ข่าวไอที / เปิดตัว Huawei P10 และ P10 Plus ในไทยอย่างเป็นทางการ ชูจุดเด่นกล้องไลก้าทั้งหน้า/หลัง!

เรื่องนี้โดนใจไลค์หน่อย โพสโดย admin เมื่อ 2017/03/25 | เข้าชม 353 ครั้ง

หัวเว่ยเปิดตัว HUAWEI P10 และ P10 Plus ในไทยอย่างเป็นทางการ ชูจุดเด่นกล้องไลก้าทั้งหน้า/หลัง และฟีเจอร์ถ่ายภาพพอร์ทเทรทระดับสตูดิโอ พร้อมเปิดพรีออเดอร์ 17 – 26 มีนาคมนี้

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป(ประเทศไทย) ประกาศราคาจำหน่าย Huawei P10 (32 GB) ราคา 17,900 บาท Huawei P10 (64 GB) ราคา 19,900 บาท และ Huawei P 10 Plus ราคา 23,900 โดยลูกค้าที่พรีออเดอร์ในระหว่างวันที่ 17-26 มีนาคม จะได้รับของสมมนาคุณพิเศษมูลค่ากว่า 3,700 บาท มั่นใจ Huawei P10 Series จะต่อยอดความสำเร็จและสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดสมาร์ทโฟนโลกอีกครั้งด้วยนวัตกรรมสมาร์ทโฟนที่ร่วมพัฒนาขึ้นกับไลก้าทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง พร้อมชูสุดยอดฟีเจอร์ถ่ายภาพระดับสตูดิโอ ต่อยอดความเป็นผู้นำด้านกล้อง พร้อมเผยสีสันใหม่สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ร่วมมือกับPantone Color Institute ผู้นำด้านสีของโลกเพื่อตอบโจทย์ในด้านดีไซน์มากยิ่งขึ้น

สุดยอดสมาร์ทโฟนเพื่อการถ่ายภาพ กับคุณสมบัติระดับสตูดิโอถ่ายภาพ

หัวเว่ย P10 และ P10 Plusคือสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่ใช้กล้องหน้าจากไลก้า เช่นเดียวกับกล้องหลังเลนส์คู่ผสานเทคโนโลยีการถ่ายภาพที่ล้ำสมัยที่สุดของโลกเพื่อการสร้างสรรค์ภาพพอร์ทเทรทที่แฝงความเป็นงานศิลปะร่วมสมัยตามแบบฉบับของภาพถ่ายไลก้า หัวเว่ย P10 และ P10 Plusมาพร้อมอุปกรณ์และคุณสมบัติทุกอย่างระดับสตูดิโอถ่ายภาพมืออาชีพไม่ว่าจะเป็น

  • เทคโนโลยีตรวจจับใบหน้าแบบ 3 มิติ ที่สามารถตรวจจับลักษณะต่าง ๆ บนใบหน้าได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ
  • ฟีเจอร์การปรับแสง - มีอัลกอริทึ่มการตรวจจับอัตโนมัติซึ่งสามารถตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของแสงสว่างแวดล้อมและปรับค่าคอนฟิเกอร์เรชั่นของการถ่ายภาพโดยอัตโนมัติ ทั้ง การปรับสมดุลสีขาวอัตโนมัติ ความเร็วชัตเตอร์ และอื่น ๆ ถ่ายภาพได้สวยเฉียบในทุกสภาพแวดล้อม
  • ฟีเจอร์ปรับภาพแต่งพอร์เทรท - มีอัลกอริทึ่มการสร้างภาพที่อาศัยข้อมูลจากการวิจัยอย่างละเอียดในเรื่องรูปทรงของใบหน้าและสีผิวที่แตกต่างและหลากหลาย ใช้ฟีเจอร์การปรับแต่งภาพพอร์เทรทให้สมบูรณ์แบบได้ตามความต้องการเฉพาะและเป็นธรรมชาติ
  • ฟีเจอร์ถ่ายภาพโบเก้ ที่สวยเหมือนงานศิลปะ - มีอัลกอริทึ่มจึงมีความชัดตื้นชัดลึกที่สามารถสร้างสีสันที่คมชัด สดใสให้กับภาพถ่าย พร้อมทำให้ฉากหลังเบลอ เป็นภาพพอร์เทรทสไตล์โบเก้ที่สวยสะดุดตา นอกจากนัน ยังสามารถหาจุดโฟกัสภาพใหม่หลังจากกดชัตเตอร์แล้วได้อีกด้วย

นิยามใหม่ของสีสันบนสมาร์ทโฟนจาก Pantone Color Institute

หัวเว่ย P10 และ P10 Plus สร้างมาตรฐานใหม่ของสีสันและดีไซน์ ด้วยการร่วมมือกับ Pantone Color Institute ผู้นำด้านสีสันของโลก ด้วยสี Pantone ที่คัดสรรขึ้นเป็นพิเศษคือ PANTONE Greenery ซึ่งเป็นสี PANTONE ประจำปี 2017 บนพื้นผิวขัดทรายให้ความรู้สึกสบายตาและดูมีสไตล์ และสี Dazzling Blue เฉดสีฟ้าเข้มแสนสะดุดตา บนพื้นผิว Hyper Diamond-cut อันเป็นเอกลักษณ์ดูเปล่งประกายสะดุดตา นอกจากสองสีพิเศษนี้แล้ว ยังมีให้เลือกในอีกหลายโทนสีสวย ทั้ง Mystic Silver, Prestige Gold, Dazzling Blue, Prestige Gold, และ Graphite Blackเพื่อให้เป็นสมาร์ทโฟนที่บ่งบอกถึงบุคลิกของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้อย่างโดดเด่น

ที่สุดแห่งดีไซน์มินิมัลงานฝีมือสุดปราณีต และฟังก์ชั่นเหนือชั้น

หัวเว่ย P10 และ P10 Plusมาพร้อมรูปทรงแบบมินิมัลที่บางเฉียบ กับเส้นสายโค้งมนตามแบบฉบับของP Seriesดีไซน์ที่มุ่งเน้นคุณภาพในทุกรายละเอียด หน้าจอกระจก Corning Gorilla 5 อันแข็งแกร่ง รวมทั้งฟังก์ชั่นอันทรงประสิทธิภาพอย่างเทคโนโลยี SuperChargeลิขสิทธิ์เฉพาะของหัวเว่ยเพื่อการชาร์จแบตเตอรี่ที่เร็วเป็นพิเศษ ระบบปฎิบัติการที่รวดเร็วไม่ว่าจะผ่านอายุการใช้งานไปนานเพียงใด และการเชื่อมต่อที่เหนือชั้นเพื่อให้ผู้ใช้ไม่คลาดการติดต่อสื่อสารไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

ความสำเร็จบนเวทีระดับโลกในงานMobile World Congress 2017

Huawei P10 และ P10 Plusยังครองใจแวดวงคอนซูเมอร์เทคโนโลยีและสื่อมวลชนอย่างล้นหลามทันทีที่เปิดตัวในมหกรรมMobile World Congress 2017ที่บาร์เซโลน่า ประเทศสเปน เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาสามารถคว้ารางวัลต่าง ๆ ในงานนี้มาได้กว่า 20 รางวัลอีกทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็นสมาร์ทโฟนยอดเยี่ยม “Top Pick”จากสื่อเทคโนโลยีและไอทีหลายสำนักทั้งจากดีไซน์และสีสันอันโดดเด่น และความสามารถในการถ่ายภาพพอร์เทรทได้เหนือชั้น

ที่มา : http://www.techxcite.com


เรื่องแนะนำ

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
          Nvidia เปิดตัวการ์ดจอสำหรับโน้ตบุครุ่นใหม่แล้วหลังจากเป็นข่าวมาสักพัก โดยรุ่นนี้ถือว่าอัพเกรดมาจากรุ่นก่อนหน้าอย่าง GeForce 940MX ไม่น้อย โดยบางกว่าเดิม กินไฟน้อยลง และประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยพลังงานเท่าเดิมจะได้งานที่มากขึ้น 3 เท่า Nvidia ระบุว่า MX150 จะทำให้แอพตกแต่งภาพอย่าง Photoshop, Illustrator, Lightroom ทำงานได้เร็วขึ้นกว่าการ์ดจอออนบอร์ดมาก โดยการประมวลผลประเภทเรนเดอร์อาจจะเร็วกว่า 2.5 - 4 เท่าในหลายๆ กรณี สเปคข้างในนั้นเป็น GeForce GT 1030 มี CUDA Core 384 คอร์ ใช้กระบวนการผลิต 16 นาโนเมตร และใช้หน่วยความจำ GDDR5 ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
            แน่นอนว่าถ้าใครคิดเรื่องการ์ดจอแรงๆที่เอาไว้เล่นเกมส์หนักๆ ภาพแรกที่โผล่ขึ้นมาในหัวก็ต้องเป็นการ์ดจอใหญ่ๆ กินพื้นที่เยอะๆ มีพัดลมหลายๆตัว ซึ่งมันก็ถูกแล้วครับ เพราะของแรงๆส่วนใหญ่มันก็หน้าตาเป็นแบบนั้นแหละ .. แล้วทีนี้ถ้าผู้ที่อยากได้สเป็คแรงๆ เล่นเกมส์ลื่นๆ แต่ว่าต้องการใส่เคสเล็กๆด้วยหล่ะ จะทำยังไง ? จริงๆก็มีคำตอบครับ เพราะว่ามีบางแบรนด์ที่ผลิตการ์ดจอตัวแรงแต่ว่าใช้ PCB เล็กๆมาให้ผู้ใช้งานได้เลือกใช้เหมือนกัน เช่นเดียวกับ ZOTAC ที่เป็นผู้ผลิตการ์ดจอแบรนด์ดังอีกแบรนด์นึงที่มีการ์ดจอหลากหลายรุ่นให้เลือกต่อหนึ่ง Segment เช่น GTX1080Ti เองก็มีหลายๆรุ่นแล้วแต่งบประมาณและความต้องการของผู้ใช้ ล่าสุดเองก็มีการเปิดตัวมาเพิ่มเติมอีกสองรุ่นหลังจากคราวที่แล้วเปิดตัว ArcticStorm ที่เป็นการ์ดเน้นระบายความร้อนด้วยน้ำไป .. คราวนี้ก็มี ArcticStorm มาอีกเช่นกัน แต่จะเป็น ArcticStorm Mini เน้นการใช้ชุดน้ำเหมือนเดิมแต่ว่าตัวการ์ดจะมีขนาดเล็กลงกว่ามาตรฐาน Full Size อยู่มากเลยครับ / แค่นั้นไม่พอก็ยังมี GTX1080Ti Mini เปิดตัวมาอีกรุ่นด้วย ทีนี้แล้วทำให้การ์ดสองรุ่นนี้ เป็นการ์ดจอ Small Form Factor ที่แรงที่สุดที่มี ณ เวลานี้เลยแหละ ก็เป็นที่น่าสนใจครับ ว่า ZOTAC นั้นสามารถยัด Electrical Circuit จำนวนมากของการ์ด GTX1080Ti ลงไปบน PCB ที่มีความยาวเพียง 21cm ได้ยังไง ทั้งๆที่การ์ดนั้นยังใช้ Memory แบบ GDDR5X อยู่ (ถ้าเป็น HBM2 ก็พอเข้าใจได้ เพราะว่ามันกินพื้นที่น้อยกว่า) .. ตรงนี้เองก็ทำให้เราเห็นแล้วว่าขีดจำกัดของ Form Factor นั้นไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป และในอนาคตถ้ามีการ์ดจอที่ใช้ HBM2 ก็อาจจะมีขนาดเล็กกว่านี้อีกก็ได้นะ ! การ์ด ArcticStorm Mini เองก็จะมากับ Full Cover Water Block หรือว่า Water Block เต็มใบ ระบายความร้อนให้ทุกอย่างตั้งแต่ GPU , เม็ดแรม และ Voltage Regulator Module พร้อมกับรับพลังงานผ่านช่อง PCI-E 8-Pin จาก Power Supply ซึ่งแน่นอนว่าจ่ายไฟได้เพียงพอสำหรับการเล่น Overclock มหาโหดบนชุดน้ำที่ติดมาให้ ส่วนอีกรุ่นก็จะเป็นรุ่น Dual AMP! Mini ที่ยังมากับหน้าตาที่คุ้นเคยของการ์ดจากแบรนด์ ZOTAC แต่ว่าจะมีการระบายความร้อนแบบสองพัดลม อย่างที่เห็นก็คือจะมีพัดลม 90mm สองตัว คอยเป่าอัด Heatsink ที่มีแผ่น fin เป็นอลูมิเนียม ตามแบบฉบับของการ์ดจอมาตรฐานที่ระบายความร้อนด้วยอากาศ ข้อมูลและราคาก็ยังไม่ได้มีอะไรออกมาเพิ่มเติมครับ ว่า Base Clock หรือ Boost Clock อยู่ที่เท่าไหร่ แต่ที่รู้ๆตอนนี้คือประสิทธิภาพนั้นจะไม่ด้อยไปกว่า GTX1080Ti รุ่นอื่นๆอย่างแน่นอน อันนี้ ZOTAC ได้กล่าวไว้ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
           Microsoft ได้เปิดตัว Surface Pro รุ่นใหม่ตามที่หลายคนคาดเดากันเอาไว้ในงานที่จัดขึ้นที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ที่ผิดไปจากที่คิดก็คือ Surface Pro รุ่นใหม่นี้เรียกว่า The New Surface Pro แทนที่จะเป็น Surface Pro 5 สาเหตุที่ Surface Pro รุ่นนี้ไม่เรียกว่า Surface Pro 5 อาจจะเป็นเพราะว่ารุ่นนี้เป็นการอัพเกรดสเปคเครื่องเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ ทำให้ทาง Microsoft เรียกว่า The New Surface Pro เท่านั้น ตัวแทบเล็ตจะมีหน้าจอขนาด 13.5 นิ้ว (2256 x 1504) ใช้หน่วยประมวลผล Intel Core i7 (Kaby Lake), แบตเตอรีที่ใช้งานได้ยาวนาน 13.5 ชั่วโมง และการเชื่อมต่อ 4G LTE Advance ในตัว รวมไปถึงปากกาตัวใหม่ที่ลากแล้วติดเลย ไม่ดีเลย์ และรองรับแรงกดได้ 4,096 ระดับ สำหรับขาตั้ง Microsoft ได้ทำการปรับแต่งให้กับ Surface Pro รุ่นนี้ด้วย ข้อต่อระบุว่าออกแบบมาใหม่ดีขึ้นกว่าเดิม ส่วนอุปกรณ์เสริมใหม่อย่าง Surface Dial ก็สามารถนำมาใช้กับรุ่นนี้ได้ด้วย ส่วนอุปกรณ์เสริมอย่างมาตรฐานต่างก็อัพเกรดมาขายแยกเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็น Pen, Type Cover ซึ่งมีรุ่นที่เป็นวัสดุ Alcantara ด้วยเช่นกัน แน่นอนว่ารุ่นนี้เป็นรุ่นเบาที่สุดในซีรีส์ Surface Pro ด้วย โดยมีน้ำหนักราวๆ 1.25 กิโลกรัมเท่านั้น ส่วนราคาก็เป็นไปตามสเปค โดยผันแปรตามหน่วยความจำ และพื้นที่ในตัว ซึ่ง RAM มีตัวเลือกตั้งแต่ 4GB / 8GB / 16GB ส่วนพื้นที่ในตัวก็มี 128GB / 256GB / 512GB ราคาเริ่มต้นถูกสุดที่ $799 ดอลลาร์สหรัฐ (ราวๆ 27,500 บาท) เริ่มวางจำหน่าย 15 มิถุนายนนี้ในประเทศกลุ่มแรก ได้แก่ ออสเตรเลีย ออสเตรีย เบลเยียม แคนาดา จีน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมัน ฮ่องกง ไอร์แลนด์ อิตาลี จีน เกาหลีใต้ ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน สหราชอาณาจักร และอเมริกา ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
             อย่างที่ทราบกันดีในวิทยาศาสตร์พื้นฐานเลยครับ ก็คือวงจร Electronic กับน้ำนั้นก็ไม่ถุกกันเท่าไหร่ .. แต่ยังไงก็ตามผู้ชื่นชอบการโมดิฟายอุปกรณ์คอมนั้นก็ได้มีการนำสองอย่างนี้เข้ามาเป็นเพื่อนกันได้อย่างที่เราเห็นกันเคยชินในระบบ Liquid Cooling ที่ทุกวันนี้มีจำหน่ายกันทั่วไปแล้ว ซึ่งตรงนี้เองประสิทธิภาพของการระบายความร้อนด้วยนั้นก็ถือว่าทำออกมาได้ดีกว่าการระบายความร้อนด้วยอากาศทั่วๆไป แต่ส่วนใหญ่เราจะเห็นมันถูกใช้กับอุปกรณ์ที่ปล่อยความร้อนสูงไม่ว่าจะเป็นการ์ดจอหรือว่า CPU .. แต่ว่าตอนนี้ผู้ผลิต PSU (Power Supply Unit) ชั้นนำก็ได้เปิดตัวโปรดักส์ใหม่ของตัวเองที่เอาระบบระบายความร้อนด้วยน้ำเข้ามาใช้ด้วยชื่อรุ่นว่า Hydro PTM+ ด้วยความร่วมมือระหว่าง FSP และ Bitspower แบรนด์ผู้ผลิตระบบระบายความร้อนด้วยน้ำชื่อดังระดับโลก เพื่อให้ระบบนั้นมีความปลอดภัยสูงที่สุด และทาง FSP เองก็ได้เคลมมาว่า Hydro PTM+ นี้ก็จะเป็น Power Supply รุ่นแรกที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำและผ่านมาตรฐาน 80 Plus Platinum และมาการผลิตแบบ Mass Produced หรือว่าผลิตในจำนวนที่มากเพื่อจำหน่ายทั่วไปนั่นเอง .. นอกจากความสามารถและการระบายความร้อนที่ดีเยี่ยมแล้ว ทาง FSP ก็ยังเน้นเรื่องความหล่อเหลาสวยงามด้วยการเพิ่มไฟ LED เข้าไป  หลายๆคนตรงนี้อาจจะงงว่า ใส่ชุดน้ำเข้าไปทำไม เพื่อความเฟี้ยวแค่นั้นเหรอ ? จริงๆอันนั้นก็ส่วนนึงครับ แต่ว่าประสิทธิภาพก็ได้มากขึ้นด้วย เพราะว่าจาก Power Rating เดิมๆ ที่ 1200W เมื่อเราต่อชุดน้ำเข้าไปแล้วนั้น Power Rating ก็จะขึ้นไปที่ 1400W เลย แค่นั้นไม่พอ.. ยังมีหลากหลาย Mode การใช้งานด้วย นอกจากการเค้นพลังงานแบบเต็มที่จาก System ที่กินไฟมหาโหดแล้ว เมื่อเราไม่ได้ใช้งานตรงนั้นหรือว่ามี Load ต่ำกว่า 50% แล้วหล่ะก็ ตัว PSU นั้นก็จะสั่งหยุดการทำงานของพัดลมในตัว และตัด Power Rating ลงมาเหลือ 600W ด้วย ทำให้ได้เสียงที่เงียบสนิทเพราะไม่มีพัดลมหมุนนั่นเอง  สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมนั้นเราก็ยังไม่มีแต่อย่างใด ตอนนี้ที่รู้ก็คือ Power Supply ยี่ห้อนี้จะนำมาโชว์ในงาน Computex 2017 ที่จะจัดขึ้นในไม่ถึงอาทิตย์ต่อจากนี้ และตอนนั้นก็น่าจะมีข้อมูลเรื่องราคาออกมาด้วย แต่เตรียมใจไว้เถอะครับ มันไม่ถูกแน่นอน ! ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
เริ่มมีพี่ๆ หลายท่านได้สอบถามกันเข้ามาว่า NETGEAR รับประกันกี่ปีกันแน่ ต้องเรียนให้ทราบเลยครับว่า NETGEAR ที่เป็นสินค้าของ KING I.T. นี้ ประกัน 9 ปี มั่นใจได้กับสินค้าของ KING I.T. สินค้าภายใต้แบรนด์ NETGEAR ประกัน 9 ปี พิเศษ!!!มากขึ้นไปกับพวกที่เป็น Nighthawk ทั้งหมด ทางทีมงานมีบริการพิเศษๆ แบบ KING I.T. ให้เพิ่มเติมอีกด้วย บริการพิเศษๆ แบบ KING I.T. ที่ว่านี้ก็คือ หากซื้อ NETGEAR Nighthawk ไม่ว่ารุ่นใดก็ตาม ทางทีมงานจะจัดส่งพนักงานผู้ชำนาญการไปติดตั้งดูแลให้ถึงบ้านกันเลยทีเดียว   เงื่อนไขบริการพิเศษ 1. เป็น NETGEAR Nighthawk รุ่นใดก็ได้ 2. ภูมิลำเนา หรือบ้านของลูกค้าจะต้องอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 3. การเข้าไปบริการดูแลหลังการขายจะต้องอยู่ในปีแรกของการซื้อสินค้า โดยดูจาก Void ที่อุปกรณ์เป็นสำคัญ 4. ในปีแรก ทีมงานจะเข้าไปดูแลให้ 2 ครั้ง โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิน 5. หากสงสัย หรือขอรับบริการสามารถติดต่อได้ที่ 062-9596888 (09:00-17:30 น.) สำหรับบางท่านที่ซื้อไปก่อนหน้านี้ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการรับประกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ทางเราได้แจ้งว่า NETGEAR ประกัน 5 ปีนั้น ทางเราได้ขยายเวลาให้โดยอัตโนมัติเป็น 9 ปีเช่นกัน โดยดูจากปีที่ติดกับอุปกรณ์เช่นกันครับ ตัวอย่างเดิมที่ติ๊กประกัน 5 ปี จากรูปตัวอย่าง รับประกันตั้งแต่เดือน 9 ปี 2015 และติ๊กว่าประกัน 5 ปี ทาง KING I.T. ขยายเวลาให้เลยทันที เป็น 9 ปี จะบวกเพิ่มให้อีก 4 ปีเป็น 9 ปีเช่นกัน หากสงสัยประการใด สามารถสอบถามได้ที่ FACEBOOK หรือที่ Hotline ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ 02-419-0555 ซื้อสินค้าครั้งต่อไปโปรดสังเกตสติ๊กเกอร์รับประกัน (Void Warranty) บริษัท คิงส์ อินเทลลิเจ้นท์เทคโนโลยี จำกัด (KING I.T.) "Lifetime ตัวจริง ต้อง Void คิงส์ เท่านั้น" ขอขอบคุณแหล่งที่มา : http://kit.co.th/service สามารถเลือกซื้อได้ที่ร้าน Advice กว่า 390 สาขาทั่วประเทศ https://www.advice.co.th หรือสนใจสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่ : https://online.advice.co.th