ข่าวไอที / [แนะนำ] Dell Ultrasharp U2417H จอมอนิเตอร์ IPS ขอบบางสุดคุ้ม สีถูกต้อง ลงตัวทุกการจัดวาง ในราคาไม่ถึงหมื่นบาท

เรื่องนี้โดนใจไลค์หน่อย โพสโดย admin เมื่อ 2017/06/30 | เข้าชม 3061 ครั้ง

ถ้าพูดถึงมอนิเตอร์สำหรับผู้ที่ต้องการให้ภาพที่ออกมามีสีสันตรงตามมาตรฐาน ภาพสวย เหมาะกับการใช้ตกแต่งภาพ ชื่อของซีรีส์ Ultrasharp จาก Dell คงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่หลายท่านคงอยากจะได้มาใช้งานกันอย่างแน่นอน ด้วยประสิทธิภาพในการแสดงผลอันยอดเยี่ยม เหมาะกับการใช้งานตั้งแต่ระดับที่จะเริ่มจริงจังขึ้นมากว่าการแสดงผลปกติ ไปได้จนถึงกระทั่งระดับมือโปร ซึ่งรุ่นระดับเริ่มต้นของซีรีส์นี้ที่หลายๆ ท่านคงคุ้นเคยกันอย่าง Dell Ultrasharp U2414H ก็มีออกมาเป็นระยะเวลาหลายปีมาแล้ว (พร้อมกับปัญหาที่พบเจอกันคือเรื่องแสงลอดที่ขอบจอ รวมถึงพอร์ตเชื่อมต่อที่ใช้งานยาก)

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-2

Dell เลยได้จัดการปรับปรุง แล้วออกมาเป็นผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ นั่นคือ Dell Ultrasharp U2417H ซึ่งถึงแม้จะวางขายในตลาดมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ตามปกติตัวของจอแสดงผลมักจะมีระยะเวลาอยู่ในตลาด และ product cycle ที่ค่อนข้างยาวอยู่แล้ว จึงหวังว่าคงไม่ช้าเกินไปสำหรับการรีวิวนะครับ เอาเป็นว่าเรามาดูสเปคของจอ Dell Ultrasharp U2417H ที่น่าสนใจกันก่อนเลย

สเปค Dell Ultrasharp U2417H

  • ขนาดหน้าจอ 23.8 นิ้ว อัตราส่วนหน้าจอแบบ 16:9 ความละเอียด 1920 x 1080 (Full HD) 60 Hz
  • พาเนล IPS เป็นจอแบบด้าน (ลดแสงสะท้อน) ความแข็งแกร่งของกระจกหน้าจอระดับ 3H
  • ไฟแบ็กไลท์แบบ WLCD
  • อัตราส่วนคอนทราสต์ 1,000:1
  • ระดับความสว่างที่ 250 cd/m²
  • Response time อยู่ที่ 8ms สำหรับโหมดปกติ และ 6ms สำหรับโหมด FAST (วัดแบบ gray to gray ทั้งคู่)
  • มุมมองจอ 178 องศาทั้งแนวตั้งและแนวนอน
  • แสดงผลได้ 16.7 ล้านสี ครอบคลุม 99% ตามมาตรฐาน sRGB มีค่า Delta-E < 2
  • ผ่านการคาลิเบรตสีมาจากโรงงานแล้ว
  • พอร์ตเชื่อมต่อ
    • 1x HDMI (รองรับ MHL)
    • 2x DisplayPort (มีทั้ง in และ out)
    • 1x Mini DisplayPort
    • 4x USB 3.0 สำหรับให้จอเป็น hub (พอร์ตที่เหมาะจะใช้ชาร์จมือถือ จะมีอยู่พอร์ตเดียวข้างจอ)
    • 1x USB Type-B 3.0 สำหรับต่อกับคอมพิวเตอร์
    • 1x แจ็ค 3.5 มิลลิเมตร ไว้ต่อเสียงออกลำโพงหรือหูฟัง
    • 1x ช่องเสียบปลั๊กไฟ
  • ขนาดมากสุดเมื่อรวมขาตั้ง: 485.3 x 537.6 x 188 (H x W x D) น้ำหนักเฉพาะจอ 3.18 กิโลกรัม
  • รองรับเมาท์ติดผนังตามมาตรฐาน VESA (100mm)
  • ใช้ไฟมากสุด 68W ต่ำสุด 19W และเมื่อสลีปจะใช้ต่ำสุดแค่ 0.3W
  • อุปกรณ์ที่ให้มาในกล่อง: สาย Mini DisplayPort to DisplayPort, สาย USB Type-B to USB สำหรับเสียบกับคอมพิวเตอร์ เพื่อให้จอทำงานเป็น USB hub ได้, สายไฟ และก็เอกสารอื่นๆ
  • ประกันแบบ On-site นาน 3 ปี
  • ราคา 9,xxx บาท

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-13

ขอพาชมบอดี้ภายนอกของ Dell Ultrasharp U2417H ก่อนแล้วกันครับ เริ่มที่ด้านหลัง วัสดุโดยรวมจะใช้เป็นพลาสติก จับแล้วให้ความแข็งแรง งานประกอบแน่นหนาพอประมาณตามสไตล์ Dell ให้ความรู้สึกที่ดูแน่นหนากว่ารุ่นเก่าอย่าง U2414H อยู่เหมือนกัน ส่วนหน้าตา ต้องบอกเลยว่ามาในแบบของ Dell จริงๆ คือดูมีความเป็นเหลี่ยมๆ แข็งแรง ต่างจากแบรนด์อื่นในตลาดที่นิยมใส่ความโค้งมนและความเงางามเข้ามา เรียกว่าถ้ามองภายนอก Dell Ultrasharp U2417H ให้ภาพของความเป็นมืออาชีพได้ดีมากๆ

สำหรับขาตั้ง ทำออกมาได้แข็งแรงดีครับ แม้จะจับจอบิดองศา ก็ไม่ต้องกลัวล้ม

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-16

ว่าแล้วก็จับบิดให้ชมกันเลย ตัวจอสามารถปรับ 90 องศาขึ้นมาแสดงผลแนวตั้งได้อย่างง่ายดาย (แต่ต้องไปปรับค่าการแสดงผลในคอมด้วยนะ)

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-18

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-33

พอร์ตเชื่อมต่อ Dell Ultrasharp U2417H จัดมาให้เต็มมากๆ แม้ว่า HDMI จะเหลือช่องเดียวเมื่อเทียบกับรุ่นเก่าอย่าง U2414H ก็ตาม แต่มีการแบ่งเอาพอร์ต USB 3.0 มาไว้ข้างจอด้วยกัน 2 ช่อง ทำให้การใช้งานจริงทำได้สะดวกกว่าเดิมมากๆ โดยพอร์ตข้างจอช่องล่างจะเป็นช่องที่เหมาะสำหรับการชาร์จไฟให้โทรศัพท์หรืออุปกรณ์ที่ต้องการผ่านช่อง USB เพราะมันถูกออกแบบมาให้จ่ายไฟได้มากกว่าพอร์ตอื่นๆ

สายที่ต้องต่อเมื่อต้องการใช้งาน

สำหรับสายที่ต้องเชื่อมต่อเมื่อจะใช้งาน ถ้าต้องการให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ก็ตามนี้เลยครับ

  • สายไฟ
  • สาย USB Type-B to USB สำหรับเสียบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้จอทำงานเป็น USB Hub ได้เต็มที่
  • สายเชื่อมจอ ไม่ว่าจะ HDMI, DisplayPort หรือจะ Mini DP to DP ก็ตาม
  • (ทางเลือก) สาย 3.5 มิลลิเมตร สำหรับต่อเสียงจากจอไปออกลำโพง/หูฟัง

ส่วนในระหว่างการรีวิว ผมต่อเพียงแค่สายไฟ และใช้สาย Mini DP to DP มาเสียบกับช่อง Thunderbolt ของ MacBook Air ออกจอ Dell Ultrasharp U2417H ก็สามารถใช้งานได้ทันที รวมถึงสามารถฟังเพลงด้วยการเสียบหูฟังกับช่อง 3.5 มิลลิเมตรของจอ และก็สามารถชาร์จมือถือ/เสียบใช้งานข้อมูลจาก USB drive กับช่อง USB ของเครื่องได้ด้วย ทั้งนี้ก็เนื่องจากความสามารถของพอร์ต Thunderbolt ที่สามารถรับส่งข้อมูลไปพร้อมกับการส่งภาพของมาตรฐาน DisplayPort ด้วยนั่นเอง

แต่ทางที่ดี แนะนำว่าต่อสาย USB Type-B จากจอมาเข้าคอมด้วยอีกเส้นก็จะดีครับ เพื่อประสิทธิภาพในการถ่ายโอนข้อมูลที่สูงสุด

OriginalPng

นอกจากนี้ด้วยการที่ตัวเครื่องรองรับทั้ง DisplayPort แบบ In และ Out ทำให้เราสามารถเชื่อมหลายจอเข้าด้วยกันในรูปแบบของ daisy chain ได้ด้วย (ตัวอย่างดังภาพด้านบน) ทำให้สุดท้ายแล้ว จะมีสาย DP เส้นเดียวที่ต่อกับคอมพิวเตอร์ไปยังจอหลัก จากนั้นก็ใช้สาย DP ต่อจากช่อง DP Out ของจอหลัก ไปต่อกับ DP In ของจอเสริมอื่นๆ กันเอง ช่วยลดความยุ่งยากวุ่นวายในการจัดการสายได้เป็นอย่างดี โดย Dell Ultrasharp U2417H รองรับการต่อจอเสริมออกไปอีกได้สูงสุด 2 จอ ที่ความละเอียด 1920 x 1080 60Hz

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-20     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-19

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-15     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-38     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-39     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-41     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-42     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-43

แกลเลอรี่ด้านบนนี้ก็เป็นชุดภาพที่ให้เห็นถึงหน้าตาส่วนเชื่อมต่อจอกับขาตั้ง รวมถึงตัวอย่างการปรับมุมจอในแบบต่างๆ กัน ทั้งขณะใช้จอแนวนอนตามปกติ และการใช้จอในแนวตั้งครับ

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-34

ส่วนสวิตช์เปิด/ปิดที่มีไฟแสดงสถานะการทำงานอยู่ด้วย และปุ่มปรับค่าต่างๆ ของจอ จะถูกซ่อนอยู่ที่ขอบตรงมุมขวาล่างของจอ ถ้ามองจากมุมที่ใช้งานตามปกติ จะไม่เห็นอย่างแน่นอน ก็อาจจะทำให้การสังเกตสถานะการทำงานทำได้ไม่สะดวกนัก แต่ในทางกลับกัน มันก็ช่วยให้ไม่มีไฟรบกวนสายตาได้เช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าใช้ไปซักพักก็คงจะชินไปเองครับ

การแสดงผลของ Dell Ultrasharp U2417H

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-5

จอ Dell Ultrasharp U2417H ถูกออกแบบมาให้มีขอบจอที่บางมากๆ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นไร้ขอบซะทีเดียว

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-7

ด้วยการที่ขอบจอบางมาก จึงน่าจะเหมาะกับการใช้งานที่ต้องใช้งานมากกว่าหนึ่งจอเชื่อมกัน เพื่อเพิ่มพื้นที่แสดงผล

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-35

ส่วนเรื่องของสีสันบอกเลยว่าหายห่วงครับ เพราะมันสามารถแสดงผลสีได้ครอบคลุมถึง 99% ตามมาตรฐาน sRGB โดยมีค่า Delta-E <2 ซะด้วย โดยเจ้าค่า Delta-E นี้จะแสดงให้เห็นถึงความผิดเพี้ยนของสี ซึ่งยิ่งเลขน้อยก็ยิ่งดี เมื่อเทียบกับจอรุ่นเก่าอย่าง Dell Ultrasharp U2414H ที่มีค่า Delta-E เคลมมาว่าอยู่ที่ <4 ก็แสดงว่า U2417H นั้นได้รับการพัฒนาเรื่องความถูกต้องของสีมาได้ดีขึ้นกว่ารุ่นเก่าจริงๆ เสียดายที่ทางเราไม่มีจอรุ่น U2414H มาให้เทียบกัน ไม่อย่างนั้นคงจะพอเห็นความแตกต่างได้มากกว่านี้ครับ

พอลองใช้งานจริง สีสันที่ Dell Ultrasharp U2417H แสดงออกมา ถือว่าทำได้ตามมาตรฐานของซีรีส์ Dell Ultrasharp เลย ทั้งเรื่องความสดใสของสีสันที่ไม่มากเกินไป คอนทราสต์ที่กำลังเหมาะกับการใช้งาน ถือว่าเป็นจอสำหรับใช้ตกแต่งรูปภาพตั้งแต่ระดับเริ่มต้น ไปจนถึงระดับกึ่งๆ โปรได้สบายมาก หรือจะใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันก็ได้เช่นกันครับ รับรองเลยว่าถูกใจเรื่องภาพแน่นอน

ส่วนการแสดงผลภาพเคลื่อนไหวก็อยู่ในระดับมาตรฐาน ไม่โดดเด่น แต่อาจจะไม่เหมาะกับการเล่นเกมแนว FPS หรือเกมที่มีการเคลื่อนไหว ตัดภาพเร็วๆ เพราะด้วย response time ของจอที่ค่อนข้างสูงไปหน่อยสำหรับการเล่นเกม จึงทำให้เกิดภาพ ghost อยู่เหมือนกัน

ส่วนปัญหาเรื่องแสงรั่วตรงขอบจอ จากที่ผมลองทดสอบมา ก็ยังพบอยู่เล็กน้อยครับ

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-37

มีซูมเม็ดพิกเซลให้ชมกันด้วยครับ

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-3

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-9     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-10     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-11

 

ทีนี้มาดูความกว้างของมุมมองภาพกันบ้าง อย่างในภาพด้านบนก็เป็นการเทียบกับ MacBook Air 2013 จะเห็นเลยว่าขนาดหันมุมมองจอเล็กน้อยเมื่อมองจากมุมกล้อง ภาพจาก MacBook Air ก็เริ่มมืดลงไปแล้ว แต่ภาพจากจอ Dell Ultrasharp U2417H ยังสว่างดีอยู่ ส่วนด้านล่างก็เป็นแกลเลอรี่รวมภาพจากการมองด้านข้างจอครับ จะเห็นว่าแม้จะมองจากมุมเกือบระนาบเดียวกับจอ สีสันก็ยังค่อนข้างแม่น และยังมองเห็นรายละเอียดต่างๆ ในภาพได้อยู่

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-4

มุมจากด้านบน ก็ยังทำได้ดี เมื่อเทียบกับ MacBook Air 2013 ที่ภาพดูสว่างวาบขึ้นมาซะแล้ว แต่ภาพจากจอ Dell Ultrasharp U2417H ยังมีสีสันและความสว่างคงเดิมอยู่

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-21     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-22 

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-23     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-32  

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-24     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-25

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-26     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-27

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-28     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-29

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-30     Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-31     

ส่วนแกลเลอรี่ด้านบนนี้ ก็จะเป็นภาพการใช้ปุ่มด้านล่างเพื่อปรับการตั้งค่าของจอ โดยจะมีให้ใช้ด้วยกัน 4 ปุ่ม สามารถตั้งปุ่มลัดได้กับ 2 ปุ่มกลาง ว่าจะให้เป็นการปรับค่าใดแบบลัด เช่น เปลี่ยนพอร์ตเชื่อมต่อจอ หรือปรับโหมดการแสดงผล เป็นต้น รวมถึงมีตัวอย่างภาพอินเตอร์เฟสการปรับตั้งค่าต่างๆ ให้ชมด้วยครับ

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-46

สำหรับใครที่สงสัยว่าช่อง HDMI ของ Dell Ultrasharp U2417H สามารถใช้ต่ออุปกรณ์อื่นๆ เช่น พวกกล่องเคเบิลทีวี หรือพวก ChromeCast ได้หรือไม่ ผมจัดการลองต่อกับ ChromeCast เรียบร้อยครับ ใช้งานได้แบบไร้ปัญหา และยังสามารถต่อกับช่อง USB ของจอเพื่อจ่ายไฟได้เลยด้วย

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-45

ถ้าหากต้องการชาร์จไฟให้สมาร์ทโฟน เสียดายที่ตอนทดสอบ ผมไม่ได้ลองเสียบชาร์จกับพอร์ตที่ออกแบบมาสำหรับชาร์จอุปกรณ์ (พอร์ตล่างของด้านข้างจอ) ส่วนพอร์ตอื่นๆ ที่ผมลอง พบว่าสามารถจ่ายไฟได้ประมาณ 5V 0.5-0.7A ซึ่งจัดว่าช้ากว่าการชาร์จกับอะแดปเตอร์มือถือแบบปกติอยู่พอสมควร

Review-Monitor-Dell-Ultrasharp-U2417H-NotebookSPEC-8

สรุปแล้ว จอ Dell Ultrasharp U2417H เป็นจอที่เหมาะกับทั้งการใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป รวมถึงการใช้เพื่อตกแต่งภาพตั้งแต่ระดับเริ่มต้น ไปจนถึงกึ่งโปรได้อย่างเยี่ยมยอด กับราคาค่าตัวในช่วง 9,000 กว่าบาท ด้วยการแสดงผลที่ได้มาตรฐาน sRGB ถึง 99% มีค่าความคลาดเคลื่อนต่ำมาก ทั้งยังได้มุมมองภาพที่กว้างอันเกิดจากคุณสมบัติของพาเนล IPS แถมยังให้พอร์ตเชื่อมต่อมาอย่างครบครัน จะติดก็เพียงแค่เรื่องแสงลอดจากขอบจอที่ยังมีอยู่บ้าง และอาจจะไม่เหมาะกับการเล่นเกมแนว FPS ซักเท่าไร เนื่องจากค่า response time ที่สูงเกินไปสำหรับการเล่นเกม

ข้อดี

  • แสดงผลภาพได้ดีมาก ให้สีสันตรงตามมาตรฐาน sRGB ถึง 99% และมีค่าความคลาดเคลื่อน Delta-E น้อยกว่า 2 และได้รับการคาลิเบรตมาจากโรงงานเรียบร้อยแล้ว
  • ระดับความสว่างและคอนทราสต์ เหมาะสมสำหรับการใช้งานทั่วไป
  • มุมมองกว้างด้วยพาเนล IPS มีการสะท้อนแสงภายนอกน้อยมากๆ
  • พอร์ตเชื่อมต่อครบครันทั้ง HDMI, DP (In & Out), Mini DP และยังมี USB 3.0 ที่ถูกปรับตำแหน่งให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น
  • โครงสร้างแข็งแรง ปรับองศาจอได้ง่าย
  • การรับประกันแบบ On-site service ของ Dell นาน 3 ปี

ข้อสังเกต

  • ยังมีปัญหาแสงลอดจากขอบจออยู่บ้าง
  • ค่า response time สูงไปนิด ไม่ค่อยเหมาะกับการใช้เล่นเกม โดยเฉพาะแนว FPS
  • ไม่มีแถมสาย HDMI มาให้ในกล่อง

 

คลิกที่นี่ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม และ สั่งซื้อออนไลน์ 

ที่มา : https://notebookspec.com


เรื่องแนะนำ

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ในเมื่อทางฝั่ง AMD มี CPU ระดับ Hi-End ที่มาพร้อมกับจำนวน Core และ Thread แบบเหลือกินเหลือใช้ ทาง Intel ที่เป็นคู่แข่งเจ้าสำคัญซึ่งยังเป็นเจ้าตลาดอยู่ก็อยู่เฉยไม่ได้ เพราะจะยอมให้ AMD นั้นมาแย่งตำแหน่งไปโดยไม่ทำอะไรก็คงจะไม่ได้ .. หลังจากที่ Ryzen บน Platform AM4 เปิดตัวมาก่อนหน้านี้และสามารถทำยอดขายได้ดี ดึงส่วนแบ่งการตลาดมาจาก Intel ได้พอสมควร .. และตอนนี้ก็มีข่าวของ Threadripper มาอีกใน Segment ที่สูงขึ้น ก็เป็นปกติครับที่ Intel จะต้องมีมาตรการเปิดตัว Product ออกมาแข่งขันกัน โดยที่ไม่นานมานี้ Intel เองก็ได้เปิดตัว Platform HEDT ที่ใช้ Socket LGA2066 ไปแล้ว พร้อมกับ Mainboard X299 แต่ว่า CPU นั้นก็ทะยอยเปิดตัวออกมาทีละรุ่น ปัจจุบันที่เห็นใช้กันมากที่สุดก็คงจะเป็น Core i7-7800X ด้วยราคาที่ไม่แพง และเป็นชิพระดับเริ่มต้นของ LGA2066 .. ต่อมาใน Q3 ของปีนี้ทาง Intel ก็มีแผนจะเปิดตัวและวางจำหน่ายเพิ่มเติมอีก โดยหลักๆแล้วจะมีสองรุ่นคือ Core i9-7920X ที่จะมากับ 12-Core / 24-Thread และ Core i9-7960X ที่จะมากับ 16-Core / 32-Thread .. นอกจากนั้นก็อาจจะมีอีกรุ่นที่ไม่แน่ว่าจะเปิดตัวภายในปีนี้ทันหรือเปล่า กับ Core i9-7980XE ที่มากับจำนวน Core / Thread มากถึง 18/36  แต่ตอนนี้เราได้ข้อมูลของตัว Core i9-7960X (16/32) มาก่อนเลยครับ โดยที่มันจะมากับ L2 Cache 1MB ต่อ Core , และ L3 Cache แบบ Shared ทั้งหมด 22MB .. การรองรับอุปกรณ์อื่นๆก็จัดมาเต็มด้วย Lane ที่มีมากถึง 44-Lane ในแบบ PCI-Express Gen 3.0 , รองรับ Memory แบบ Quad Channel (DDR4) .. เรื่องความเร็ว Frequency นั้นก็ดูแล้วจะต่ำกว่ารุ่นน้องที่มี 12-Core อยู่ เพราะจากข้อมูลที่หลุดมานั้นจะมี Base Clock อยู่ที่ 2.5GHz เท่านั้น ส่วนตัวเลข Boost Clock ก็ยังไม่แน่ใจครับ   รายละเอียดทั้งหมดนี้ก็หลุดมากับโปรแกรม GeekBench ขาประจำที่ชอบทำรายละเอียด CPU หลุดออกมา ไม่แน่ว่าผู้ผลิต Mainboard หรือวิศวกรท่านไหนเอา CPU ไปลองเล่นแล้วลืมปิด Internet หรือเปล่า มันจึงได้อัพเข้าไปอยู่ใน Database ของ GeekBench อยู่เรื่อยเลย .. คะแนนของ CPU รุ่นนี้ก็อยู่ที่ราว 33,xxx ในแบบ Multi-Thread จากตัวเลขนี้เราก็เห็นว่าคะแนนสูงกว่าของฝั่งคู่แข่งอย่าง AMD Ryzen Threadripper 1950X ที่ทำคะแนนออกมาได้ที่ 27,xxx .. ส่วนคะแนน Single-Thread ของ i9-7960X นั้นดูแล้วจะทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ โดยที่คะแนนออกมาที่ 5,2xx เท่านั้น น้อยกว่ารุ่นน้องร่วมค่ายอย่าง Core i7-7740X ที่เก่ากว่าด้วยซ้ำ.. ส่วนสาเหตุที่คะแนนออกมาต่ำ น่าจะเป็นเพราะเรื่อง Clock Speed ล้วนๆเลยครับ อย่างที่เห็นว่ามันเริ่มที่ 2.5GHz เท่านั้น สุดท้ายแล้วแอดมินก็อยากให้แยกกันนิดนึงครับ ว่าทำไม CPU รุ่นท๊อปๆแบบนี้ให้ Clock Speed มาต่ำ .. ตรงนี้ก็ต้องเข้าใจก่อนว่าพวกนี้เขาไม่ได้ออกแบบมาให้เล่นเกมส์เหมือนพวก Core i7-7700K ที่เดาว่าอาจจะเล่นเกมส์ดีกว่าตัวนี้ด้วยซ้ำ พวกนั้นจำนวน Core / Thread อาจจะเยอะไม่เท่า แต่ว่า Clock Speed มันดันไปได้ที่ 4.5GHz กันเป็นปกติอยู่แล้ว และการเล่นเกมส์ ณ ปัจจุบัน ส่วนใหญ่มันก็ไม่ได้รองรับการใช้งาน Core หรือ Thread ได้มากกว่า 4 เลยด้วยซ้ำ .. เพราะฉะนั้นพวกตระกูล Core i9 นี้จะเหมาะสมกับการทำงานแบบ Workstation เสียมากกว่า เพราะว่าการทำงานแบบ Render ต่างๆจะใช้ประสิทธิภาพของจำนวน Core / Thread ได้เต็มที่ และตรงนี้แหละครับที่ Core i9 จะทำประสิทธิภาพดีกว่าพวก Core i7 หรือ Platform LGA1151 เป็นเท่าตัวเลย ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
Supercapacitor เป็นสิ่งที่มนุษย์เราพยายามจะสร้างกันมานานแล้ว เนื่องจากตัวนำยิ่งยวดนี้สามารถนไฟฟ้าได้อย่างดี ถ้านำไปใช้กับแบตเตอรีก็จะทำให้ชาร์จไฟเต็มในไม่กี่วินาที แทนที่จะต้องใช้เวลาชาร์จไฟมือถือกันหลายชั่วโมง นอกจากชาร์จไฟไวแล้ว ตัวนำยิ่งยวดยังมีข้อดีด้านความคงทนอันยาวนานอีกด้วย ล่าสุดนักวิจัยที่ Drexel พบจุดสมดุลย์ที่จะสร้างตัวนำยิ่งยวดได้ โดยพัฒนาอิเล็กโทรดให้ใช้วัสดุประเภทนาโนฯ ชื่อว่า MXene สามารถชาร์จไฟได้ไวกว่าเดิมมาก ข้างในเป็นการอัด oxide-metal แบบสองมิติให้แน่นไปด้วยไฮโดรเจล ทำให้โครงสร้างภายในนำไฟฟ้าได้ดี และขณะเดียวกันก็ยังให้ไอออนในแบตเตอรีเคลื่อนที่ไปเพื่อชาร์จไฟได้ด้วย ในห้องแล็บทดสอบนั้นแบตเตอรี MXene สามารถชาร์จไฟได้ใน 10 มิลลิวินาทีก็เต็มแล้ว รถยนต์ไฟฟ้า หรือมือถือในอนาคตอาจจะชาร์จกันไม่เกินนาทีก็เต็ม ปัญหาของแบตเตอรีนี้ก็เหมือนกับตัวอื่นๆ คือต้องทำการสเกลขึ้นไปให้ใหญ่ระดับผลิตจำนวนมาก มีความสเถียร และใช้งานได้จริง คงต้องรอกันอีกหลายๆ ปี (อีกแล้ว) กว่าเราจะเห็นเทคโนโลยีนี้ก้าวไปข้างหน้าและออกสู่ตลาด ข้อดีคือเทคโนโลยีนี้ไม่ได้แตกต่างจากปัจจุบันมากนัก ฝั่งโรงงานแต่เลือกใช้อิเล็กโทรดแบบใหม่ก็เสร็จแล้ว ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
เวลามันก็ผ่านไปไวจริงๆ เพราะไม่นานก็ผ่านครึ่งปีไปแล้ว นั่นก็หมายความว่าอีกไม่นานหลังจากนี้ Intel ก็ต้องเปิดตัว CPU รุ่นใหม่เหมือนที่มีการเปิดตัวในทุกๆปี และจาก Road Map ที่เราดูมาก็ให้คำตอบว่าชื่อของรุ่นต่อไปจาก Kaby Lake ที่ขายกันอยู่ในปัจจุบันก็จะเป็นรุ่น Coffee Lake นั่นเองครับ .. แต่แค่นั้นมันก็ไม่ใช่ประเด็นอะไรใหญ่โต แต่ว่าที่น่าสนใจก็คือปีนี้ Intel ต้องมีไม้เด็ดงัดออกมาโชว์ เพราะว่าถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆปีที่ทางคู่แข่งอย่าง AMD นั้นมี Processor (CPU) ที่มีประสิทธิภาพและราคาสู้ Intel ได้ หลังจากที่ฝั่ง Intel นั้นผูกขาดตลาดค่อนบนมานาน ด้วยความที่ตลอดหลายๆปีที่ผ่านมา AMD ก็ไม่ได้มี CPU ใหม่ๆออกมาสู้กับ Intel เลย จึงทำให้ Intel เองก็ไม่ได้มีการพัฒนาอะไรอย่างก้าวกระโดด จนกระทั่งล่าสุดนี้ที่มี Ryzen ออกมาทำให้ เกมส์การแข่งขันในตลาด CPU กลับมาคึกคักอีกครั้ง .. ซึ่งก็ดีกับผู้บริโภคอย่างเราจริงๆ อิอิ Coffee Lake ปีนี้ก็จะยังคงเป็น 14nm อีกแล้วววววว หลังจากที่เลิกใช้แผนการเปิดตัวแบบ Tick Tock มาซักพัก ทำให้ยังอยู่ที่ขบวนการผลิตเดิม .. จริงๆ Intel เองก็อยากจะลดขบวนการผลิตเหมือนกันตามข้อมูลของข่าวอื่นๆ แต่ว่าการทำให้เป็นจริงนั้น ทำได้ยากมาก เพราะว่ายิ่งเล็กก็ยิ่งซับซ้อน คงจะต้องใช้ 14nm กันไปก่อนที่จะย้ายไป 10nm ในยุคของ Cannonlake ที่จะมาหลังจาก Coffee Lake ไปอีก / และมันจะน่าสนใจยังไง เอาอะไรไปสู้กับ AMD หล่ะ ถ้าในเมื่อไม่มีการลดขบวนการผลิต ? คำตอบคือจำนวน Core ที่จะได้มาไงหล่ะครับ หลังจากมีการเปิดตัว Intel Core i7-2600K ในปี 2011 ที่ผ่านมา CPU รุ่น Top ของตระกูล Core i7 ระดับ Mainstream ก็จะเน้นว่าต้องมี 4-Core และ 8-Thread ตลอด .. แต่คราวนี้คงจะต้องเปลี่ยนแผนซักหน่อยแล้ว หลังจากที่ AMD มี Core มาให้มากขึ้น คราวนี้ Intel จึงต้องใส่ 6-Core และ 12-Thread มาให้ในรุ่น Core i7-8700K และคาดเดาจากสถานการณ์การแข่งขันแล้ว ทาง Intel ก็ไม่น่าจะขึ้นราคาได้ด้วย .. นั่นก็หมายความว่าราคาจะอยู่ในระดับเดียวกับ Core i7-7700K แต่จะได้ 6-Core / 12-Thread มาด้วย โปรแกรม CPU-Z ก็มักจะเป็นโปรแกรมหลักถ้าเราต้องการจะดูสเป็คคอมพิวเตอร์เครื่องนึง โดยให้รายละเอียดอย่างดีในส่วนของ CPU / Motherboard / Memory ซึ่งตรงนี้ก็มีรูปหลุดของ Coffee Lake ออกมาแล้วครับ จะเป็นรุ่นไหนไม่สำคัญ รู้แค่ว่ามี 6-Core / 12-Thread แล้ว มากับ Clock Speed ยืนพื้นที่ 3.5GHz กับ Boost Clock ที่ 3890Hz (อาจจะทำได้มากกว่านี้หรือเปล่าไม่แน่ใจ) .. ค่า TDP ก็จะอยู่ที่ 80W และรายละเอียดอื่นๆก็ดูตามรูปเลยครับ สเป็คขึ้นมาตามนั้นน่าจะตรงทุกอย่าง แค่เราไม่รู้ชื่อรุ่นเฉยๆ เพราะว่าทาง CPU-Z Database ยังไม่ได้เพิ่มเข้าไปเท่านั้นเองครับ เพื่อนๆคิดว่ายังไงกันบ้างกับสถาปัตยกรรมใหม่ของ Intel นี้ ผิดหวังหรือเปล่าที่ไม่ได้มีการลดลงไปที่ 10nm .. แต่ส่วนตัวแอดมินเองก็มองว่าน่าเสียดายส่วนนึง แต่อีกส่วนนึงก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะว่ายังใช้ Platform LGA1151 เหมือนกับ 2 Generation ที่ผ่านมา ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ Mainboard Gen ที่แล้วจะรองรับ Coffee Lake ผ่านการอัพเดท BIOS ยืดอายุการใช้งานให้กับ Hardware Component ไปอีกหนึ่งปี ลดการอัพเกรดที่ไม่จำเป็น และที่สำคัญไม่ต้องเสียตังอัพเกรดใหม่บ่อยๆ เพราะว่า Platform เก่านั้นยังใช้ได้อยู่ .. ส่วนเรื่องความคุ้มค่าที่เพิ่มขึ้นมาด้วยความที่มี 6-Core / 12-Thread นั้นต้องขอบคุณ AMD เลยครับ เพราะถ้า AMD ไม่มีโปรดักส์มากระชากใจ กระตุ้นตลาดอย่าง Ryzen ท่าทาง Intel ก็คงยังไม่ขยับเหมือนเดิม ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
  Technology นั้นเป็นสิ่งที่มาไว ไปไว แต่ทาง Microsoft กับ Intel พันธมิตรคู่ยากก็พยายามทำให้เทคโนโลยีรุ่นใหม่ทำงานร่วมกับของเก่าได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยชิป Atom สถาปัตยกรรม Clober Trail จาก 4 ปีก่อนถึงวันจากลาแล้ว เมื่อจะทำการอัพเดทเป็น Windows 10 Creator Update ระบบจะบอกว่าไม่สามารถติดตั้ง Windows 10 บน PC เครื่องนี้ได้ Microsoft แถลงว่าพีซีที่เป็นชิป Clover Trail จะไม่ได้รับอัพเกรดเป็น Windows 10 รุ่นใหม่ๆ แล้ว เนื่องจากทาง Intel ไม่ยอมส่งอัพเดทเฟิร์มแวร์รุ่นใหม่มาให้ โดยทาง Intel ทิ้งลูกค้าแล้วเรียบร้อย และเนื่องจากไม่มีไดร์เวอร์ที่สำคัญ ทำให้ทาง Microsoft ไม่สามารถอัพเกรด Windows 10 Creator Update บนชิปเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่ควรจะเป็น อย่างไรก็ตามทาง Microsoft จะยังให้เครื่องที่เป็น Clover Trail รัน Windows 10 ตัวเก่าได้ โดยจะยังคงมีอัพเดทคาวมปลอดภัยให้จนถึงปี 2023 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่ Windwoos 8.1 หมดอายุซัพพพอร์ทพอดี ชิป Clover Trail นั้นเป็นชิป Atom รุ่นแรกที่มี Dual Core โดยในตอนนั้นสามารถแข่งขันกับ Snapdragon ต่างๆ ได้ แม้จะมีประสิทธิภาพการทำงานที่ไม่แรงนัก แต่กินไฟน้อยมาก จากนั้นทาง Intel ก็หนีไปเร่งพัฒนา Bay Trail ที่กินไฟน้อย ประสิทธิภาพสูงกว่าเพื่อเข้ามาแทนที่ อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของ Clover Trail นั้นไม่สามารถรันงานใหม่ๆ บน Windows 10 Creator Update ได้ ไม่ว่าจะเป็น Paint 3D, Game Livestreaming, Cortana และอื่นๆ อีกมาก ทำให้อัพเดทสุดท้ายที่ติดตั้งได้คือ Windows 10 Anniversary Update นั่นเอง ขอขอบคุณแหล่งที่มา :https://www.overclockzone.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
สำหรับสินค้าที่ซื้อในช่วงต่อไปนี้ 15-31 กรกฎาคม 2560 ลุ้นรับเครื่องเล่น X-Box ประกาศผลวันที่ 3 สิงหาคม 2560 1 - 15 สิงหาคม 2560 ลุ้นรับ Roccat Gaming Set ประกาศผลวันที่ 18 สิงหาคม 2560 15-31 สิงหาคม 2560 ลุ้นรับเครื่องเล่น เก้าอี้ Gaming ประกาศผลวันที่ 3 กันยายน 2560 1-15 กันยายน 2560 ลุ้นรับเครื่องเล่น ทองคำ 0.5 บาทประกาศผลวันที่ 18 กันยายน 2560 15-30 กันยายน 2560 ลุ้นรับเครื่องเล่น DJI Drone Spark ประกาศผลวันที่ 3 ตุลาคม 2560 **เพียงส่งข้อมูลการซื้อสินค้า, ชื่อ-นามสกุล, เบอร์ติดต่อ เข้ามาที่ Inbox : AMDThailand  เงื่อนไข การตัดสินของทาง AMD ถือเป็นที่สิ้นสุด รายการอาจเปลี่ยนแปลงโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ร้านค้างดร่วมกิจกรรม ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com