าไปอยู่ใน Database ของ GeekBench อยู่เรื่อยเลย .. คะแนนของ CPU รุ่นนี้ก็อยู่ที่ราว 33,xxx ในแบบ Multi-Thread จากตัวเลขนี้เราก็เห็นว่าคะแนนสูงกว่าของฝั่งคู่แข่งอย่าง AMD Ryzen Threadripper 1950X ที่ทำคะแนนออกมาได้ที่ 27,xxx .. ส่วนคะแนน Single-Thread ของ i9-7960X นั้นดูแล้วจะทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ โดยที่คะแนนออกมาที่ 5,2xx เท่านั้น น้อยกว่ารุ่นน้องร่วมค่ายอย่าง Core i7-7740X ที่เก่ากว่าด้วยซ้ำ.. ส่วนสาเหตุที่คะแนนออกมาต่ำ น่าจะเป็นเพราะเรื่อง Clock Speed ล้วนๆเลยครับ อย่างที่เห็นว่ามันเริ่มที่ 2.5GHz เท่านั้น สุดท้ายแล้วแอดมินก็อยากให้แยกกันนิดนึงครับ ว่าทำไม CPU รุ่นท๊อปๆแบบนี้ให้ Clock Speed มาต่ำ .. ตรงนี้ก็ต้องเข้าใจก่อนว่าพวกนี้เขาไม่ได้ออกแบบมาให้เล่นเกมส์เหมือนพวก Core i7-7700K ที่เดาว่าอาจจะเล่นเกมส์ดีกว่าตัวนี้ด้วยซ้ำ พวกนั้นจำนวน Core / Thread อาจจะเยอะไม่เท่า แต่ว่า Clock Speed มันดันไปได้ที่ 4.5GHz กันเป็นปกติอยู่แล้ว และการเล่นเกมส์ ณ ปัจจุบัน ส่วนใหญ่มันก็ไม่ได้รองรับการใช้งาน Core หรือ Thread ได้มากกว่า 4 เลยด้วยซ้ำ .. เพราะฉะนั้นพวกตระกูล Core i9 นี้จะเหมาะสมกับการทำงานแบบ Workstation เสียมากกว่า เพราะว่าการทำงานแบบ Render ต่างๆจะใช้ประสิทธิภาพของจำนวน Core / Thread ได้เต็มที่ และตรงนี้แหละครับที่ Core i9 จะทำประสิทธิภาพดีกว่าพวก Core i7 หรือ Platform LGA1151 เป็นเท่าตัวเลย ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
Supercapacitor เป็นสิ่งที่มนุษย์เราพยายามจะสร้างกันมานานแล้ว เนื่องจากตัวนำยิ่งยวดนี้สามารถนไฟฟ้าได้อย่างดี ถ้านำไปใช้กับแบตเตอรีก็จะทำให้ชาร์จไฟเต็มในไม่กี่วินาที แทนที่จะต้องใช้เวลาชาร์จไฟมือถือกันหลายชั่วโมง นอกจากชาร์จไฟไวแล้ว ตัวนำยิ่งยวดยังมีข้อดีด้านความคงทนอันยาวนานอีกด้วย ล่าสุดนักวิจัยที่ Drexel พบจุดสมดุลย์ที่จะสร้างตัวนำยิ่งยวดได้ โดยพัฒนาอิเล็กโทรดให้ใช้วัสดุประเภทนาโนฯ ชื่อว่า MXene สามารถชาร์จไฟได้ไวกว่าเดิมมาก ข้างในเป็นการอัด oxide-metal แบบสองมิติให้แน่นไปด้วยไฮโดรเจล ทำให้โครงสร้างภายในนำไฟฟ้าได้ดี และขณะเดียวกันก็ยังให้ไอออนในแบตเตอรีเคลื่อนที่ไปเพื่อชาร์จไฟได้ด้วย ในห้องแล็บทดสอบนั้นแบตเตอรี MXene สามารถชาร์จไฟได้ใน 10 มิลลิวินาทีก็เต็มแล้ว รถยนต์ไฟฟ้า หรือมือถือในอนาคตอาจจะชาร์จกันไม่เกินนาทีก็เต็ม ปัญหาของแบตเตอรีนี้ก็เหมือนกับตัวอื่นๆ คือต้องทำการสเกลขึ้นไปให้ใหญ่ระดับผลิตจำนวนมาก มีความสเถียร และใช้งานได้จริง คงต้องรอกันอีกหลายๆ ปี (อีกแล้ว) กว่าเราจะเห็นเทคโนโลยีนี้ก้าวไปข้างหน้าและออกสู่ตลาด ข้อดีคือเทคโนโลยีนี้ไม่ได้แตกต่างจากปัจจุบันมากนัก ฝั่งโรงงานแต่เลือกใช้อิเล็กโทรดแบบใหม่ก็เสร็จแล้ว ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
เวลามันก็ผ่านไปไวจริงๆ เพราะไม่นานก็ผ่านครึ่งปีไปแล้ว นั่นก็หมายความว่าอีกไม่นานหลังจากนี้ Intel ก็ต้องเปิดตัว CPU รุ่นใหม่เหมือนที่มีการเปิดตัวในทุกๆปี และจาก Road Map ที่เราดูมาก็ให้คำตอบว่าชื่อของรุ่นต่อไปจาก Kaby Lake ที่ขายกันอยู่ในปัจจุบันก็จะเป็นรุ่น Coffee Lake นั่นเองครับ .. แต่แค่นั้นมันก็ไม่ใช่ประเด็นอะไรใหญ่โต แต่ว่าที่น่าสนใจก็คือปีนี้ Intel ต้องมีไม้เด็ดงัดออกมาโชว์ เพราะว่าถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆปีที่ทางคู่แข่งอย่าง AMD นั้นมี Processor (CPU) ที่มีประสิทธิภาพและราคาสู้ Intel ได้ หลังจากที่ฝั่ง Intel นั้นผูกขาดตลาดค่อนบนมานาน ด้วยความที่ตลอดหลายๆปีที่ผ่านมา AMD ก็ไม่ได้มี CPU ใหม่ๆออกมาสู้กับ Intel เลย จึงทำให้ Intel เองก็ไม่ได้มีการพัฒนาอะไรอย่างก้าวกระโดด จนกระทั่งล่าสุดนี้ที่มี Ryzen ออกมาทำให้ เกมส์การแข่งขันในตลาด CPU กลับมาคึกคักอีกครั้ง .. ซึ่งก็ดีกับผู้บริโภคอย่างเราจริงๆ อิอิ Coffee Lake ปีนี้ก็จะยังคงเป็น 14nm อีกแล้วววววว หลังจากที่เลิกใช้แผนการเปิดตัวแบบ Tick Tock มาซักพัก ทำให้ยังอยู่ที่ขบวนการผลิตเดิม .. จริงๆ Intel เองก็อยากจะลดขบวนการผลิตเหมือนกันตามข้อมูลของข่าวอื่นๆ แต่ว่าการทำให้เป็นจริงนั้น ทำได้ยากมาก เพราะว่ายิ่งเล็กก็ยิ่งซับซ้อน คงจะต้องใช้ 14nm กันไปก่อนที่จะย้ายไป 10nm ในยุคของ Cannonlake ที่จะมาหลังจาก Coffee Lake ไปอีก / และมันจะน่าสนใจยังไง เอาอะไรไปสู้กับ AMD หล่ะ ถ้าในเมื่อไม่มีการลดขบวนการผลิต ? คำตอบคือจำนวน Core ที่จะได้มาไงหล่ะครับ หลังจากมีการเปิดตัว Intel Core i7-2600K ในปี 2011 ที่ผ่านมา CPU รุ่น Top ของตระกูล Core i7 ระดับ Mainstream ก็จะเน้นว่าต้องมี 4-Core และ 8-Thread ตลอด .. แต่คราวนี้คงจะต้องเปลี่ยนแผนซักหน่อยแล้ว หลังจากที่ AMD มี Core มาให้มากขึ้น คราวนี้ Intel จึงต้องใส่ 6-Core และ 12-Thread มาให้ในรุ่น Core i7-8700K และคาดเดาจากสถานการณ์การแข่งขันแล้ว ทาง Intel ก็ไม่น่าจะขึ้นราคาได้ด้วย .. นั่นก็หมายความว่าราคาจะอยู่ในระดับเดียวกับ Core i7-7700K แต่จะได้ 6-Core / 12-Thread มาด้วย โปรแกรม CPU-Z ก็มักจะเป็นโปรแกรมหลักถ้าเราต้องการจะดูสเป็คคอมพิวเตอร์เครื่องนึง โดยให้รายละเอียดอย่างดีในส่วนของ CPU / Motherboard / Memory ซึ่งตรงนี้ก็มีรูปหลุดของ Coffee Lake ออกมาแล้วครับ จะเป็นรุ่นไหนไม่สำคัญ รู้แค่ว่ามี 6-Core / 12-Thread แล้ว มากับ Clock Speed ยืนพื้นที่ 3.5GHz กับ Boost Clock ที่ 3890Hz (อาจจะทำได้มากกว่านี้หรือเปล่าไม่แน่ใจ) .. ค่า TDP ก็จะอยู่ที่ 80W และรายละเอียดอื่นๆก็ดูตามรูปเลยครับ สเป็คขึ้นมาตามนั้นน่าจะตรงทุกอย่าง แค่เราไม่รู้ชื่อรุ่นเฉยๆ เพราะว่าทาง CPU-Z Database ยังไม่ได้เพิ่มเข้าไปเท่านั้นเองครับ เพื่อนๆคิดว่ายังไงกันบ้างกับสถาปัตยกรรมใหม่ของ Intel นี้ ผิดหวังหรือเปล่าที่ไม่ได้มีการลดลงไปที่ 10nm .. แต่ส่วนตัวแอดมินเองก็มองว่าน่าเสียดายส่วนนึง แต่อีกส่วนนึงก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะว่ายังใช้ Platform LGA1151 เหมือนกับ 2 Generation ที่ผ่านมา ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ Mainboard Gen ที่แล้วจะรองรับ Coffee Lake ผ่านการอัพเดท BIOS ยืดอายุการใช้งานให้กับ Hardware Component ไปอีกหนึ่งปี ลดการอัพเกรดที่ไม่จำเป็น และที่สำคัญไม่ต้องเสียตังอัพเกรดใหม่บ่อยๆ เพราะว่า Platform เก่านั้นยังใช้ได้อยู่ .. ส่วนเรื่องความคุ้มค่าที่เพิ่มขึ้นมาด้วยความที่มี 6-Core / 12-Thread นั้นต้องขอบคุณ AMD เลยครับ เพราะถ้า AMD ไม่มีโปรดักส์มากระชากใจ กระตุ้นตลาดอย่าง Ryzen ท่าทาง Intel ก็คงยังไม่ขยับเหมือนเดิม ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
  Technology นั้นเป็นสิ่งที่มาไว ไปไว แต่ทาง Microsoft กับ Intel พันธมิตรคู่ยากก็พยายามทำให้เทคโนโลยีรุ่นใหม่ทำงานร่วมกับของเก่าได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยชิป Atom สถาปัตยกรรม Clober Trail จาก 4 ปีก่อนถึงวันจากลาแล้ว เมื่อจะทำการอัพเดทเป็น Windows 10 Creator Update ระบบจะบอกว่าไม่สามารถติดตั้ง Windows 10 บน PC เครื่องนี้ได้ Microsoft แถลงว่าพีซีที่เป็นชิป Clover Trail จะไม่ได้รับอัพเกรดเป็น Windows 10 รุ่นใหม่ๆ แล้ว เนื่องจากทาง Intel ไม่ยอมส่งอัพเดทเฟิร์มแวร์รุ่นใหม่มาให้ โดยทาง Intel ทิ้งลูกค้าแล้วเรียบร้อย และเนื่องจากไม่มีไดร์เวอร์ที่สำคัญ ทำให้ทาง Microsoft ไม่สามารถอัพเกรด Windows 10 Creator Update บนชิปเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่ควรจะเป็น อย่างไรก็ตามทาง Microsoft จะยังให้เครื่องที่เป็น Clover Trail รัน Windows 10 ตัวเก่าได้ โดยจะยังคงมีอัพเดทคาวมปลอดภัยให้จนถึงปี 2023 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่ Windwoos 8.1 หมดอายุซัพพพอร์ทพอดี ชิป Clover Trail นั้นเป็นชิป Atom รุ่นแรกที่มี Dual Core โดยในตอนนั้นสามารถแข่งขันกับ Snapdragon ต่างๆ ได้ แม้จะมีประสิทธิภาพการทำงานที่ไม่แรงนัก แต่กินไฟน้อยมาก จากนั้นทาง Intel ก็หนีไปเร่งพัฒนา Bay Trail ที่กินไฟน้อย ประสิทธิภาพสูงกว่าเพื่อเข้ามาแทนที่ อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของ Clover Trail นั้นไม่สามารถรันงานใหม่ๆ บน Windows 10 Creator Update ได้ ไม่ว่าจะเป็น Paint 3D, Game Livestreaming, Cortana และอื่นๆ อีกมาก ทำให้อัพเดทสุดท้ายที่ติดตั้งได้คือ Windows 10 Anniversary Update นั่นเอง ขอขอบคุณแหล่งที่มา :https://www.overclockzone.com