ข่าวไอที / [Review] Dell Ultrasharp U2417H จอมอนิเตอร์ IPS ขอบบางสุดคุ้ม สีถูกต้อง ลงตัวทุกการจัดวาง ในราคาไม่ถึงหมื่นบาท

เรื่องนี้โดนใจไลค์หน่อย โพสโดย admin เมื่อ 2017/04/03 | เข้าชม 1113 ครั้ง

ถ้าพูดถึงมอนิเตอร์สำหรับผู้ที่ต้องการให้ภาพที่ออกมามีสีสันตรงตามมาตรฐาน ภาพสวย เหมาะกับการใช้ตกแต่งภาพ ชื่อของซีรีส์ Ultrasharp จาก Dell คงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่หลายท่านคงอยากจะได้มาใช้งานกันอย่างแน่นอน ด้วยประสิทธิภาพในการแสดงผลอันยอดเยี่ยม เหมาะกับการใช้งานตั้งแต่ระดับที่จะเริ่มจริงจังขึ้นมากว่าการแสดงผลปกติ ไปได้จนถึงกระทั่งระดับมือโปร ซึ่งรุ่นระดับเริ่มต้นของซีรีส์นี้ที่หลายๆ ท่านคงคุ้นเคยกันอย่าง Dell Ultrasharp U2414H ก็มีออกมาเป็นระยะเวลาหลายปีมาแล้ว (พร้อมกับปัญหาที่พบเจอกันคือเรื่องแสงลอดที่ขอบจอ รวมถึงพอร์ตเชื่อมต่อที่ใช้งานยาก)

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-2

Dell เลยได้จัดการปรับปรุง แล้วออกมาเป็นผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ นั่นคือ Dell Ultrasharp U2417H ซึ่งถึงแม้จะวางขายในตลาดมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ตามปกติตัวของจอแสดงผลมักจะมีระยะเวลาอยู่ในตลาด และ product cycle ที่ค่อนข้างยาวอยู่แล้ว จึงหวังว่าคงไม่ช้าเกินไปสำหรับการรีวิวนะครับ เอาเป็นว่าเรามาดูสเปคของจอ Dell Ultrasharp U2417H ที่น่าสนใจกันก่อนเลย

สเปค Dell Ultrasharp U2417H

  • ขนาดหน้าจอ 23.8 นิ้ว อัตราส่วนหน้าจอแบบ 16:9 ความละเอียด 1920 x 1080 (Full HD) 60 Hz
  • พาเนล IPS เป็นจอแบบด้าน (ลดแสงสะท้อน) ความแข็งแกร่งของกระจกหน้าจอระดับ 3H
  • ไฟแบ็กไลท์แบบ WLCD
  • อัตราส่วนคอนทราสต์ 1,000:1
  • ระดับความสว่างที่ 250 cd/m²
  • Response time อยู่ที่ 8ms สำหรับโหมดปกติ และ 6ms สำหรับโหมด FAST (วัดแบบ gray to gray ทั้งคู่)
  • มุมมองจอ 178 องศาทั้งแนวตั้งและแนวนอน
  • แสดงผลได้ 16.7 ล้านสี ครอบคลุม 99% ตามมาตรฐาน sRGB มีค่า Delta-E < 2
  • ผ่านการคาลิเบรตสีมาจากโรงงานแล้ว
  • พอร์ตเชื่อมต่อ
    • 1x HDMI (รองรับ MHL)
    • 2x DisplayPort (มีทั้ง in และ out)
    • 1x Mini DisplayPort
    • 4x USB 3.0 สำหรับให้จอเป็น hub (พอร์ตที่เหมาะจะใช้ชาร์จมือถือ จะมีอยู่พอร์ตเดียวข้างจอ)
    • 1x USB Type-B 3.0 สำหรับต่อกับคอมพิวเตอร์
    • 1x แจ็ค 3.5 มิลลิเมตร ไว้ต่อเสียงออกลำโพงหรือหูฟัง
    • 1x ช่องเสียบปลั๊กไฟ
  • ขนาดมากสุดเมื่อรวมขาตั้ง: 485.3 x 537.6 x 188 (H x W x D) น้ำหนักเฉพาะจอ 3.18 กิโลกรัม
  • รองรับเมาท์ติดผนังตามมาตรฐาน VESA (100mm)
  • ใช้ไฟมากสุด 68W ต่ำสุด 19W และเมื่อสลีปจะใช้ต่ำสุดแค่ 0.3W
  • อุปกรณ์ที่ให้มาในกล่อง: สาย Mini DisplayPort to DisplayPort, สาย USB Type-B to USB สำหรับเสียบกับคอมพิวเตอร์ เพื่อให้จอทำงานเป็น USB hub ได้, สายไฟ และก็เอกสารอื่นๆ
  • ประกันแบบ On-site นาน 3 ปี
  • ราคา 9,xxx บาท

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-13

ขอพาชมบอดี้ภายนอกของ Dell Ultrasharp U2417H ก่อนแล้วกันครับ เริ่มที่ด้านหลัง วัสดุโดยรวมจะใช้เป็นพลาสติก จับแล้วให้ความแข็งแรง งานประกอบแน่นหนาพอประมาณตามสไตล์ Dell ให้ความรู้สึกที่ดูแน่นหนากว่ารุ่นเก่าอย่าง U2414H อยู่เหมือนกัน ส่วนหน้าตา ต้องบอกเลยว่ามาในแบบของ Dell จริงๆ คือดูมีความเป็นเหลี่ยมๆ แข็งแรง ต่างจากแบรนด์อื่นในตลาดที่นิยมใส่ความโค้งมนและความเงางามเข้ามา เรียกว่าถ้ามองภายนอก Dell Ultrasharp U2417H ให้ภาพของความเป็นมืออาชีพได้ดีมากๆ

สำหรับขาตั้ง ทำออกมาได้แข็งแรงดีครับ แม้จะจับจอบิดองศา ก็ไม่ต้องกลัวล้ม

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-16

ว่าแล้วก็จับบิดให้ชมกันเลย ตัวจอสามารถปรับ 90 องศาขึ้นมาแสดงผลแนวตั้งได้อย่างง่ายดาย (แต่ต้องไปปรับค่าการแสดงผลในคอมด้วยนะ)

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-18

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-33

พอร์ตเชื่อมต่อ Dell Ultrasharp U2417H จัดมาให้เต็มมากๆ แม้ว่า HDMI จะเหลือช่องเดียวเมื่อเทียบกับรุ่นเก่าอย่าง U2414H ก็ตาม แต่มีการแบ่งเอาพอร์ต USB 3.0 มาไว้ข้างจอด้วยกัน 2 ช่อง ทำให้การใช้งานจริงทำได้สะดวกกว่าเดิมมากๆ โดยพอร์ตข้างจอช่องล่างจะเป็นช่องที่เหมาะสำหรับการชาร์จไฟให้โทรศัพท์หรืออุปกรณ์ที่ต้องการผ่านช่อง USB เพราะมันถูกออกแบบมาให้จ่ายไฟได้มากกว่าพอร์ตอื่นๆ

สายที่ต้องต่อเมื่อต้องการใช้งาน

สำหรับสายที่ต้องเชื่อมต่อเมื่อจะใช้งาน ถ้าต้องการให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ก็ตามนี้เลยครับ

  • สายไฟ
  • สาย USB Type-B to USB สำหรับเสียบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้จอทำงานเป็น USB Hub ได้เต็มที่
  • สายเชื่อมจอ ไม่ว่าจะ HDMI, DisplayPort หรือจะ Mini DP to DP ก็ตาม
  • (ทางเลือก) สาย 3.5 มิลลิเมตร สำหรับต่อเสียงจากจอไปออกลำโพง/หูฟัง

ส่วนในระหว่างการรีวิว ผมต่อเพียงแค่สายไฟ และใช้สาย Mini DP to DP มาเสียบกับช่อง Thunderbolt ของ MacBook Air ออกจอ Dell Ultrasharp U2417H ก็สามารถใช้งานได้ทันที รวมถึงสามารถฟังเพลงด้วยการเสียบหูฟังกับช่อง 3.5 มิลลิเมตรของจอ และก็สามารถชาร์จมือถือ/เสียบใช้งานข้อมูลจาก USB drive กับช่อง USB ของเครื่องได้ด้วย ทั้งนี้ก็เนื่องจากความสามารถของพอร์ต Thunderbolt ที่สามารถรับส่งข้อมูลไปพร้อมกับการส่งภาพของมาตรฐาน DisplayPort ด้วยนั่นเอง

แต่ทางที่ดี แนะนำว่าต่อสาย USB Type-B จากจอมาเข้าคอมด้วยอีกเส้นก็จะดีครับ เพื่อประสิทธิภาพในการถ่ายโอนข้อมูลที่สูงสุด

OriginalPng

นอกจากนี้ด้วยการที่ตัวเครื่องรองรับทั้ง DisplayPort แบบ In และ Out ทำให้เราสามารถเชื่อมหลายจอเข้าด้วยกันในรูปแบบของ daisy chain ได้ด้วย (ตัวอย่างดังภาพด้านบน) ทำให้สุดท้ายแล้ว จะมีสาย DP เส้นเดียวที่ต่อกับคอมพิวเตอร์ไปยังจอหลัก จากนั้นก็ใช้สาย DP ต่อจากช่อง DP Out ของจอหลัก ไปต่อกับ DP In ของจอเสริมอื่นๆ กันเอง ช่วยลดความยุ่งยากวุ่นวายในการจัดการสายได้เป็นอย่างดี โดย Dell Ultrasharp U2417H รองรับการต่อจอเสริมออกไปอีกได้สูงสุด 2 จอ ที่ความละเอียด 1920 x 1080 60Hz

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-20     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-19

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-15     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-38     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-39     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-41     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-42     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-43

แกลเลอรี่ด้านบนนี้ก็เป็นชุดภาพที่ให้เห็นถึงหน้าตาส่วนเชื่อมต่อจอกับขาตั้ง รวมถึงตัวอย่างการปรับมุมจอในแบบต่างๆ กัน ทั้งขณะใช้จอแนวนอนตามปกติ และการใช้จอในแนวตั้งครับ

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-34

ส่วนสวิตช์เปิด/ปิดที่มีไฟแสดงสถานะการทำงานอยู่ด้วย และปุ่มปรับค่าต่างๆ ของจอ จะถูกซ่อนอยู่ที่ขอบตรงมุมขวาล่างของจอ ถ้ามองจากมุมที่ใช้งานตามปกติ จะไม่เห็นอย่างแน่นอน ก็อาจจะทำให้การสังเกตสถานะการทำงานทำได้ไม่สะดวกนัก แต่ในทางกลับกัน มันก็ช่วยให้ไม่มีไฟรบกวนสายตาได้เช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าใช้ไปซักพักก็คงจะชินไปเองครับ

การแสดงผลของ Dell Ultrasharp U2417H

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-5

จอ Dell Ultrasharp U2417H ถูกออกแบบมาให้มีขอบจอที่บางมากๆ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นไร้ขอบซะทีเดียว

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-7

ด้วยการที่ขอบจอบางมาก จึงน่าจะเหมาะกับการใช้งานที่ต้องใช้งานมากกว่าหนึ่งจอเชื่อมกัน เพื่อเพิ่มพื้นที่แสดงผล

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-35

ส่วนเรื่องของสีสันบอกเลยว่าหายห่วงครับ เพราะมันสามารถแสดงผลสีได้ครอบคลุมถึง 99% ตามมาตรฐาน sRGB โดยมีค่า Delta-E <2 ซะด้วย โดยเจ้าค่า Delta-E นี้จะแสดงให้เห็นถึงความผิดเพี้ยนของสี ซึ่งยิ่งเลขน้อยก็ยิ่งดี เมื่อเทียบกับจอรุ่นเก่าอย่าง Dell Ultrasharp U2414H ที่มีค่า Delta-E เคลมมาว่าอยู่ที่ <4 ก็แสดงว่า U2417H นั้นได้รับการพัฒนาเรื่องความถูกต้องของสีมาได้ดีขึ้นกว่ารุ่นเก่าจริงๆ เสียดายที่ทางเราไม่มีจอรุ่น U2414H มาให้เทียบกัน ไม่อย่างนั้นคงจะพอเห็นความแตกต่างได้มากกว่านี้ครับ

พอลองใช้งานจริง สีสันที่ Dell Ultrasharp U2417H แสดงออกมา ถือว่าทำได้ตามมาตรฐานของซีรีส์ Dell Ultrasharp เลย ทั้งเรื่องความสดใสของสีสันที่ไม่มากเกินไป คอนทราสต์ที่กำลังเหมาะกับการใช้งาน ถือว่าเป็นจอสำหรับใช้ตกแต่งรูปภาพตั้งแต่ระดับเริ่มต้น ไปจนถึงระดับกึ่งๆ โปรได้สบายมาก หรือจะใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันก็ได้เช่นกันครับ รับรองเลยว่าถูกใจเรื่องภาพแน่นอน

ส่วนการแสดงผลภาพเคลื่อนไหวก็อยู่ในระดับมาตรฐาน ไม่โดดเด่น แต่อาจจะไม่เหมาะกับการเล่นเกมแนว FPS หรือเกมที่มีการเคลื่อนไหว ตัดภาพเร็วๆ เพราะด้วย response time ของจอที่ค่อนข้างสูงไปหน่อยสำหรับการเล่นเกม จึงทำให้เกิดภาพ ghost อยู่เหมือนกัน

ส่วนปัญหาเรื่องแสงรั่วตรงขอบจอ จากที่ผมลองทดสอบมา ก็ยังพบอยู่เล็กน้อยครับ

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-37

มีซูมเม็ดพิกเซลให้ชมกันด้วยครับ

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-3

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-9     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-10     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-11

 

ทีนี้มาดูความกว้างของมุมมองภาพกันบ้าง อย่างในภาพด้านบนก็เป็นการเทียบกับ MacBook Air 2013 จะเห็นเลยว่าขนาดหันมุมมองจอเล็กน้อยเมื่อมองจากมุมกล้อง ภาพจาก MacBook Air ก็เริ่มมืดลงไปแล้ว แต่ภาพจากจอ Dell Ultrasharp U2417H ยังสว่างดีอยู่ ส่วนด้านล่างก็เป็นแกลเลอรี่รวมภาพจากการมองด้านข้างจอครับ จะเห็นว่าแม้จะมองจากมุมเกือบระนาบเดียวกับจอ สีสันก็ยังค่อนข้างแม่น และยังมองเห็นรายละเอียดต่างๆ ในภาพได้อยู่

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-4

มุมจากด้านบน ก็ยังทำได้ดี เมื่อเทียบกับ MacBook Air 2013 ที่ภาพดูสว่างวาบขึ้นมาซะแล้ว แต่ภาพจากจอ Dell Ultrasharp U2417H ยังมีสีสันและความสว่างคงเดิมอยู่

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-21     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-22 

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-23     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-32  

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-24     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-25

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-26     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-27

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-28     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-29

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-30     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-31     

ส่วนแกลเลอรี่ด้านบนนี้ ก็จะเป็นภาพการใช้ปุ่มด้านล่างเพื่อปรับการตั้งค่าของจอ โดยจะมีให้ใช้ด้วยกัน 4 ปุ่ม สามารถตั้งปุ่มลัดได้กับ 2 ปุ่มกลาง ว่าจะให้เป็นการปรับค่าใดแบบลัด เช่น เปลี่ยนพอร์ตเชื่อมต่อจอ หรือปรับโหมดการแสดงผล เป็นต้น รวมถึงมีตัวอย่างภาพอินเตอร์เฟสการปรับตั้งค่าต่างๆ ให้ชมด้วยครับ

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-46

สำหรับใครที่สงสัยว่าช่อง HDMI ของ Dell Ultrasharp U2417H สามารถใช้ต่ออุปกรณ์อื่นๆ เช่น พวกกล่องเคเบิลทีวี หรือพวก ChromeCast ได้หรือไม่ ผมจัดการลองต่อกับ ChromeCast เรียบร้อยครับ ใช้งานได้แบบไร้ปัญหา และยังสามารถต่อกับช่อง USB ของจอเพื่อจ่ายไฟได้เลยด้วย

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-45

ถ้าหากต้องการชาร์จไฟให้สมาร์ทโฟน เสียดายที่ตอนทดสอบ ผมไม่ได้ลองเสียบชาร์จกับพอร์ตที่ออกแบบมาสำหรับชาร์จอุปกรณ์ (พอร์ตล่างของด้านข้างจอ) ส่วนพอร์ตอื่นๆ ที่ผมลอง พบว่าสามารถจ่ายไฟได้ประมาณ 5V 0.5-0.7A ซึ่งจัดว่าช้ากว่าการชาร์จกับอะแดปเตอร์มือถือแบบปกติอยู่พอสมควร

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-8

สรุปแล้ว จอ Dell Ultrasharp U2417H เป็นจอที่เหมาะกับทั้งการใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป รวมถึงการใช้เพื่อตกแต่งภาพตั้งแต่ระดับเริ่มต้น ไปจนถึงกึ่งโปรได้อย่างเยี่ยมยอด กับราคาค่าตัวในช่วง 9,000 กว่าบาท ด้วยการแสดงผลที่ได้มาตรฐาน sRGB ถึง 99% มีค่าความคลาดเคลื่อนต่ำมาก ทั้งยังได้มุมมองภาพที่กว้างอันเกิดจากคุณสมบัติของพาเนล IPS แถมยังให้พอร์ตเชื่อมต่อมาอย่างครบครัน จะติดก็เพียงแค่เรื่องแสงลอดจากขอบจอที่ยังมีอยู่บ้าง และอาจจะไม่เหมาะกับการเล่นเกมแนว FPS ซักเท่าไร เนื่องจากค่า response time ที่สูงเกินไปสำหรับการเล่นเกม

ข้อดี

  • แสดงผลภาพได้ดีมาก ให้สีสันตรงตามมาตรฐาน sRGB ถึง 99% และมีค่าความคลาดเคลื่อน Delta-E น้อยกว่า 2 และได้รับการคาลิเบรตมาจากโรงงานเรียบร้อยแล้ว
  • ระดับความสว่างและคอนทราสต์ เหมาะสมสำหรับการใช้งานทั่วไป
  • มุมมองกว้างด้วยพาเนล IPS มีการสะท้อนแสงภายนอกน้อยมากๆ
  • พอร์ตเชื่อมต่อครบครันทั้ง HDMI, DP (In & Out), Mini DP และยังมี USB 3.0 ที่ถูกปรับตำแหน่งให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น
  • โครงสร้างแข็งแรง ปรับองศาจอได้ง่าย
  • การรับประกันแบบ On-site service ของ Dell นาน 3 ปี

ข้อสังเกต

  • ยังมีปัญหาแสงลอดจากขอบจออยู่บ้าง
  • ค่า response time สูงไปนิด ไม่ค่อยเหมาะกับการใช้เล่นเกม โดยเฉพาะแนว FPS
  • ไม่มีแถมสาย HDMI มาให้ในกล่อง

 

คลิกที่นี่ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม และ สั่งซื้อออนไลน์ 

ที่มา : https://notebookspec.com


เรื่องแนะนำ

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ในที่สุด AMD ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการของ CPU RYZEN 5 Series และการ์ดจอ Radeon RX500 Series ซึ่งทั้งสอง Series นี้ได้ถูกวางจำหน่ายออกมาก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งก็มีกระแสตอบรับจากผู้ใช้งานอย่างมากมาย และแน่นอนว่างานเปิดตัวของทั้งสอง Series นี้ย่อมน่าสนใจไม่แพ้ตัวผลิตภัณฑ์ เพราะทาง AMD ได้จัดงานเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้ชื่อ “I’am Siam RYZEN” ณ ลานเอเทรียม 1 สยามเซ็นเตอร์ ซึ่งภายในงานนอกจากการเปิดตัวของ CPU RYZEN 5 Series และการ์ดจอ Radeon RX500 Series แล้วยังมีกิจกรรมให้ผู้ร่วมงานได้สนุกกันอีกมายมาย ตั้งแต่วันนี้ จนถึง วันที่ 23 เมษายน นี้ พร้อมของแจกในงานอีกมากมาย บรรยากาศภายในงานนั้นเป็นไปอย่างคึกคัก โดยวันแรกที่จัดขึ้นก็ยังมีผู้สนใจเข้าร่วมงานกันอย่างมากมาย ทั้งกิจกรรมหน้าเวที และกิจกรรมตามบูธต่าง ๆ โดยนอกจากสื่อแล้ว ยังมีบุคคลทั่วไป แฟน ๆ AMD รวมไปถึงชาวต่างชาติ ต่างก็ให้ความสนใจกับงานนี้เป็นอย่างมาก โดยผู้ที่มาร่วมสนุกภายในงานสามารถลงทะเบียนที่หน้างานเพื่อรับเสืัอยืด และบัตรสะสมแต้ม เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมตามบูธต่าง ๆ สะสมแต้มให้ครบ เมื่อครบแล้วสามารถลุ้นรางวัล Lucky Draw ได้ทุก ๆ ชั่วโมง ส่วนของรางวัลนั้นเรียกได้ว่าจัดเต็มมาก อาทิ การ์ดจอ CPU เมนบอร์ด รวมไปถึงของพรีเมียมต่าง ๆ ใครที่มางานนี้ไม่มีทางกลับบ้านมือเปล่าอย่างแน่นอน ส่วนกิจกรรมภายในงานเริ่มจากหน้าเวทีใหญ่ เดินเข้ามาทีแรกคิดว่างานวันเด็ก (ฮา) ก็เป็นกิจกรรมร่วมสนุกแข่งขันตอบคำถาม กับ 2 พิธีกรคู่หู ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักมีผู้ร่วมสนุกกันอย่างมากมาย ส่วนของรางวัลนั้นมีทั้งเสื้อ และกระเป๋าเป้จาก AMD งานนี้คนที่ได้ไปถือว่าโชคดีมาก ๆ ส่วนกิจกรรมหลักของงานนี้คือการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ CPU RYZEN 5 Series และการ์ดจอ Radeon RX500 Series โดยได้เชิญกลุ่มกลุ่มบริหารของ AMD มาร่วมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างเป็นทางการในครั้งนี้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย หลังจากนั้นก็เป็นการพรีเซนต์รายละเอียดของผลิตภัณฑ์จากผู้บริหาร AMD เริ่มกันที่บูทแรกกับ GIGABYTE AORUS หลาย ๆ คนคงจะไม่คุ้นหูนัก แต่นี่คือชื่อแบรนด์เกมมิ่งของ GIGABYTE ที่กำลังทำตลาดอยู่ในขณะนี้โดยมีสินค้าที่น่าสนใจหลายรุ่น โดยที่เด่น ๆ นั้นจะเป็นเมนบอร์ด AORUS AX370 Gaming 5 เมนบอร์ดคุ้ม ๆ ที่มาพร้อมไฟ RGB โดดเด่นแปลกตาไม่เหมือนเมนบอร์ดของแบรนด์ไหน อีกทั้งยังมีการ์ดจอ RX 500 Series ที่ถูกออกแบบมาอย่างสวยงามภายใต้ชื่อ AORUS ที่โดดเด่นด้านการออกแบบชุดระบายความร้อน และมาพร้อม Back-plate ที่โดดเด่น นอกจากจะช่วยเรื่องความสวยงามแล้ว ยังช่วยเรื่องการระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอีกด้วย ถัดมาที่บูธ MSI ซึ่งบูธนี้เค้าก็ได้มีกิจกรรมที่น่าสนใจอย่าง VR ซึ่งสามารถให้ผู้ที่สนใจเข้ามารวมสัมผัสประสบการณ์ VR กันได้กับเกมที่ทาง MSI เตรียมไว้ให้ โดยเป็นการประมวลผลผ่านการ์ดจอ และ CPU ของ AMD เพื่อเป็นการการันตีถึงประสิทธิภาพว่าสามารถใช้งาน VR ได้อย่างดีเยี่ยม เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดี ใครใครที่อย่างจะทดลองสัมผัสประสบการณ์  VR บอกได้เลยว่างานนี้ห้ามพลาด ส่วนผลิตภัณฑ์ของทาง MSI นั้นก็มีทั้งเมนบอร์ดรุ่นคุ้มอย่าง B350 Gaming  Pro CARBON นอกจากความคุ้มค่าแล้วยังมีการออกแบบที่สวยงามอีกด้วย รวมถึงการ์ดจอ RX500 Series ที่มาในซีรีส์ Gaming กับชุดระบายความร้อน Twin frozr VI จากทาง MSI เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งบูธที่น่าสนใจไม่น้อย บูธถัดมากับ SAPPHIRE แบรนการ์ดจอที่หลาย ๆ คนคงจะคุ้นหูกันดี ซึ่งขนการ์ดจอ RX 500 Series มาเปิดตัวให้ได้ชมกันทุกรุ่น ด้วยหน้าตาอันเป็นเอกลักษณ์ของการ์ดจอแบรนด์นี้ รวมไปถึงประสิทธิภาพ การออกแบบ และราคาที่เป็นมิตร ทำให้การ์ดจอรุ่นนี้เป็นที่น่าสนใจอย่างมาก การ์ดจอ SAPPHIRE NITRO+ RX 580 ตัวท๊อปรุ่นนี้มาพร้อมกับซิงก์ระบายความร้อนทรงกล่องอันเป็นเอกลักษณ์ มาพร้อมกับพัดลมคู่ และ Back Plate โลหะสวยงาม ใครทีกำลังมองหาการ์ดจอเย็น ๆ แรงๆ เอาไว้เล่นเกมหรือขุด Bitcoin การ์ดจอรุ่นนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย มองมาที่ข้าง ๆ กันกับบูธ ASUS ซึ่งก็ได้ขนเมนบอร์ด Socket AM4 มาให้ชมกันถึง 2 รุ่น ทั้ง Prime X370 รุ่นคุ้ม ๆ ที่เป็นเมนบอร์ดระดับ Main Steam เหมาะสำหรับกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป และเมนบอร์ดระดับ Hi-End อย่าง CROSSHAIR VI HERO ที่เน้นความเป็นเกมมิ่ง และความสวยงามโดดเด่นพร้อมประสิทธิภาพที่เหนือชั้นกับเมนบอร์ดรุ่นนี้ ในส่วนของการ์ดจอนั้นก็มีมาให้ชมกันถึง 2 รุ่นกับ ASUS RX550 การ์ดจอไซต์มินิรุ่นน้องเล็กราคาประหยัด กับการ์ดจอรุ่นพี่ ASUS ROG STRIX RX 570 ที่เน้นความสวยงาม ประสิทธิภาพการประมวลผล สำหรับบูธ ASUS ถือน่าสนใจไม่แพ้บูธไหนเช่นกัน มาต่อกันที่บูธของผู้ผลิตเมนบอร์ดชั้นแนวหน้าอย่าง ASROCK แน่นอนว่าบูธนี้เค้าก็ได้ขนกองทัพเมนบอร์ดมาให้ชมกันอย่างมากมายตั้งแต่รุ่นสุดคุ้มอย่าง X370 Taichi และระดับกลาง ๆ อย่าง AB 350 Gaming K4 ที่เน้นความสวยงามโทนดำแดงรองรับ M.2 อีกทั้งยังสามารถรองรับการ OC ได้ในระดับหนึ่ง ภายในบูธยังเปิดให้ผู้ที่สนใจได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพของ CPU การ์ดจอ และ เมนบอร์ด ASROCK กับเกมแข่งรถแบบ Racing  Simulator และสำหรับบูธนี้ยังสามารถลุ้นรับโมเดล Baby Groot จากเรื่อง Guardians of the Galaxy ได้อีกด้วย อีกหนึ่งบูธในงานนี้กับการ์ดจอแบรนด์ดังชนิดหาตัวจับยาก PowerColor ก็มาเปิดบูธให้ได้ชมกันในงานนี้อีกเช่นกัน แน่นอนว่าผู้ร่วมงานสามารถทดสอบเล่นเกมที่ใช้การ์ดจอ แบรนด์นี้ในการประมวลผล เรียกได้ว่าทดสอบกันให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่แท้จริงของการ์ดจอแบรนด์นี้ ทั้งหน้าตา วัสดุ และความแรง ไม่แพ้แบรนด์อื่นอย่างแน่นอน ก็ขนมาให้ได้ชมทุกรุ่นสำหรับการ์ดจอ Radeon RX 500 Series ของ PowerColor ตังแต่รุ่นน้องเล็กอย่าง RX550 จนถึงรุ่นพี่อย่าง RX580 เลยทีเดียว นอกหนือจากนี้ก็ยังมีบูธกิจกรรมของเกม Blade And Soul ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมจากทางบูธสามารถลุนรับ Lucky Draw สุดพิเศษได้อีกด้วย และยังมีแรม PC แบรนด์ Xtreme พร้อมเคส MOD สวย ๆ มาให้ชมกันอีกด้วยสำหรับบูธนี้ เรียกได้ว่าใครที่เป็นแฟน AMD งานนี้ต้องห้ามพลาด รวมถึงบุคคลทั่วไปก็ยังสามารถเข้ามาร่วมงานนี้ได้ทุกเพศทุกวัยอีกด้วย โดยงานนี้จะเปิดให้ร่วมเข้าชมงานและร่วมสนุกกับบูธต่าง ๆ ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด เพื่อเป็นการอัพเดตเทคโนโลยีใหม่ ๆ สัมผัสประสบการณ์ VR พร้อมร่วมกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลต่าง ๆ อีกมากมาย และย้ำอีกครั้งสำหรับงาน “I’am Siam RYZEN” จัดขึ้น ณ ลานเอเทรียม 1 สยามเซ็นเตอร์ ตั้งแต่วันนี้ จนถึง วันที่ 23 เมษายน สำหรับผู้ที่สะดวก ไม่รู้จะไปไหน อยากหากิจกรรมดี ๆ งานนี้เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ห้ามพลาด เรียกได้ว่ามางานนี้ไม่มีมือเปล่ากลับบ้านแน่นอน และสุดท้ายก่อนจากกันไป ลากันด้วยรูปภาพเก็บตกจากเหล่าพริตตี้งาม ๆ ภายในงาน และเคส MOD สวย ๆ จาก MODDER ชื่อดังของประเทศไทย ขอบคุณแหล่งที่มา : https://notebookspec.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ถ้า Power Bank ของคุณไม่ค่อยจะสามารถชาร์จสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ ได้นานเท่าไรหล่ะก็ วันนี้เราขอแนะนำ Power Bank แบตเตอรี่สำหรับรีชาร์จอุปกรณ์ขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับพอร์ตจำนวนมากถึง 11 พอร์ตและมีความจุมากถึง 116,000mAh (412Wh) ที่มีชื่อว่า River จากทาง EcoFlow บริษัทน้องใหม่แต่หัวใจเกินรอยครับ River นั้นถึงแม้ว่าจะหน้าตาเหมือนหม้อหุงข้าวขนาดเล็ก แต่เราก็คงไม่สามารถที่จะไปพิจารณาความสามารถของมันได้โดยใช้รูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียวครับ ว่าไปแล้วนั้นก็มาดูกันดีกว่าครับว่า River มีสเปคเป็นอย่างไรบ้าง ความจุ 412Wh (116,000mAh) โดยใช้ LG Chem 18650 lithium-ion cells กำลังไฟฟ้ารวม 500 watts ทั้ง AC + DC output พอร์ตเชื่อมต่อ 11 พอร์ต ประกอบไปด้วย 4 x USB (2x Quickcharge 2.0), 2x USB Type C, 2x AC Outlets, 2x DC Outlets (พร้อม adapters) และ 12V car socket น้ำหนัก 4.99 kg สัดส่วน 9.8 (height) x 6.3 (width) x 8.3 (length) นิ้ว มีตัวเลือกที่ชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 50 W และ 21 W เวลาสำหรับชาร์จ River ถ้าใช้ wall charger จะเต็มภายใน 6 ชั่วโมงและขึ้นมาอยู่ที่ 80% ภายใน 4 ชั่วโมง, ชาร์จผ่านรถยนต์จะเต็มใน 9 ชั่วโมงและชาร์ผ่านแผงพลังงานแสงอาทิตย์ใช้เวลา 10 – 15 ชั่วโมง สามารถที่จะเก็บประจุเอาไว้ได้เป็นระยะเวลายาวนาน 1 ปี กันน้ำและฝุ่นตามมาตรฐาน IP63 กันกระแทกตามมาตรฐาน UN38.3, FCC, CE, UL และ RoHs certifications มีวางจำหน่าย 2 สีคือดำและขาว โดยจะมีฐานยางในโมเดลสีดำ วางจำหน่ายทั้งรุ่นแรงดันไฟฟ้า 110V และ 220V ด้วยขนาดของมั้งนั้นคงจะใหญ่เกินไปสำหรับการจะพกเอาไปใช้ในสถานที่ที่ไม่ไกลมากนักอย่างเช่นพกไปทำงานนั้นก็คงจะดูแลกตากไปหน่อย ที่ทาง EcoFlow ต้องการสำหรับจุดประสงค์ในการใช้งานของ River นั้นก็คือการออกเที่ยวนอกสถานที่อย่างเช่นการไปตั้งแคมป์ยาวๆ เพราะ River จะสามารถตอบโจทย์ให้คุณได้อย่างแน่นอน สำหรับราคานั้นอยู่ที่ $599 หรือประมาณ 20,000 บาทขึ้นไปครับ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://notebookspec.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
 วันนี้มีโปรดักส์จากทางเจ้าพอเกมมิ่งโน๊ตบุ้คอย่าง msi มารีวิวให้ได้ชมกันครับ แต่ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่เกมมิ่งโน๊ตบุ้ค แต่เป็น mini PC Gaming ที่ออกแบบมาได้อย่างลงตัว ยัดเอาฮาร์ดแวร์ระดับเทพเข้ามาอยู่ในเคสขนาด 4.72 ลิตร และมีน้ำหนักแค่เพียง 3.17 กิโลกรัมเท่านั้นครับ โดยใช้หน่วยประมวลผลเป็น Intel Core i7 7700 ทำงานร่วมกับ Chipset Intel H110 และใช้เป็นกราฟฟิกส์การ์ด MSI GeForce GTX 1060 Gaming ที่มีหน่วยความจำแยกมาให้ถึง 3GB ในระดับ GDDR5 รองรับเทคโนโลยี VR เต็มรูปแบบ ส่วนหน่วยความจำของตัวเครื่องมีมาให้ 8GB 2400MHz SO-DIMMs ทำงานบน Windows 10 Home ที่มีมาให้ และใช้เป็น SSD จากทาง Kingston ในแบบ M.2 ในการรันการทำงานหลัก และสำรองข้อมูลด้วย Harddisk Toshiba ขนาด 2.5นิ้ว ความจุ 1TB สามารถเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายไร้สายด้วย Intel Dual Band Wireless-AC 3168 และ Bluetooth 4.2 แล้วก็ยังมี RJ45 สำหรับเชื่อมต่อ Gigabit Lan (WGI219VIntel)) ได้อีกด้วย ในส่วนของด้านเสียงนั้น รองรับ 5.1 Channel HD Audio และฟีเจอร์ Nahimic audio enhancer สำหรับมัลติมีเดียโดยเฉพาะ ในส่วนของดีไซน์นั้นต้องไปชมพร้อมๆกันครับ แล้วก็มีบททดสอบความแรงของเจ้าคอมจิ๋วเครื่องนี้มาให้ชมกันในแบบเต็มๆ ถ้าพร้อมแล้วเชิญรับมชมกันได้เลยครับ กับ MSI Trident - The world's smallest true gaming PC VDO พรีเซ้นท์ของเจ้า Trident ครับ ตัวแพ็คเกจเป็นกล่องกระดาษแข็งสีดำ ด้านหน้ามีรูปตัวอย่างของเจ้า Trident และฟีเจอร์ต่างๆสกรีนมาให้รอบๆกล่อง   เมื่อเปิดกล่องออกาก็จะเจอกับ Adapter และสาย AC กินไฟสูงสุด 230W (AC) เท่านั้นครับ พร้อมฐานพลาสติกเนื้อหนา สำหรับตั้งเครื่องในแนวตั้ง   เจ้า Trident ถูกแพ็คมาในซองผ้าอย่างดีสำหรับกันรอย   วัสดุหลักที่ใช้ เป็นโพลิเมอร์เนื้อหนาขุ่นสีดำด้านทั่วทั้งตัวเครื่อง โดยมีโครงสร้างหลักเป็นเหล็กชุบด้วยอลุมิเนียมและสีกันสนิม สัดส่วนตัวเครื่องอยู่ที่ 346.25 x 232.47 x 71.83 มิลลิเมตร   ด้านหน้ามีพอร์ต  USB 3.1 Gen 1 Type C มาให้ 1 พอร์ต , USB 3.1 Gen 1 Type A (with Super Charger 2)  อีก 1 พอร์ต และ Mic in / Headphone out อย่างละช่อง พร้อมด้วย HDMI out (VR Link) อีก 1 พอร์ต   มีโลโก้ msi ปั๊มแสต๊มป์เป็นสีดำเงาที่มุมขวาบนขงด้านหน้า   มีช่องสำหรับดูลมเข้ากราฟฟิกส์การ์ดมาให้ด้านหน้า   เมื่อตั้งบนฐานจะมีสัดส่วนเป็น 353.73 x 97.56 x 251.35 มิลลิเมตร   และมุมซ้ายบน มีเป็นโบโก้ี่เป็นโลหะของ G series ติดมาให้ หล่อลงตัวมากๆครับเจ้า Trident    มาดูด้านหลังกันบ้างครับ   กราฟฟิกส์การ์ดใช้เป็น MSI GeForce GTX 1060 Gaming 3GB GDDR5  ซึ่งเป็นตัวเดียวกันกับที่ใช้บน PC    ช่องระบายความร้อนจากหน่วยประมวลผลหลัก ด้วยพัดลม Fan Cooler และมีพอร์ตต่างๆมาให้ดังนี้ครับ 1 x USB 3.1 Gen1 Type A , 4 x USB2.0 , 1 x HDMI out 1 x HDMI in (connect Graphic card and front VR-Link port) ,3 x OFC Audio jacks และ 1 x RJ45  ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
          Samsung ประกาศความสำเร็จในการพัฒนาระบบผลิต 10 นาโนเมตรรุ่นที่สองแล้ว โดยกระบวนการนี้จะยังคงเป็นแบบ FinFET อยู่ ที่เพิ่มเข้ามาคือ 10LPP (Low Power Plus) ทำให้ประสิทธิภาพสูงขึ้น 10% ขณะที่กินไฟน้อยลง 15% เมื่อเทียบกับรุ่นแรก Samsung กลายเป็นบริษัทแรกในวงการที่ผลิตชิป 10LPE ได้ (เทคโนโลยีใน 10nm Gen 1) โดย Samsung Galaxy S8 เองก็ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว ส่วนเทคโนโลยี 10LPP (10nm Gen 2) นี้จะถูกใช้ในโรงงาน S3 ที่ฮวาซองในเกาหลีใต้ คาดว่าจะพร้อมผลิตจำนวนมากในไตรมาสที่ 4 ปีนี้ ทาง Samsung Foundry หวังเอาไว้ว่า 10LPP จะทำให้บริษัทเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้ผลิตหลักของชิปอุปกรณ์พกพาของโลกที่มีประสิทธิภาพสูุง ทั้งด้านการประมวลผล เน็ทเวิร์คไร้สาย ในอนาคต ที่มา : https://www.overclockzone.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
เรื่องของเบราว์เซอร์กับอายุการใช้งานของแบตเตอรี่นั้นถือว่าไม่เข้าใครออกใครจริงๆ ครับ จะว่าไปแล้วนั้นเรื่องอายุการใช้งานของแบตเตอรี่บนอุปกรณ์ต่างๆ นั้นมีตัวแปรอยู่มากมาย ถ้าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ Desktop นั้นเรื่องดังกล่าวคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่าไร แต่กับผู้ใช้เครื่องโน๊ตบุ๊คแล้วนั้นเรื่องดังกล่าวนี้ถือว่าสำคัญมากทีเดียวครับเพราะคงจะลืมไปไม่ได้เลยว่าโน๊ตบุ๊คนั้นเราไม่สามารถที่จะเพิ่มแบตได้เองครับ แน่นอนว่าการใช้งานเบราว์เซอร์แต่ละค่ายนั้นย่อมมีความแตกต่างกันไปในเรื่องของอายุการใช้งานแบตเตอรี่ครับ งานนี้นั้นทาง Microsoft เองก็ทราบดีและทุกครั้งที่มีการอัพเดทระบบปฎิบัติการ Windows 10 นั้นทาง Microsoft ก็จะมีการปรับแต่ง Edge ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดนั้นทาง Microsoft ได้ปล่อยคลิปทดสอบการใช้งานเบราว์เซอร์ของตัวเองอย่าง Edge สู้กับ Chrome และ Firefox ออกมา ผลการทดสอบจะเป็นอย่างไรนั้นไปชมได้จากคลิปทางด้านล่างนี้เลยครับ จากคลิปนั้นจะเห็นได้ครับว่า Edge นั้นสามารถที่จะทำเวลาได้ดีสุดคือ 12 ชั่วโมง 31 นาที ตามมาห่างๆ กับ Chrome ที่ทำเวลาได้ 9 ชั่วโมง 17 นาทีเร็วกว่า Edge อยู่ 35% รั้งท้ายด้วย Firefox ที่ทำเวลาได้ 7 ชั่วโมง 4 นาทีเร็วกว่า Edge อยู่ 77% ซึ่งเครื่องทั้ง 3 ที่ใช้ทดสอบนั้นมาพร้อมกับสเปคเหมือนกันทั้งหมด งานนี้ถือว่า Edge แน่จริงๆ หล่ะครับ ที่เหลือที่ทาง Microsoft ต้องทำก็คือการทำให้ Edge นั้นเป็นเบราว์เซอร์หลักของผู้ใช้ให้ได้เท่านั้นหล่ะครับ ที่มา : https://notebookspec.com