ข่าวไอที / [แนะนำ] Dell Ultrasharp U2417H จอมอนิเตอร์ IPS ขอบบางสุดคุ้ม สีถูกต้อง ลงตัวทุกการจัดวาง ในราคาไม่ถึงหมื่นบาท

เรื่องนี้โดนใจไลค์หน่อย โพสโดย admin เมื่อ 2017/06/30 | เข้าชม 3623 ครั้ง

ถ้าพูดถึงมอนิเตอร์สำหรับผู้ที่ต้องการให้ภาพที่ออกมามีสีสันตรงตามมาตรฐาน ภาพสวย เหมาะกับการใช้ตกแต่งภาพ ชื่อของซีรีส์ Ultrasharp จาก Dell คงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่หลายท่านคงอยากจะได้มาใช้งานกันอย่างแน่นอน ด้วยประสิทธิภาพในการแสดงผลอันยอดเยี่ยม เหมาะกับการใช้งานตั้งแต่ระดับที่จะเริ่มจริงจังขึ้นมากว่าการแสดงผลปกติ ไปได้จนถึงกระทั่งระดับมือโปร ซึ่งรุ่นระดับเริ่มต้นของซีรีส์นี้ที่หลายๆ ท่านคงคุ้นเคยกันอย่าง Dell Ultrasharp U2414H ก็มีออกมาเป็นระยะเวลาหลายปีมาแล้ว (พร้อมกับปัญหาที่พบเจอกันคือเรื่องแสงลอดที่ขอบจอ รวมถึงพอร์ตเชื่อมต่อที่ใช้งานยาก)

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-2

Dell เลยได้จัดการปรับปรุง แล้วออกมาเป็นผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ นั่นคือ Dell Ultrasharp U2417H ซึ่งถึงแม้จะวางขายในตลาดมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ตามปกติตัวของจอแสดงผลมักจะมีระยะเวลาอยู่ในตลาด และ product cycle ที่ค่อนข้างยาวอยู่แล้ว จึงหวังว่าคงไม่ช้าเกินไปสำหรับการรีวิวนะครับ เอาเป็นว่าเรามาดูสเปคของจอ Dell Ultrasharp U2417H ที่น่าสนใจกันก่อนเลย

สเปค Dell Ultrasharp U2417H

  • ขนาดหน้าจอ 23.8 นิ้ว อัตราส่วนหน้าจอแบบ 16:9 ความละเอียด 1920 x 1080 (Full HD) 60 Hz
  • พาเนล IPS เป็นจอแบบด้าน (ลดแสงสะท้อน) ความแข็งแกร่งของกระจกหน้าจอระดับ 3H
  • ไฟแบ็กไลท์แบบ WLCD
  • อัตราส่วนคอนทราสต์ 1,000:1
  • ระดับความสว่างที่ 250 cd/m²
  • Response time อยู่ที่ 8ms สำหรับโหมดปกติ และ 6ms สำหรับโหมด FAST (วัดแบบ gray to gray ทั้งคู่)
  • มุมมองจอ 178 องศาทั้งแนวตั้งและแนวนอน
  • แสดงผลได้ 16.7 ล้านสี ครอบคลุม 99% ตามมาตรฐาน sRGB มีค่า Delta-E < 2
  • ผ่านการคาลิเบรตสีมาจากโรงงานแล้ว
  • พอร์ตเชื่อมต่อ
    • 1x HDMI (รองรับ MHL)
    • 2x DisplayPort (มีทั้ง in และ out)
    • 1x Mini DisplayPort
    • 4x USB 3.0 สำหรับให้จอเป็น hub (พอร์ตที่เหมาะจะใช้ชาร์จมือถือ จะมีอยู่พอร์ตเดียวข้างจอ)
    • 1x USB Type-B 3.0 สำหรับต่อกับคอมพิวเตอร์
    • 1x แจ็ค 3.5 มิลลิเมตร ไว้ต่อเสียงออกลำโพงหรือหูฟัง
    • 1x ช่องเสียบปลั๊กไฟ
  • ขนาดมากสุดเมื่อรวมขาตั้ง: 485.3 x 537.6 x 188 (H x W x D) น้ำหนักเฉพาะจอ 3.18 กิโลกรัม
  • รองรับเมาท์ติดผนังตามมาตรฐาน VESA (100mm)
  • ใช้ไฟมากสุด 68W ต่ำสุด 19W และเมื่อสลีปจะใช้ต่ำสุดแค่ 0.3W
  • อุปกรณ์ที่ให้มาในกล่อง: สาย Mini DisplayPort to DisplayPort, สาย USB Type-B to USB สำหรับเสียบกับคอมพิวเตอร์ เพื่อให้จอทำงานเป็น USB hub ได้, สายไฟ และก็เอกสารอื่นๆ
  • ประกันแบบ On-site นาน 3 ปี
  • ราคา 9,xxx บาท

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-13

ขอพาชมบอดี้ภายนอกของ Dell Ultrasharp U2417H ก่อนแล้วกันครับ เริ่มที่ด้านหลัง วัสดุโดยรวมจะใช้เป็นพลาสติก จับแล้วให้ความแข็งแรง งานประกอบแน่นหนาพอประมาณตามสไตล์ Dell ให้ความรู้สึกที่ดูแน่นหนากว่ารุ่นเก่าอย่าง U2414H อยู่เหมือนกัน ส่วนหน้าตา ต้องบอกเลยว่ามาในแบบของ Dell จริงๆ คือดูมีความเป็นเหลี่ยมๆ แข็งแรง ต่างจากแบรนด์อื่นในตลาดที่นิยมใส่ความโค้งมนและความเงางามเข้ามา เรียกว่าถ้ามองภายนอก Dell Ultrasharp U2417H ให้ภาพของความเป็นมืออาชีพได้ดีมากๆ

สำหรับขาตั้ง ทำออกมาได้แข็งแรงดีครับ แม้จะจับจอบิดองศา ก็ไม่ต้องกลัวล้ม

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-16

ว่าแล้วก็จับบิดให้ชมกันเลย ตัวจอสามารถปรับ 90 องศาขึ้นมาแสดงผลแนวตั้งได้อย่างง่ายดาย (แต่ต้องไปปรับค่าการแสดงผลในคอมด้วยนะ)

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-18

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-33

พอร์ตเชื่อมต่อ Dell Ultrasharp U2417H จัดมาให้เต็มมากๆ แม้ว่า HDMI จะเหลือช่องเดียวเมื่อเทียบกับรุ่นเก่าอย่าง U2414H ก็ตาม แต่มีการแบ่งเอาพอร์ต USB 3.0 มาไว้ข้างจอด้วยกัน 2 ช่อง ทำให้การใช้งานจริงทำได้สะดวกกว่าเดิมมากๆ โดยพอร์ตข้างจอช่องล่างจะเป็นช่องที่เหมาะสำหรับการชาร์จไฟให้โทรศัพท์หรืออุปกรณ์ที่ต้องการผ่านช่อง USB เพราะมันถูกออกแบบมาให้จ่ายไฟได้มากกว่าพอร์ตอื่นๆ

สายที่ต้องต่อเมื่อต้องการใช้งาน

สำหรับสายที่ต้องเชื่อมต่อเมื่อจะใช้งาน ถ้าต้องการให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ก็ตามนี้เลยครับ

  • สายไฟ
  • สาย USB Type-B to USB สำหรับเสียบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้จอทำงานเป็น USB Hub ได้เต็มที่
  • สายเชื่อมจอ ไม่ว่าจะ HDMI, DisplayPort หรือจะ Mini DP to DP ก็ตาม
  • (ทางเลือก) สาย 3.5 มิลลิเมตร สำหรับต่อเสียงจากจอไปออกลำโพง/หูฟัง

ส่วนในระหว่างการรีวิว ผมต่อเพียงแค่สายไฟ และใช้สาย Mini DP to DP มาเสียบกับช่อง Thunderbolt ของ MacBook Air ออกจอ Dell Ultrasharp U2417H ก็สามารถใช้งานได้ทันที รวมถึงสามารถฟังเพลงด้วยการเสียบหูฟังกับช่อง 3.5 มิลลิเมตรของจอ และก็สามารถชาร์จมือถือ/เสียบใช้งานข้อมูลจาก USB drive กับช่อง USB ของเครื่องได้ด้วย ทั้งนี้ก็เนื่องจากความสามารถของพอร์ต Thunderbolt ที่สามารถรับส่งข้อมูลไปพร้อมกับการส่งภาพของมาตรฐาน DisplayPort ด้วยนั่นเอง

แต่ทางที่ดี แนะนำว่าต่อสาย USB Type-B จากจอมาเข้าคอมด้วยอีกเส้นก็จะดีครับ เพื่อประสิทธิภาพในการถ่ายโอนข้อมูลที่สูงสุด

OriginalPng

นอกจากนี้ด้วยการที่ตัวเครื่องรองรับทั้ง DisplayPort แบบ In และ Out ทำให้เราสามารถเชื่อมหลายจอเข้าด้วยกันในรูปแบบของ daisy chain ได้ด้วย (ตัวอย่างดังภาพด้านบน) ทำให้สุดท้ายแล้ว จะมีสาย DP เส้นเดียวที่ต่อกับคอมพิวเตอร์ไปยังจอหลัก จากนั้นก็ใช้สาย DP ต่อจากช่อง DP Out ของจอหลัก ไปต่อกับ DP In ของจอเสริมอื่นๆ กันเอง ช่วยลดความยุ่งยากวุ่นวายในการจัดการสายได้เป็นอย่างดี โดย Dell Ultrasharp U2417H รองรับการต่อจอเสริมออกไปอีกได้สูงสุด 2 จอ ที่ความละเอียด 1920 x 1080 60Hz

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-20     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-19

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-15     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-38     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-39     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-41     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-42     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-43

แกลเลอรี่ด้านบนนี้ก็เป็นชุดภาพที่ให้เห็นถึงหน้าตาส่วนเชื่อมต่อจอกับขาตั้ง รวมถึงตัวอย่างการปรับมุมจอในแบบต่างๆ กัน ทั้งขณะใช้จอแนวนอนตามปกติ และการใช้จอในแนวตั้งครับ

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-34

ส่วนสวิตช์เปิด/ปิดที่มีไฟแสดงสถานะการทำงานอยู่ด้วย และปุ่มปรับค่าต่างๆ ของจอ จะถูกซ่อนอยู่ที่ขอบตรงมุมขวาล่างของจอ ถ้ามองจากมุมที่ใช้งานตามปกติ จะไม่เห็นอย่างแน่นอน ก็อาจจะทำให้การสังเกตสถานะการทำงานทำได้ไม่สะดวกนัก แต่ในทางกลับกัน มันก็ช่วยให้ไม่มีไฟรบกวนสายตาได้เช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าใช้ไปซักพักก็คงจะชินไปเองครับ

การแสดงผลของ Dell Ultrasharp U2417H

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-5

จอ Dell Ultrasharp U2417H ถูกออกแบบมาให้มีขอบจอที่บางมากๆ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นไร้ขอบซะทีเดียว

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-7

ด้วยการที่ขอบจอบางมาก จึงน่าจะเหมาะกับการใช้งานที่ต้องใช้งานมากกว่าหนึ่งจอเชื่อมกัน เพื่อเพิ่มพื้นที่แสดงผล

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-35

ส่วนเรื่องของสีสันบอกเลยว่าหายห่วงครับ เพราะมันสามารถแสดงผลสีได้ครอบคลุมถึง 99% ตามมาตรฐาน sRGB โดยมีค่า Delta-E <2 ซะด้วย โดยเจ้าค่า Delta-E นี้จะแสดงให้เห็นถึงความผิดเพี้ยนของสี ซึ่งยิ่งเลขน้อยก็ยิ่งดี เมื่อเทียบกับจอรุ่นเก่าอย่าง Dell Ultrasharp U2414H ที่มีค่า Delta-E เคลมมาว่าอยู่ที่ <4 ก็แสดงว่า U2417H นั้นได้รับการพัฒนาเรื่องความถูกต้องของสีมาได้ดีขึ้นกว่ารุ่นเก่าจริงๆ เสียดายที่ทางเราไม่มีจอรุ่น U2414H มาให้เทียบกัน ไม่อย่างนั้นคงจะพอเห็นความแตกต่างได้มากกว่านี้ครับ

พอลองใช้งานจริง สีสันที่ Dell Ultrasharp U2417H แสดงออกมา ถือว่าทำได้ตามมาตรฐานของซีรีส์ Dell Ultrasharp เลย ทั้งเรื่องความสดใสของสีสันที่ไม่มากเกินไป คอนทราสต์ที่กำลังเหมาะกับการใช้งาน ถือว่าเป็นจอสำหรับใช้ตกแต่งรูปภาพตั้งแต่ระดับเริ่มต้น ไปจนถึงระดับกึ่งๆ โปรได้สบายมาก หรือจะใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันก็ได้เช่นกันครับ รับรองเลยว่าถูกใจเรื่องภาพแน่นอน

ส่วนการแสดงผลภาพเคลื่อนไหวก็อยู่ในระดับมาตรฐาน ไม่โดดเด่น แต่อาจจะไม่เหมาะกับการเล่นเกมแนว FPS หรือเกมที่มีการเคลื่อนไหว ตัดภาพเร็วๆ เพราะด้วย response time ของจอที่ค่อนข้างสูงไปหน่อยสำหรับการเล่นเกม จึงทำให้เกิดภาพ ghost อยู่เหมือนกัน

ส่วนปัญหาเรื่องแสงรั่วตรงขอบจอ จากที่ผมลองทดสอบมา ก็ยังพบอยู่เล็กน้อยครับ

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-37

มีซูมเม็ดพิกเซลให้ชมกันด้วยครับ

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-3

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-9     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-10     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-11

 

ทีนี้มาดูความกว้างของมุมมองภาพกันบ้าง อย่างในภาพด้านบนก็เป็นการเทียบกับ MacBook Air 2013 จะเห็นเลยว่าขนาดหันมุมมองจอเล็กน้อยเมื่อมองจากมุมกล้อง ภาพจาก MacBook Air ก็เริ่มมืดลงไปแล้ว แต่ภาพจากจอ Dell Ultrasharp U2417H ยังสว่างดีอยู่ ส่วนด้านล่างก็เป็นแกลเลอรี่รวมภาพจากการมองด้านข้างจอครับ จะเห็นว่าแม้จะมองจากมุมเกือบระนาบเดียวกับจอ สีสันก็ยังค่อนข้างแม่น และยังมองเห็นรายละเอียดต่างๆ ในภาพได้อยู่

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-4

มุมจากด้านบน ก็ยังทำได้ดี เมื่อเทียบกับ MacBook Air 2013 ที่ภาพดูสว่างวาบขึ้นมาซะแล้ว แต่ภาพจากจอ Dell Ultrasharp U2417H ยังมีสีสันและความสว่างคงเดิมอยู่

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-21     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-22 

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-23     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-32  

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-24     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-25

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-26     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-27

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-28     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-29

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-30     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-31     

ส่วนแกลเลอรี่ด้านบนนี้ ก็จะเป็นภาพการใช้ปุ่มด้านล่างเพื่อปรับการตั้งค่าของจอ โดยจะมีให้ใช้ด้วยกัน 4 ปุ่ม สามารถตั้งปุ่มลัดได้กับ 2 ปุ่มกลาง ว่าจะให้เป็นการปรับค่าใดแบบลัด เช่น เปลี่ยนพอร์ตเชื่อมต่อจอ หรือปรับโหมดการแสดงผล เป็นต้น รวมถึงมีตัวอย่างภาพอินเตอร์เฟสการปรับตั้งค่าต่างๆ ให้ชมด้วยครับ

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-46

สำหรับใครที่สงสัยว่าช่อง HDMI ของ Dell Ultrasharp U2417H สามารถใช้ต่ออุปกรณ์อื่นๆ เช่น พวกกล่องเคเบิลทีวี หรือพวก ChromeCast ได้หรือไม่ ผมจัดการลองต่อกับ ChromeCast เรียบร้อยครับ ใช้งานได้แบบไร้ปัญหา และยังสามารถต่อกับช่อง USB ของจอเพื่อจ่ายไฟได้เลยด้วย

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-45

ถ้าหากต้องการชาร์จไฟให้สมาร์ทโฟน เสียดายที่ตอนทดสอบ ผมไม่ได้ลองเสียบชาร์จกับพอร์ตที่ออกแบบมาสำหรับชาร์จอุปกรณ์ (พอร์ตล่างของด้านข้างจอ) ส่วนพอร์ตอื่นๆ ที่ผมลอง พบว่าสามารถจ่ายไฟได้ประมาณ 5V 0.5-0.7A ซึ่งจัดว่าช้ากว่าการชาร์จกับอะแดปเตอร์มือถือแบบปกติอยู่พอสมควร

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-8

สรุปแล้ว จอ Dell Ultrasharp U2417H เป็นจอที่เหมาะกับทั้งการใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป รวมถึงการใช้เพื่อตกแต่งภาพตั้งแต่ระดับเริ่มต้น ไปจนถึงกึ่งโปรได้อย่างเยี่ยมยอด กับราคาค่าตัวในช่วง 9,000 กว่าบาท ด้วยการแสดงผลที่ได้มาตรฐาน sRGB ถึง 99% มีค่าความคลาดเคลื่อนต่ำมาก ทั้งยังได้มุมมองภาพที่กว้างอันเกิดจากคุณสมบัติของพาเนล IPS แถมยังให้พอร์ตเชื่อมต่อมาอย่างครบครัน จะติดก็เพียงแค่เรื่องแสงลอดจากขอบจอที่ยังมีอยู่บ้าง และอาจจะไม่เหมาะกับการเล่นเกมแนว FPS ซักเท่าไร เนื่องจากค่า response time ที่สูงเกินไปสำหรับการเล่นเกม

ข้อดี

  • แสดงผลภาพได้ดีมาก ให้สีสันตรงตามมาตรฐาน sRGB ถึง 99% และมีค่าความคลาดเคลื่อน Delta-E น้อยกว่า 2 และได้รับการคาลิเบรตมาจากโรงงานเรียบร้อยแล้ว
  • ระดับความสว่างและคอนทราสต์ เหมาะสมสำหรับการใช้งานทั่วไป
  • มุมมองกว้างด้วยพาเนล IPS มีการสะท้อนแสงภายนอกน้อยมากๆ
  • พอร์ตเชื่อมต่อครบครันทั้ง HDMI, DP (In & Out), Mini DP และยังมี USB 3.0 ที่ถูกปรับตำแหน่งให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น
  • โครงสร้างแข็งแรง ปรับองศาจอได้ง่าย
  • การรับประกันแบบ On-site service ของ Dell นาน 3 ปี

ข้อสังเกต

  • ยังมีปัญหาแสงลอดจากขอบจออยู่บ้าง
  • ค่า response time สูงไปนิด ไม่ค่อยเหมาะกับการใช้เล่นเกม โดยเฉพาะแนว FPS
  • ไม่มีแถมสาย HDMI มาให้ในกล่อง

 

คลิกที่นี่ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม และ สั่งซื้อออนไลน์ 

ที่มา : https://notebookspec.com


เรื่องแนะนำ

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ในงาน HP World Partner Forum ที่ผ่านมานั้นทาง HP ได้ทำการเปิดตัวเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ All-in-One รุ่นใหม่อย่าง EliteOne 1000 AiO G1 โดยได้รับการออกแบบมาสำหรับการใช้งานทางด้านธุรกิจที่จำเป็นต้องมีการประชุมผ่านทาง Skype โดยเฉพาะออกมาครับ ตัวเครื่องนั้นจะมีโมเดลแยกแตกต่างกันไปตามขนาดหน้าจออันได้แก่ 23.8 นิ้ว, 27 นิ้วและ 34 นิ้วครับ สำหรับสเปคต่างๆ ของตัวเครื่อง EliteOne 1000 AiO G1 นั้นจะมีดังต่อไปนี้ครับ หน้าจอขนาด 23.8 นิ้วจะมาพร้อมกับความละเอียดระดับ Full HD, หน้าจอขนาด 27 นิ้วจะมาพร้อมกับความละเอียดระดับ 4K ส่วนหน้าจอขนาด 34 นิ้วนั้นจะมาพร้อมกับความละเอียดระดับ ultra-wide และเป็นหน้าจอโค้ง ทั้งนี้หน้าจอของทั้ง 3 โมเดลนั้นไม่รองรับการสัมผัส หน่วยประมวลผลจะมีให้เลือกโดยจะเป็นหน่วยประมวลผลของทาง Intel ในสถาปัตยกรรม Skylake หน่วยความจำ(RAM) จะมีตัวเลือกแบบธรรมดาและ Intel Optane memory กล้อง Webcam มาำร้อมกับความระเอียดในระดับ FHD ระบบเสียงใช้ของ Bang & Olufsen มาพร้อมกับระบบปฎิบัติการ Windows 10 Pro มาพร้อมกับซอฟต์แวร์ทางด้านธุรกิจของทาง HP อย่าง HP Sure Click, HP Sure Start Gen3 และ HP Manageability Integration Kit ผู้ใช้สามารถเลือกติดตั้งซอฟต์แวร์ HP PhoneWise สำหรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อที่จะใช้งานการโทรเข้าและออกหรือโต้ตอบข้อความผ่านหน้าจอตัวเครื่องได้(โดยตัวสมาร์ทโฟนนั้นต้องรองรับกับการทำงานนี้ด้วยโดยสามารถดูได้จากที่สมาร์ทโฟนสามารถติดตั้งแอปพลิเคชันที่ใช้ร่วมกันได้หรือไม่) HP EliteOne 1000 AiO G1 จะพร้อมวางจำหน่ายในเดือนกันยายนนี้ สนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $1,259 หรือประมาณ 43,440 บาทครับ ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://notebookspec.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ด้วยความตาไวของผู้ใช้งาน Reddit นามแผง Liskni_si นั้นพบว่ามีรูปของโน๊ตบุ๊ค Retro Thinkpad โผล่บนเว็บไซต์ของ Lenovo ที่เผยให้เห็นตัวเครื่องที่มาพร้อมกับเคสแบบเดียวกับตัวเครื่องรุ่น T470 ที่เคยได้คะแนนสูงถึง 91% ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องรุ่น Limited Edition สำหรับการฉลองครบรอบ 25 ปีสำหรับ Thinkpad แต่ทว่าหลังจากที่มีรูปหลุดออกมานั้นก็เป็นไปตามคาดครับว่าทาง Lenovo ก็ลบรูปไปอย่างรวดเร็วครับ จากภาพนั้นจะเห็นได้ครับว่านนอกจากตัวเครื่องที่จะมาพร้อมกับเคสของรุ่น T470 แล้วนั้น ในส่วนของคีย์บอร์ดนั้นจะมาพร้อมกับคีย์บอร์ดสไตล์ 7 แถว แบบเดียวกับของ IBM เดิมที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้ IBM รุ่นเก่าหลายๆ คน ซึ่ง Retro Thinkpad นั้นหากย้อนกลับไปในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานั้นทาง Lenovo เคยยืนยันมาแล้วครั้งหนึ่งครับว่าจะมีการทำเครื่องรุ่น Retro ออกมาครับ จากรูปที่หลุดออกมาพร้อมข้อมูลข่าวลือนั้ัน Retro Thinkpad น่่าจะมาพร้อมกับสเปคบางส่วนต่อไปนี้ครับ ตัวเครื่องมาพร้อมกับโลโก้ ThinkPad แบบหลากสีสัน ปุ่ม Enter เป็นสีน้ำเงินตามรูปแบบเก่าๆ ของ ThinkPad หน้าจอขนาด 14 นิ้วซึ่งสามารถพับให้แบน 180 องศาได้โดยคาดว่าน่าจะมาพร้อมกับความละเอียดที่ระดับ 1080p มาพร้อมกับระบบสแกนลายนิ้วมือ Webcam มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ที่มาพร้อมกับความสามารถในการใช้งาน Windows Hello ได้หรืออาจจะใช้เป็น ‘Think Light’ ที่ตัวเครื่องจะมีการระบุเอาไว้ว่าเป็น “Anniversary Edition” ทั้งนี้คาดว่า Retro Thinkpad น่าจะทำการเปิดตัวในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้เนื่องจากว่าในยุคที่ยัังเป็น IBM นั้นได้มีการเปิดตัว ThinkPad ช่วงเดือนตุลาคมของปี 1992 โดยสเปคภายในนั้นคาดว่า Retro Thinkpad น่าจะมาพร้อมกับหน่วยประมวลผลของทาง Intel สถาปัตยกรรม Coffee Lake ครับ ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://notebookspec.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
5 สิ่งที่ควรรู้ และต้องทำ ก่อนที่จะอัปเดท iOS 11 เวอร์ชั่นล่าสุด ได้เวลาที่สาวก iOS ตัวจริงคงจะตั้งตารอคอยการมาของ iOS11 อยู่แน่นอนเพราะมันจะมาในวันที่ 19 กันยายน แต่ถ้าเทียบเป็นเวลาประเทศไทยจะตรงกับวันที่ 20 กันยายน ระหว่างรอนั้น ก็มี 5 ข้อที่ต้องรู้และควรทำก่อนอัปเดตทระบบปฏิบัติการใหม่นี้บ้าง ชาร์จแบตเตอรี่ต้องพร้อมอัปเดท เนื่องจาการอัปเดทระบบปฏิบัติการมือถือควรจะมีปริมาณแบตเตอรี่เกิน 50% ขึ้นไป เพื่อให้เครื่องไม่ดับระหว่างการอัปเดท แต่ถ้ามีการอัปเดทจริง ๆ ถ้าชาร์จแบตฯให้เต็มได้จะดีกว่า การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตต้องพร้อม ปกติการ Update ระบบปฏิบัติการ โดยเฉพาะ iOS นั้นจะต้องเชื่อมต่อกับ WiFi เพื่อความเสถียร แต่ว่าถ้าบางคนไม่สะดวก สามารถใช้มือถือเครื่องอื่นกระจายแล้วโหลดได้เช่นกัน แต่ก็จะเสียจำนวน Data นะครับ จัดการข้อมูลที่เกินความจำเป็น   ความจำของเครื่องเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ระบบปฏิบัติการ Update ไม่ได้หากมีพื้นที่น้อยเกินไป ควรจะจัดการให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้น เช่นย้ายรูปไปเก็บบน Cloud ลบ Apps ที่ไม่ได้ใช้ หรือจะเป็นการลบข้อความออกก็ช่วยได้เช่นกันครับ ไม่ควรเล่น/ใช้งานเครื่องระหว่างโหลด เพราะระหว่างการเล่นเกมอยู่นั้นจะทำให้พลังงานของเครื่องลดลงและเกิดการใช้งานพื้นที่จนทำให้การ Download หยุดไป ซึ่งอาจจะส่งผลเสียทำให้การอัปเดทระบบปฏิบัติการ ไม่สมบูรณ์ รีสตาร์ทเครื่องก่อนโหลด เนื่องจากเครื่องของคุณอาจจะมีการเปิด Application ค้างไว้อยู่หลายตัวก็อาจจะหน่วงเครื่องทำให้การอัปเดทนั้นทำได้ไม่รวดเร็วพอ การที่ Restart เครื่องนั้นถือว่าเป็นอีกสิ่งที่น่าสนใจและควรทำอย่างยิ่งเลยล่ะครับ วิธีการนั้นทำได้ง่าย ๆ แค่กดปุ่ม Power แล้วสไลด์ปิด จากนั้นกดเปิดเครื่องใหม่ 5 ข้อนี้หากปฏิบัติตามแล้วจะทำให้การ Update ระบบปฏิบัติการบนมือถือราบรื่นไม่ติดขัด แถมลดปัญหาเรื่องความจำเต็มไม่สามารถโหลดข้อมูลได้อีกด้วย แต่คำแนะนำจริง ๆ แล้ว สำหรับ iOS11 ถ้าไม่รีบร้อนก็ค่อย ๆ อัปเดทไปจะดีกว่านะครับ เพราะวันแรกคนจะโหลดเยอะนิดนึง ขอขอบคุณแหล่งที่มา : http://hitech.sanook.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
หากจะหาการ์ดจอราคาประหยัดราคาประมาณ 4,000 บาท ในยุคนี้นั้นมีตัวเลือกมากมายทั้งค่ายเขียวและค่ายแดง เพราะเป็นการ์ดจอที่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้ง่ายด้วยราคาไม่แพงมากนัก แต่ถ้าหากว่าเป็นการ์ดจอแรง ๆ อย่าง Geforce GTX 1050 ราคาแค่นี้คงมีตัวเลือกไม่มากนัก ซึ่งส่วนมากจะเป็นการ์ดพัดลมเดี๋ยว ไม่ต้องต่อไฟเลี้ยงเพิ่ม ไม่ได้มีความแรงสูงมากนัก แต่มีการ์ดจออย่างแบรนด์ AFOX ที่ได้เปิดตัวการ์ดจอประสิทธิภาพสูง พัดลมคู่ ระบายความร้อนดี Overclock ได้ และยังเป็นการ์ดจอที่เน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก AFOX Geforce GTX 1050 คือการ์ดจอค่ายเขียว Nvidia รุ่นยอดนิยมในช่วงราคา 4,090 บาท ที่เน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก ด้วยประสิทธิภาพความเร็วที่อยู่ในระดับสูง แต่มีราคาที่ถูกกว่าการ์ดจอระดับเดียวกันในตลาดส่วนมาก รวมถึงการออกแบบตัวการ์ดที่เน้นความเรียบง่าย แต่ก็ยังมี Design ที่สวยงาม เหมาะสำหรับผู้ใช้งานในทุกระดับที่ต้องการการ์ดจอแรง ๆ ราคาไม่แพงไปใช้งานเล่นเกมเป็นหลัก อีกทั้งยังเหมาะสำหรับการนำไปจัดสเปคคอมพิวเตอร์คุ้ม ๆ แต่ในส่วนหน้าตา รายละเอียด และประสิทธิภาพจะเป็นอย่างไร ติดตามชมกันได้ VDO Review Specification Graphics Engine NVIDIA GeForce GTX 1050 Bus Standard PCI Express 3.0 CUDA 640 Video Memory GDDR5 2048MB Base Clock 1354 MHz Boost Clock 1455 MHz Memory Clock 7Gbps Memory Interface 128-Bit OS Certification Windows 7-10, Linux, FreeBSDx86 Maximum Digital Resolution* 7680×4320@60Hz DVI Output Yes x 2 HDMI Output Yes x 1 Display port Yes x 1 HDCP Support Yes Accessories 1 x Driver CD 1 x Quick Guide Package / Bundle หน้าตา Package ของ AFOX Geforce GTX 1050 ถูกออกแบบมาอย่างโดดเด่นด้วยตัวละคร RAIDEN จากเกม Metal Gear Solid เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับการ์ดจอรุ่นนี้ เแต่ก็ไม่ได้มีการโชว์หน้าตาตัวการ์ดจอแต่อย่างใด แต่มีจุดเด่นในส่วนของชื่อรุ่น Geforce GTX 1050 ที่ถูกสกรีนลายลงไปอย่างชัดเจน ไม่เหมือนการ์ดจอรุ่นไหน ส่วนด้านหลังตัวกล่องนั้นมีการระบุฟีเจอร์หลักของการ์ดจอ Nvidia และ สเปคคร่าว ๆ ของตัวการ์ด ในส่วนด้านในนั้นถือว่าเรียบ ๆ ไม่มีอะไร เน้นแพ๊กเกจที่เน้นหนาป้องกันอุปกรณ์เสียหาย ภายในกล่องจะมีตัวการ์ดถูกบรรจุมาอยากแน่นหนาอยู่ในซองกันไฟฟ้าสถิตย์ หุ้มพลาสติดกันกระแทก พร้อมกับมีโฟมรองตัวการ์ดอีกหนึ่งชั้น ส่วนบัลเดิ้ลที่แถมมาในกล่องนั้นมีเพียงแค่ คู่มือ DVD Driver และสายแปลงจาก MOLEX to 6Pin PCIe เท่านั้น      Design     AFOX Geforce GTX 1050 มาพร้อมกับหน้าตาของตัวการ์ดจอที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ด้วยชุดระบายความร้อนกับพัดลมขนาดใหญ่ 2 ตัว ขนาด 60 mm บนตัวการ์ด พร้อม Cover ชุดระบายความร้อนสีดำสนิด ตัดลวดลายสีแดง พร้อมเล่นลวดลายต่าง ๆเสริมความโฉบเฉี่ยว ผลิตจากวัสดุพลาสติก ABS ในส่วนของซิงก์ระบายความร้อนเป็นเป็น Heat Sink ฟินอลูมิเนียมชิ้นเดียว แผ่นฟินค่อนข้างบาง และมีความสูงที่น้อย แต่มีขนาดใหญ่กินพื้นที่ 3 ใน 4 ของตัวการ์ด เพื่อให้พัดลมสามารถเป่าอัดฟินระบายความร้อนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้านหลังตัวการ์ดยังคงมาแบบเรียบ ๆไม่มี Black Plate มาให้ ทั้งนี้เองตัวการ์ดก็มีน้ำหนักที่เบาจึงไม่ได้เป็นที่จะต้องใส่มา ส่วนพื้นผิว PCB นั้นเป็นผิวแบบด้านสีดำสนิด ความยาวเท่าชุดระบายความร้อนพอดี ในส่วนของด้านข้างนั้นไม่มีการประดับตกแต่งอะไร แต่ส่วนพอร์ตไฟเลี้ยง 6Pin PCIe ถูกย้ายไปที่ด้านหลังของการ์ดแตกต่างจากการ์ดทั่ว ๆ ไปที่นิยมไว้ด้านข้าง ส่วนของด้านพอร์ตการเชื่อมต่อของตัวการ์ดนั้นก็มาพร้อมกับ Back I/O Plate พร้อมเจาะช่องระบายความร้อนเพื่อสามารถระบายความร้อนออกทางหลังเคสได้ และมีพอร์ตการเชื่อมต่อ Dual Link DVI-D, HDMI 2.0b และ DisplayPort 1.4 โดยตัวการ์ดจะกินพื้นที่ในการติดตั้งทั้งหมด 2 สล๊อต Performance สำหรับสเปค Test Base ที่เราใช้ในการทดสอบครั้งนี้จะมาพร้อมกับ CPU Kaby  Lake  Intel Core i7 7700K แกนประมวลผล 4 Cores  8 Threads แรม Corsair 16GB DDR4 (8x2GB) Bus 2400 เมนบอร์ด Bioster  Z270 GT4 ส่วนวินโดส์บูทจาก SSD M.2 HyperX 480GB ส่วนพาวเวอร์ซัพพลายนั้นใช้ Cougar 1200W 80+ Bronze เรียกได้ว่าเป็นสเปคระดับสูงเพื่อให้สามารถรีดประสิทธิภาพการทำงานของการ์ดจอออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ   ส่วนสเปคของตัวการ์ดจากโปรแกรม GPU-Z จะมี CUDA Core 640 หน่วย ความเร็ว Base Clock 1,354 MHz และความเร็ว Boost Colck 1,455 MHz ส่วนแรมแบบ GDDR5 2GB ความเร็ว 1,752 MHz ความเร็ว  Bandwidth 112.1 GB/s  และ Ban Width 128 Bit       การทดสอบกราฟฟิกกับโปรแกรม Furmark บนการทดสอบ GPU ความละเอียด Full HD สามารถทำคะแนนรวมออกมาได้ 2318 คะแนน การเทสกับโปรแกรม 3D Mark Fire Strike สามารถทำคะแนนรวมได้ 6,354 คะแนน ด้วยคะแนน Graphic Score 7,038 คะแนนในแต่ละการทดสอบตัวการ์ดจอสามารถแสดงผลกราฟฟิกออกมาได้ดีเยี่ยมอาจจะมีหน่วงบ้างในบางช่วงที่โหลดหนักๆ   การเทสกับโปรแกรม 3D Mark Time Spy บน DirectX12 สามารถทำคะแนนรวมได้ 2,036 คะแนน ด้วยคะแนน Graphic Score 1,867 คะแนน ในแต่ละการทดสอบตัวการ์ดจอยังสามารถเล่นเกมบน DirectX12 ได้ แต่ในการทดสอบยังถือว่ากระตุกมาก แต่ก็เป็นระดับมาตรฐานของการ์ดจอรุ่นนี้ สำหรับการเทสเกมนั้นส่วนมาจะเป็นเกมที่กินสเปคกราฟฟิกในระดับสูง บนความละเอียดในระดับ Full HD  ซึ่งการปรับตั้งค่ากราฟฟิกนั้นต้องแตกต่างกันไปในแต่ละเกมตามความเหมาะสม เกมเก่าแนว Open world อย่าง GTA V สามารถปรับกราฟฟิกได้การทดสอบในระดับ Very High ได้ส่วนลดรอยหยักไม่ควรเกิน X4 สามารถทำเฟรมเรทเฉลี่ยได้ 54.1 FPS ส่วนเกม Battlefield 1 และ Rise of Tomb Rider สามารถปรับกราฟฟิดได้สุดหมดเช่นกันลดรอยหยักช่วง X2-X4 ก็สามรถเล่นที่เฟรมเรทเฉลี่ยน 50-60 FPS ได้สบาย ๆ ส่วนเกม PUBG นั้นต้องอาศัยแรมการ์ดจอเยอะ ๆ ดังนั้นกราฟฟิกที่ใช้เพียง Medium เมื่อเทียบกับเกมอื่นถือว่าต่ำมาก แต่ก็ยังสามารถเล่นได้อย่างไหลลื่นเฟรมเรทก็ค่อนข้างเสถียรอีกด้วย ในส่วนของระบบระบายความร้อนสามารถระบายความร้อนได้อย่างดีเยี่ยม เอาอยู่ทุกสภาวะความร้อนไม่ให้เกิน 60 องศาเซลเซียสได้อย่างสบาย ๆ ในทุกการทดสอบ ทั้งอุณหภูมิหลังการเล่นเกม และหลังการ Benchmark อีกทั้งยังมีเสียงรบกวนที่ต่ำมากแต่สามารถระบายความร้อนได้ดีเยี่ยม ถือว่าการระบายความร้อนทำได้เกินคาดสำหรับการ์ดจอตัวนี้ Conclusion / Award AFOX Geforce GTX 1050 จากการที่ได้ทดสอบก็รู้สึกได้ว่านี่เป็นการ์ดจออีกตัวหนึ่งที่มีความคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับราคา ทั้งในด้านประสิทธิภาพเองที่สามารถเล่นเกมได้อยากไหลลื่น อีกทั้งการระบายความร้อนยังทำออกมาได้ดีเยี่ยม ในส่วนหน้าตาของตัวการ์ดเองก็ยังถือว่าสวยงานในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้มีความหวือหวาอะไรมากนัก ซึ่งในภาพรวมแล้วถือว่าการ์ดจอรุ่นนี้ทำออกมาได้น่าพอใจเป็นอย่างมาก สรุป สั้น ๆ ง่าย ๆ AFOX Geforce GTX 1050 คือการ์ดจอที่เน้นประสิทธิภาพเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการการ์ดจอคุ้ม ๆ ไม่เน้นความสวยงาม ไม่เน้นฟีเจอร์และซอฟแวร์ ซึ่งการ์ดจอรุ่นนี้สามารถตอบสนองการเล่นเกมได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่แพ้การ์ดจอ GTX 1050 รุ่นอื่น ๆ แต่มีราคาที่ถูกกว่ามาก  อีกทั้งชุดระบายความร้อนยังมีประสิทธิภาพเยี่ยมเชื่อถือได้ ด้วยราคาไม่เกิิน 15,000 บาท เท่านั้น ข้อดี ราคาคุ้มค่า มีความเร็ว Clock Speed ที่ค่อนข้างสูง หน้าตาตัวการ์ดถูกออกแบบมาสวยงาม วัสดุผลิตตัวการ์ดคุณภาพสูง ระบบระบายความร้อนมีประสิทธิภาพสูงเชื่อถือได้ ข้อสังเกตุ ลูกเล่นน้อยเหมาะสำหรับการใช้งานเน้นประสิทธิภาพเป็นหลัก Award Best Value AFOX Geforce GTX 1050ถือการ์ดจอที่คุ้มค่าเป็นอย่างมาก ถ้าเทียบประสิทธิภาพ/ราคา เล่นเกมได้ลื่นไม่แพ้การ์ดจอรุ่นอื่น ๆ แต่มีราคาที่ถูกมากเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจัดเสปคคุ้ม ๆ ที่ต้องการการ์ดจอราคาไม่แพง ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล /ภาพ : https://notebookspec.com คลิ๊ก!! สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
           AMD ค่ายนี้มีโปรดักส์ประเภท APU ที่โด่งดังมานานแล้ว เป็นขวัญใจ Gamer งบน้อยเลยก็ว่าได้ ด้วยประสิทธิภาพที่ถือว่าพอเล่นเกมส์ได้ในงบประมาณที่ไม่ต้องซื้อการ์ดจอแยกมาใส่ .. ถ้าใครไม่เห็นภาพก็ให้นึกถึง CPU หรือว่า Central Processing Unit ที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยประมวลผลหลัก , และ GPU หรือว่า Graphic Processing Unit ที่จะทำหน้าที่ Render ภาพและงานกราฟฟิคต่างๆ .. ทั้งสองอย่างนี้มารวมกันอยู่ในชิพเดียวที่ AMD เรียกว่า Accelerated Processing Unit วางอยู่ใน Socket เดียวกับ CPU ชิพประมวลผลที่ทำงานแบบเดียวกันก็คือมี CPU และ GPU ในชิพเดียว จริงๆแล้วก็ไม้ได้มีแค่ค่าย AMD อย่างเดียวครับ เพราะว่าคู่แข่งนั้นก็มีชิพกราฟฟิคบน CPU มาให้เช่นเดียวกัน และมักจะเป็นมาตรฐานใหม่ของคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่กันแล้ว (ที่เราเรียกกันว่าออนบอร์ดนั่นแหละ แต่ที่จริงมันย้ายมาอยู่บน CPU) AMD เพียงแค่ทำตลาดตรงนี้ได้ดี เพราะว่าประสิทธิภาพของชิพกราฟฟิคที่สูง และในบางกรณ๊ที่สามารถทำการ Crossfire กับ GPU แยกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้อีกด้วย  ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือนทาง AMD ก็ได้เปิดตัว CPU Ryzen ที่เข้ามาเขย่าวงการไอที ด้วยราคาต่อประสิทธิภาพที่ถือว่าคุ้มค่ามาก จนได้ส่วนแบ่งทางการตลาดมาจากคู่แข่งเยอะพอสมควร แต่โปรดักส์ในตระกูลของ APU หรือพวก A-Series ทั้งหลายนั้นยังไม่ได้รับการอัพเกรดมาเป็นสถาปัตยกรรมใหม่ และยังคงใช้เทคโนโลยีเก่าอยู่ .. AMD เองที่เอาดีด้านนี้อยู่แล้ว ก็เตรียมลงมาเล่นในตลาดนี้ด้วยโปรดักส์ยุคใหม่อีกครั้ง .. จากที่ก่อนหน้านี้เขามาเขย่าตลาด Desktop ด้วย Ryzen และ Threadripper ตอนนี้ก็กำลังจะมาเขย่าตลาดโน๊ตบุ๊คด้วย Mobile APU ที่บริษัทได้ทำการพูดถึงมาบ้างแล้ว Ryzen Mobile APUs นี้ก็จะเป็น APU รุ่นแรกจากโปรดักส์ตระกูล Zen ที่จะเอามาใช้ GPU จากสถาปัตยกรรม Vega ซึ่งก็จะเอาข้อดีทั้งเรื่องประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงานมาใช้ร่วมกัน .. ทางด้านประสิทธิภาพนั้น AMD ก็เคลมไว้ว่า สูงกว่ารุ่นก่อนหน้า 50% ในส่วนของ CPU และ 40% ในส่วนของ GPU ... กับการบริโภคพลังงานที่ไม่ถึง 50% ของตัวก่อนหน้า ... เห็นแบบนี้แล้ว ถือว่าน่าประทับใจเลยครับ ! แต่นั่นก็เป็นการพูดถึงของ AMD เฉยๆ มาดูสิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นจะดีกว่า .. ที่เรากำลังว่ากันอยู่นี่ก็คือผลหลุด Benchmark ด้วยโปรแกรม Geekbench เจ้าเก่า ที่ไม่ว่าจะมีรายละเอียดหรือประสิทธิภาพ CPU อะไรหลุดออกมามันก็มักจะหลุดออกมาผ่านโปรแกรมนี้ ด้วยความที่แค่มีการเทสท์และต่ออินเตอร์เน็ต มันก็จะโผล่เข้าไปอยู่ใน Database ของ Geekbench เลย (ไม่รู้จะตั้งใจหลุดหรือเปล่า)  คราวนี้เราก็เห็น APU Ryzen 5 2500U ที่ใช้ชื่อ Codename ว่า Raven Ridge มากับรายละเอียดคราวๆ และผล Benchmark .. อย่างแรกเลยก็คือคะแนน Multi-Core ที่ทำได้ 9723 คะแนน เมื่อเทียบกับ 5115 คะแนนของ AMD A12-9800B หรือพูดง่ายๆว่ามันเกือบเท่าตัว / และ Single Core ที่ 3625 คะแนน เทียบกับรุ่นก่อนหน้า (A12-9800B) ที่ 2315 คะแนน .. ถือว่าน่าประทับใจมากครับ กับพัฒนาการของ APU ทำให้เราได้เห็นว่าอนาคตของโน๊ตบุ๊คและ Mobile Platform ทั้งหลายนั้นดูดีเลย และถ้าไม่ได้เล่นเกมส์หนักๆมากจริงๆ การ์ดจอแยกอาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไป AMD เองก็มีแผนที่จะเปิดตัว Raven-Ridge APU นี้ประมาณช่วงปลายปี .. ถึงเวลานั้นเรามาลองดู Benchmark และการเทสท์เกมส์กันจริงๆดีกว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุปอะไรไปจากผลคะแนน Benchmark ที่หลุดออกมาครับ ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com