ข่าวไอที / Apple ปล่อยโปรแกรมฟรียกแผง iMovie, GarageBand, iWork ทั้งบน iOS และ macOS

เรื่องนี้โดนใจไลค์หน่อย โพสโดย admin เมื่อ 2017/04/20 | เข้าชม 287 ครั้ง

 

Apple ประกาศวันนี้ว่าแอพ iMovie, iWork และ GarageBand จะกลายเป็นแอพฟรี ผู้ที่ใช้งาน macOS และ iOS สามารถโหลดไปใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายเงิน

ที่ผ่านมาแอพเหล่านี้สามารถโหลดได้ฟรีถ้าหากว่าผู้ใช้ซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่จาก Apple ไปใช้งาน โดยหนึ่งเครื่องจะได้หนึ่งแอคเคาต์ที่สามารถโหลดไปใช้ได้ฟรี อย่างไรก็ตามอัพเดทราคาครั้งนี้ทำให้ผู้ที่ใช้งานเครื่องเก่าๆ ที่ไม่ยอมซื้อใหม่สามารถติดตั้งแอพเหล่านี้ได้ด้วย

iWorks นั้นเป็นแอพรวมงานเอกสารสาย Mac ไม่ว่าจะเป็น Keynote (เหมือน PowerPoint) Pages (เหมือน Word) และ Numbers (เหมือน Excel) ส่วน iMovie เป็นโปรแกรมตัดต่อวิดิโอ และ GarageBand เป็นโปรแกรมตัดต่อเสียง

ข่าวดีนี้น่าจะส่งผลกับผู้ที่ซื้อเครื่องมือสองไปใช้งานด้วย เนื่องจากสามารถโหลดได้ทันทีแม้เจ้าของเก่าจะเคยกดโหลดไปแล้วก็ตาม นอกจากนี้ภาคการศึกษาและธุรกิจก็จะโหลดได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่อง License อีกด้วย

ที่มา : https://www.overclockzone.com 


เรื่องแนะนำ

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
               ล่าสุดทางแบรนด์ MSI ก็ได้เปิดตัวการ์ดจอรุ่นใหม่ล่าสุดจากตระกูล Lightning ที่ทาง MSI เรียกว่า "Built to be perfect" หรือว่าออกแบบมาอย่างไร้ที่ติ ทำให้มันเป็นหนึ่งในการ์ดเรือธงของแบรนด์เลยก็ว่าได้ครับ ! สิ่งแรกที่เราเห็นคือดีไซน์ที่ล้ำสมัยเข้ากับคอนเซ็ปต์ของยุคปัจจุบัน และฟีเจอร์เด็ดๆอย่างเช่น Heatsink TRI-FROZR และพัดลม TORX 2.0 FANS , SuperPipe Technology และ Military Class 4 Components .. ทำให้เจ้า MSI GeForce GTX1080 Lightning Z นี้เป็นการ์ดที่ใช้อุปกรณ์ระดับท๊อปทั้งหมด ! MSI เองที่ขึ้นชื่อเรื่องการออกแบบระบบระบายความร้อนอยู่แล้วก็ได้มากับการออกแบบที่ดีขึ้นกว่าเดิม คราวนี้ TRI-FROZR ที่ใหญ่ขึ้นมากว่า TWIN-FROZR อันโด่งดังจากตระกูล Gaming X และ Gaming Z อีก.. ซึ่งก็ตามชื่อเลยครับ TWIN-FROZR ก็จะต้องมีสองพัดลม ส่วน TRI-FROZR ก็ต้องมีสามพัดลมตามชื่อ ไม่น่าจะเดายากแต่อย่างใด .. ขนาดของพัดลมนั้นก็จะประกอบไปด้วย 10cm สองตัว และ 9cm อีกหนึ่งตัว .. ส่วนเรื่องดีไซน์ของใบพัดนั้นก็จะยังคงเป็นแบบฉบับของ TORX FAN 2.0 ที่มีใบพัดผสมกันทั้งแบบตรงธรรมดา และแบบหักงอ เพื่อให้มีการกวาดลมได้ดีมากยิ่งขึ้นกว่าพัดลมทั่วๆไป และยังคงความเงียบที่เหนือชั้น / ส่วนของ Heatpipe นั้นก็มีขนาดใหญ่ 8mm สองเส้น ทำให้ถ่ายเทความร้อนจากกระดอง GPU ไปยังแผ่น Fins ของตัว Heatsink ได้เร็ซยิ่งขึ้น .. อัตราการระบายความร้อนของ Heatsink ชุดนี้จะอยู่สูงสุดที่ 700W ด้วยกัน ! ทางด้านความหล่อเหลาก็จะมาพร้อม Mystic Light ที่เป็นฟีเจอร์ไฟ RGB ของแบรนด์นี้ โดยผู้ใช้จะสามารถปรับแต่งได้อย่างอิสระพร้อมกับ Sync Effect ไฟเข้ากับ Mainboard หรือว่าอุปกรณ์ Gaming Gear, อุปกรณ์ตกแต่งเคสที่ตัว App Support ได้อีกด้วย  ส่วนของความแรงก็มีฟีเจอร์ LN2 BIOS หรือว่าเป็น BIOS แยกขึ้นมาอีกอันเอาใจนัก Overclocker โดยเฉพาะ .. จากที่ปกติการ Overclock การ์ดจอนั้นอาจจะต้องมีการโมดิฟายตัว Hardware เพิ่มเติม แต่ว่าตัวนี้ไม่ต้องแล้วครับ เพราะว่าจะสามารถปลดล๊อคความสามารถของตัวการ์ดที่ผู้ใช้ต้องการออกมาได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจ่ายพลังงาน ที่ปกติต้องโมไฟเพิ่ม แต่ว่าตัวนี้แค่สับ BIOS ก็ทำได้เลย .. พลังการจ่ายไฟก็ไม่ต้องกลัว เพราะว่ามีภาคจ่ายไฟทั้งหมด 14-Phase สำหรับ GPU และอีก 3 Phase สำหรับ Memory วางอยู่บน PCB แบบ 10-Layer / อุปกรณ์ทั้งหมดก็จะเป็น Miltary Class 4 Components ที่เน้นความทนทาน คุณภาพ และสเถียรภาพ โดยจะผ่านการทดสอบอย่างหนักหน่วงในห้องทดลองและผ่านมาตรฐาน MIL-STD-810G ไม่ว่าจะเป็น Power Phase DrMOS 60A ที่เป็น Rate สูงสุด , Hi-CAP Cores , Super Ferrite Choke และ Solid CAP, ทั้งหมดนี้ก็จะทำให้เจ้า Lightning Z นี้เป็นการ์ดที่พร้อมปล่อยประสิทธิภาพสูงสุด  แค่นั้นไม่พอยังมีฟีเจอร์สำหรับนัก Overclock เพิ่มเติมอีก โดยผู้ที่ต้องการความละเอียดมากๆ ก็ยังมี OC Kit ให้มาด้วย อย่างเช่น V-Check Point ที่ให้ผู้ใช้งานนั้นสามารถวัดไฟเลี้ยง (Voltage) ในส่วนของ GPU, Memory, PLL ได้ พร้อมกับ Temp Monitor แบบ Real-time ทั้งในส่วนของ GPU, Memory, และ PLL อย่างละเอียด .. ซึ่งผู้ใช้งานเองยังสามารถสั่ง Overvoltage อุปกรณ์เหล่านั้นได้ด้วย โดยไม่ต้องโมดิฟายตัวการ์ดแต่อย่างใด    ก็นับว่าเป็นการ์ดที่ออกแบบมาสำหรับสาย Extreme ตัวจริงเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น Gamer ก็น่าจะได้ประโยชน์จากอุปกรณ์ที่เน้นความทนทานของตัวการ์ดและความหล่อเหลาในการออกแบบ , ส่วน Overclocker เองก็ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ เพราะว่าออกแบบมาสำหรับการ Overclock อยู่แล้ว ไม่ต้องไปโมดิฟายตัวการ์ดเพิ่มเติมเลยก็พร้อมสำหรับการเล่น Extreme ด้วยการใช้ Nitrogen เหลวแล้วหล่ะครับ ขอขอบคุณแหล่งที่มา: https://www.overclockzone.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
เอซุสเปิดตัวแล็ปท็อปซีรี่ย์ที่บางที่สุดในโลก เตรียมพร้อมวางขายในประเทศไทย เจฟฟ์ โล ผู้อำนวยการระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เอซุส มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศเปิดตัว ซีรี่ย์แล็ปท็อปที่บางที่สุดในโลก ZenBook และ VivoBook สู่ความหรูหราปราณีตเหนือระดับที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพทรงพลังที่ไม่มีใครเทียบได้ ประเทศไทย, 20 มิถุนายน 2560 – ASUS ประกาศเปิดตัวแล็ปท็อปที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดอย่าง ZenBook และ VivoBook ในประเทศไทย ส่งซีรีส์แล็ปท็อปที่บางที่สุดในโลกที่ฉีกกฎทุกการดีไซน์และเทคโนโลยี ด้วยการออกแบบสุดปราณีตและประสิทธิภาพทรงพลัง เพื่อมอบประสบการณ์การใช้แล็ปท็อปที่ดีที่สุดให้กับชาวไทย แล็ปท็อปรุ่นพรีเมี่ยมต่างๆ ที่เอซุสนำมาเปิดตัว ได้แก่ ZenBook 3 Deluxe (UX490 – ราคา 69,990 บาท) แล็ปท็อปขนาด 14 นิ้ว ที่บางที่สุดในโลก ; ZenBook Flip S (UX370 – ราคา 63,990บาท) แล็ปท็อปแบบพลิกจอได้ที่บางที่สุดในโลก ; ZenBook UX430 (ราคา 41,990 บาท) แล็ปท็อปพร้อมการ์ดจอแยกที่บางที่สุดในโลก และ ASUSPRO B9440 (ราคา 49,990 บาท) แล็ปท็อปเพื่อธุรกิจ หน้าจอขนาด 14 นิ้ว ในเครื่องขนาด 13 นิ้วที่เบาที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังมี VivoBook ที่เบาและบางกว่าเดิมในรุ่น VivoBook S15 (S510 – ราคา 22,990 บาท) ที่มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ภายในตัวเครื่องขนาด 14 นิ้ว และ ASUS VivoBook Pro 15 (N580 – ราคา 31,990 บาท) ซึ่งเป็น VivoBook ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา เจฟฟ์ โล ผู้อำนวยการระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เอซุส มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เอซุสเป็นผู้นำตลาดแล็ปท็อปบางเฉียบระดับโลก โดยเป็นผู้สร้างและกำหนดมาตรฐานแล็ปท็อปตั้งแต่ปี 2554 ด้วยการส่งซีรีส์ ZenBook ออกสู่ตลาด ซึ่งภายหลังได้รับการยอมรับจากการประกวดระดับโลกอย่างมากมาย ในวันนี้เรามีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้แนะนำซีรีส์แล็ปท็อปที่บางที่สุดเท่าที่เคยมีมา อย่าง ZenBook และ VivoBook ที่ผสมผสานเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเข้ากับดีไซน์ที่มีความปราณีต ด้วยปรัชญาการออกแบบที่เรียบง่ายแต่ไม่ละเลยถึงประสิทธิภาพให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในนิยามใหม่ “Define the New Edge”  Zenbook 3 Deluxe (UX490) แล็ปท็อปรุ่นพระเอกในงานนี้ ZenBook 3 Deluxe (UX490) โดดเด่นด้วยตัวเครื่องอลูมิเนียมอัลลอยที่บางเพียง 12.9 มิลลิเมตร และน้ำหนักเพียง 1.1 กิโลกรัม ด้วยขนาดตัวเครื่องเท่ากับแล็ปท็อปขนาด 13 นิ้ว แต่มีหน้าจอแสดงผลแบบ NanoEdge ขนาด 14 นิ้ว และด้วยดีไซน์ของจอที่บางเพียง 7.46 มิลลิเมตร ตอบโจทย์ทั้งในด้านการพกพา สะดวก และมีประสิทธิภาพได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตัวเครื่องยูนิบอดี้ที่ผ่านกระบวนการ Anodizing และมีขอบโลหะสีทองนี้ มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ Royal Blue และ Quartz Grey ถูกออกแบบด้วยปรัชญาแห่งเซน  ที่คงความเรียบง่ายแต่งดงาม ตัวแล็ปท็อปถูกออกแบบให้สามารถแสดงประสิทธิภาพทรงพลัง ด้วยหน่วยประมวลผล 7th Generation Intel Core หน่วยความจำ (RAM) LPDDR3 2133 MHz ความเร็วสูง 16GB และ SSD Hard Disk ความจุ 1 TB ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหน่วยความจำที่มีความจุมากที่สุด เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานและการเชื่อมต่อที่เร็วขั้นสุด ZenBook 3 Deluxe ยังมาพร้อมกับ พอร์ท USB Type C ที่รองรับ Thunderbolt 3 ทำให้สามารถโอนถ่ายข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุด 40Gbps และรองรับการเชื่อมต่อกับหน้าจอแสดงผล dual 4K UHD นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์กราฟิกภายนอกเช่น ROG’s XG Station 2 เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการเล่นเกมหรือกราฟฟิกระดับเวิร์คสเตชั่น รวมถึงรองรับ VR ได้อย่างลงตัว ZenBook Flip S (UX370) ไฮไลท์ที่สำคัญอีกหนึ่งโมเดลคือ ZenBook Flip S (UX370) แล็ปท็อปแบบพลิกจอได้ที่บางที่สุดในโลก ที่มาพร้อมกับความสง่างามด้วยตัวเครื่องยูนิบอดี้แบบบางอะลูมิเนียมอัลลอย บางเพียง 10.9 มิลลิเมตร และหนักเพียงแค่ 1.1 กิโลกรัม ZenBook Flip S เป็นแล็ปท็อปที่ผสมผสานความสง่างามน่าค้นหา สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกด้วยการปรับพับหน้าจอได้มากถึง 360 องศา ด้วยหน้าจอความละเอียด 4K UHD  (ขึ้นอยู่กับรุ่น) ทำให้แล็ปท็อปรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ทรงพลัง สามารถแปลงเป็น Tablet ได้ และยังสามารถพกพาได้สะดวกไปในตัว   ZenBook Flip S (UX370) ผสมผสานองค์ประกอบที่มีความสวยงามล้ำสมัย แต่ทรงพลัง ในรูปแบบของแล็ปท็อปที่มีความเบาและบางเฉียบ ด้วยหน่วยประมวลผล 7th Generation Intel Core i7หน่วยความจำ (RAM) LPDDR3 2133 MHz 16GB ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกันแบบไม่ติดขัด และยังมีหน่วยความจำความเร็วสูง (SSD)  พร้อมด้วยอินเทอร์เฟซเป็น PCIe 3.0 x4 ทำให้ ZenBook Flip S มีหน่วยความจำที่เร็วที่สุดในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมี USB Type C สองพอร์ท รองรับการเชื่อมต่อเพื่อแสดงผลระดับ 4K การชาร์จแบตเตอรี่ การถ่ายโอนข้อมูล และการเชื่อมต่ออื่นๆ เพื่อทำให้การพกพาสะดวกยิ่งขึ้นรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับ Mini Dock ที่สามารถเชื่อมต่อกับ HDMI USB3.1พอร์ต และ USB Type C ที่ทำให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้เร็วยิ่งขึ้น ZenBook Flip S รองรับนวัตกรรมและฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดใน Window 10 รวมไปถึง Cortana, Windows Hello, Windows Ink และ Modern Standby ZenBook UX430 สำหรับ ZenBook UX430 แล็ปท็อปซึ่งให้ความบางที่สุดในโลกอีกรุ่น ที่มาพร้อมกับการ์ดจอแยกประสิทธิภาพสูง โดย ZenBook UX430 มีหน้าจอขนาด 14 นิ้ว และมีขนาดตัวเครื่องเท่ากับเครื่องที่มีหน้าจอ 13 นิ้ว กระทัดรัดเหมาะต่อการพกพา ด้วยดีไซน์ของขอบจอที่บางเพียง 7.18 มิลลิเมตร และสีของตัวเครื่องมีความงดงามดั่งคริสตัล ZenBook UX430 มอบประสิทธิภาพอันน่าทึ่ง ด้วยหน่วยประมวลผล 7th Generation Intel Core i7 หน่วยความจำ (RAM) 16GB DDR4 และ SSD ขนาด 512GB รวมไปถึง การ์ดจอแยกNVIDIA® GeForce® 940MX ASUSPRO B9440 เอซุสส่ง ASUSPRO B9440 แล็ปท็อปสำหรับนักธุรกิจที่เบาที่สุดในโลก พร้อมด้วยวัสดุแข็งแรงทนทาน และผ่านมาตรฐานการทดสอบระดับเดียวกับการทดสอบทางทหาร นอกจากนี้ยังมีจอแสดงผล Full HD ขนาด 14 นิ้ว ในตัวเครื่องขนาด 13 นิ้ว โดยมีดีไซน์ที่ขอบจอบางเพียง 5.4 มิลลิเมตร และหนักเพียง 1.05 กิโลกรัม ASUSPRO B9440 เป็นแล็ปท็อปทรงพลัง ปลอดภัย และมีระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพสูง มาพร้อมกับ Intel® Core™ i5 และ i7 U-series CPUs และรองรับอุปกรณ์เพิ่มเติม Intel vPro®นอกจากนี้ยังมีชุดซอฟท์แวร์ ASUS Business Manager อันประกอบด้วยเครื่องมือที่ง่ายต่อการใช้งาน ระบบการจัดการส่วนกลาง และระบบรีโมท เพื่อทำงานจากระยะไกล การมีพอร์ต และ ช่องเชื่อมต่อ ที่ครอบคลุม ทำให้รองรับอินเตอร์เฟซได้อย่างไร้รอยต่อทันทีที่ใช้การทำงานแบบหลายจอแสดงผลพร้อมกัน นอกจากนี้ยังอำนวยความสะดวกในการประชุมผ่านแล็ปท็อป ไปพร้อมๆ กับการนำเสนอวิดีโอและเอกสารในเวลาเดียวกันได้อย่างไม่สะดุด VivoBook S15 (S510) มาที่รุ่น ASUS VivoBook S15 ที่บางและเบากว่ารุ่นก่อน ด้วยขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้วและน้ำหนักเพียง 1.5 กิโลกรัม ประกอบกับความบางเพียง 17.9 มิลลิเมตร ทำให้ VivoBook S15 เป็นแล็ปท็อปที่สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ด้วยน้ำหนักและความกระทัดรัดในนิยามของอัลตร้าบุ๊ค (ultrabook) ASUS VivoBook S15 มีหน้าจอแสดงผล Full HD ขนาด 15.6 นิ้ว แต่มีขนาดเครื่องเท่ากับแล็ปท็อปขนาด 14 นิ้วทั่วไป ซึ่งเป็นผลมาจากดีไซน์ขอบจอ NanoEdge ที่บางเฉียบเพียง 7.8 มม. ทำให้หน้าจอมีสัดส่วนสูงถึง 80% ของตัวเครื่อง เอซุส VivoBook S15 มีหน่วยความจำรุ่นใหม่ล่าสุด Intel® Core i7 และการ์ดจอแยก NVIDIA 940MX พร้อม DDR5 VRAM ซึ่งเร็วกว่า DDR3 ของแล็ปท็อปทั่วไป มีตัวเลือกการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ถึง 2TB HDD และ SSD ความเร็วสูงขนาด 512GB ทำให้การจัดเก็บข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยสามารถอัพเกรด M.2 ได้และสามารถอัพเกรดหน่วยความจำได้สูงสุดถึง 16GBนอกจากนี้ VivoBook S15 ยังไม่ได้ใช้ ODD จึงช่วยให้เพิ่มความคล่องตัวในการพกพา อาจจะสังเกตได้ว่าส่วนประกอบทรงพลังเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เลยเมื่อพิจารณาจากโครงสร้างของเครื่องที่เพรียวบาง แต่สิ่งเหล่านี้คือส่วนสำคัญที่ทำให้แล็ปท็อปเครื่องนี้ของเอซุสโดดเด่นเหนือกว่าคู่แข่ง  VivoBook Pro 15 (N580) สุดท้าย VivoBook Pro 15 รุ่นใหม่จากซีรีส์ VivoBook Pro ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากการเป็นแล็ปท็อปใช้งานทั่วไปที่มีประสิทธิภาพสูงในราคาย่อมเยา ซึ่ง VivoBook Pro 15 ได้ออกแบบรูปลักษณ์แบบใหม่ให้ความทะมัดทะแมงแต่เรียบง่าย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากซีรีส์ ZenBook ของเอซุสซึ่งนับเป็นรุ่นแรกในซีรี่ย์ที่มีหน้าจอสวยงาม FHD ในขนาด 15.6 นิ้ว VivoBook Pro 15 ใช้หน่วยความจำ 7th Generation Intel Core i5 หรือ i7 “HQ” ซึ่งให้ความเร็วกว่า “U” series Core i5 และ i7 ถึง40% โดยมาควบคู่กับ RAM ความเร็วสูง 2400MHz DDR4ขนาด 16GB และให้ตัวเลือกการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีฮาร์ดดิสก์ 2TB พร้อมกับ SSD ขนาด 512GB เพื่อให้ประสิทธิภาพการบู๊ตอย่างรวดเร็ว โดยทั้งหมดจะถูกรักษาเอาไว้ด้วยระบบพัดลมระบายความร้อนอัจฉริยะแบบคู่ ที่จะช่วยควบคุมอุณหภูมิของแล็ปท็อปได้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้จุดเด่นของ VivoBook Pro 15 คือการ์ดจอแยก NVidia GeForce GTX ด้วยจอแสดงผลแบบ FHD ความละเอียด 15.6 นิ้วและลำโพงคู่ที่ได้รับการรับรองจาก Harman Kardon ทำให้VivoBook Pro 15 เป็นแล็ปท็อปที่สามารถทดแทนเกมมิ่งเดสก์ท็อปแบบปกติได้ เพราะสามารถเปิดได้แม้กระทั่งเกมที่มีความต้องการในการตั้งค่าสูงสุด หรือเป็นเวิร์กสเตชันที่ดีสำหรับการประมวลผลภาพและวิดีโอ แม้กระทั่งเป็นอุปกรณ์คู่ใจสำหรับการดูภาพยนตร์ 4K ได้อย่างยอดเยี่ยม ซีรี่ย์ใหม่ทั้งหมดของ ZenBook และ VivoBook จะวางจำหน่ายที่ร้านค้าไอที ตัวแทนจำหน่ายของเอซุสทั่วประเทศในช่วงเดือนกรกฎาคม 2560 นี้ โดยสามารถสัมผัส ZenBook และ VivoBookใหม่ทั้ง 6 รุ่น และลูกค้าสามารถเลือกซื้อ Zenbook UX490 และ ASUSPRO B9940 พร้อมด้วยโปรโมชั่นพิเศษจากเอซุสอีกมากมายได้ เฉพาะในงาน Commart Joy 2017 ในวันที่ 22 – 25มิถุนายน 2560 นี้ (บูธ ASUS P2 แพลนนารี ฮอลล์ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์) เกี่ยวกับ เอซุส เอซุส คือ หนึ่งในบริษัทที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก จัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์จูน และเป็นบริษัทที่มุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คอนเส็ปต์ สมาร์ทไลฟ์ สำหรับวันนี้และอนาคต ผลงานที่โดดเด่นของเอซุสครอบคลุม Zenbo, ZenFone, ZenBook ผลิตภัณฑ์ไอทีและอุปกรณ์อื่นๆที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึง AR, VR และ IoT ปัจจุบัน เอซุสมีพนักงานมากกว่า 17,000 คนทั่วโลก โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาระดับโลกมากกว่า 5,500 คน ด้วยแรงขับเคลื่อนสำคัญที่มาจากนวัตกรรมทันสมัยและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ทำให้เอซุสได้รับรางวัลกว่า 4,385รางวัล และมีรายได้ราว 13.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี  2559 ขอขอบคุณแหล่งที่มา:  https://notebookspec.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ROG MASTERS 2017 - Professional World Class Tournament เอซุส รีพับลิคออฟเกมเมอร์ [ASUS Republic of Gamers (ROG)] ชวนเหล่าเกมเมอร์ชาวไทยเตรียมทีมให้พร้อม!!! เข้าร่วมการแข่งขันเกมส์เพื่อเฟ้นหาตัวแทนทีมจากประเทศไทย เข้าสู่ปรากฏการณ์มหากาพย์อีสปอร์ตระดับโลก ROG MASTERS 2017 ชิงเงินรางวัลรวมรอบ Grand final สูงถึง 17.1 ล้านบาท ($500,000 USD) โดยการแข่งขันแบ่งออกเป็นสองเกมส์ยอดนิยมอย่าง Dota 2 และ CS:GO  ลงทะเบียนเข้าแข่งขัน ROG Masters 2017 อีสปอร์ตระดับโลก ในงาน COMMART JOY 2017 ท่านที่สนใจอย่ารอช้าสามารถลงทะเบียนแข่งขันครั้งแรกที่บูธ ASUS หมายเลข P2 โซนแพลนนารี่ฮอลล์ ภายในงาน COMMART JOY 2017 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติติ์ ตั้งแต่วันที่ 22 – 25 มิถุนายน 2560 พิเศษ!!! สำหรับผู้ลงทะเบียนภายในงาน เตรียมรับของขวัญสุดพิเศษจาก ASUS ไปได้เลย เตรียมทีมของคุณให้พร้อม ทีมละ 5 คน มาลงทะเบียนพร้อมบัตรประชาชน และรับของขวัญสุดพิเศษในแต่ละวัน (เฉพาะ 5 ทีมแรกเท่านั้น) การลงทะเบียนผ่านเว็บไซด์จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน – 8 กรกฎาคม 2560 ที่ www.ROG-MASTERS.com ติดตามรายละเอียดที่ Website : http://www.ROG-MASTERS.com/ Facebook : ASUS Republic of Gamers

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
สำหรับใครที่ต้องการเลือกใช้ PC ขนาดเล็กแบบพกพาขนาดที่พอๆ กับแฟลชไดร์ขนาดใหญ่ น่าจะเคยเห็นเจ้า Stick PC กันบ้าง ซึ่งในปัจจุบันมีออกมามาหลายยี่ห้อด้วยกันทั้ง Intel และ Asus ซึ่งในบทความนี้เราจะมารีวิวเจ้าตัว Asus Vivostick PC (TS10) โดยเจ้าตัวนี้มีราคาอยู่ที่ 5,500 บาท มาดูกันดีกว่าครับว่าเจ้า Stick PC จะสามารถทำอะไรได้บ้าง ข้อมูลสเปคเบื้องต้น CPU : Intel Atom x5-Z8350 Ram : 2 GB LPDDR3 at 1600MHz Harddisk : eMMC 32 GB Port : 1 x Micro USB (For Power Only) 1 x USB 3.0 1 x USB 2.0 1 x Audio Jack(s) (Mic/Headphone Combo Network : 802.11 a/b/g/n/ac, Bluetooth V4.1 OS : Windows 10 Home การใช้งาน การใช้งาน Asus VivoStick ก็ง่ายๆ ครับ เพียงนำเจ้าเครื่องนี้ไปเสียบกับพอร์ต HDMI ของโทรทัศน์หรือหน้าจอมิเตอร์ก็สามารถใช้งานได้เทียบจะทันที โดยต้องเสียบสายไฟเข้าที่พอร์ท Micro USB ด้วยอารมณ์เหมือนกับเสียบชาร์จมือถือนั่นเอง ซึ่งในกล่องจะแถมมาให้เสร็จสรรพ และจำเป็นต้องใช้อแดปเตอร์ที่ให้มาด้วย เพราะ อแดกเตอร์ตัวนี้จะจ่ายไฟแรงกว่าอแดปเตอร์โทรศัพท์มือถือปกตินั่นเอง โดยเจ้าตัว Asus VivoStick สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริม เช่น เมาส์และคีย์บอร์ดไวเลสได้ผ่านช่อง USB ในรูปจะใช้ผลิตภัณฑ์ของ rapoo ที่เป็นเมาส์กับคีย์บอร์ดแบบคอมโบใน USB อันเดียว ถือว่าใช้งานได้สะดวกมากเลยทีเดียวครับ หรือรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้ผ่าน WiFi เหมือนคอมพิวเตอร์ปกติ ซึ่งภายในของ VivoStick นั้น รันระบบปฏิบัติการ Windows 10 แบบโน้ตบุ๊คปกติทั่วไปเลย การใช้งานหลักๆ ต้องบอกว่าพอใช้ได้สำหรับการใช้งานเบาๆ เท่านั้น เช่น เล่นเน็ต พิมพ์งาน หรือดูวิดีโอความละเอียดไม่เกิน Full HD เพราะ ถ้าเราเปิดเว็บหลายพร้อมกัน หรือเล่นเกม คงต้องบอกเลยครับว่าไม่ไหว กระตุก อืด แน่นอนเพราะสเปคเจ้า Asus VivoStick ก็ไม่ได้สูงอะไรแถมมี Ram มาแค่ 2 GB เท่านั้น ส่วนหากใครที่คิดหากจะใช้งานเป็นเวลานานก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะเจ้า Asus VivoStick มีพัดลมระบายความร้อนในตัว หมดห่วงเรื่องความร้อนไปได้เลย แถมเจ้าตัวนี้ยังพกพาได้ง่ายกะทัดรัด และมีน้ำหนักอยู่เพียง 75 กรัมเท่านั้นเองครับ โปรโมชั่นสุดพิเศษในงานคอมมาร์ค มิ.ย. นี้สำหรับ Asus Zenscreen และ Vivostick มีให้เลือก 2 แบบ คือ ซื้อ Vivostick รับฟรี คีย์บอร์ด เม้าส์ ไร้สาย rapoo ในราคา 5,990 บาท ซื้อ Vivostick + จอ Zenscreen รับฟรี คีย์บอร์ด เม้าส์ ไร้สาย rapoo ราคาพิเศษ 14,990 จากปกติ 17,990 บาท สรุป สำหรับเจ้า Asus VivoStick นั้นเหมาะสำหรับคนที่ต้องการใช้งานคอมพิวเตอร์จริงๆ ที่สามารถกพกพาไปไหนมาไหนได้ และใช้งานเบาๆ เป็นหลักเท่านั้น เช่น พรีเซนต์งานกับทีวี หรือทำงานเอกสาร เล่นเน็ตดูคลิปวิดีโอ(ความละเอียดไม่เกิน Full HD) เป็นต้น โดยเจ้าเครื่องนี้ไม่สามารถทำงานหนักๆ หรือเอามาเล่นเกมส์ได้ เนื่องด้วย Ram และพื้นที่ภายในที่มีมาให้จำกัดนั่นเอง ซึ่งถ้ามองจากราคาแล้วถือว่าไม่แพงเลย เพราะได้ Windows 10 Home แท้มาด้วย ถ้าหักค่า Windows ไปแล้ว เจ้าเครื่องนี้ก็คงราคาไม่กี่พันบาทเองครับ ข้อดี ให้ Windows 10 แท้ติดมากับเครื่องเหมือนคอมพิวเตอร์ปกติ สามารถลงโปรแกรมทั่วไปเลยไม่ยุ่งยาก ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา พกพาไปไหนมาไหนสะดวก มีพัดลมระบายความร้อนในตัวสามารถใช้งานนานๆ หลายชั่วโมงได้อย่างไม่มีปัญหา ข้อสังเกต ไม่สามารถเพิ่มหน่วยความจำได้ ให้ Ram มา 2 GB ค่อนข้างน้อยไปหน่อย   ขอขอบคุณแหล่งที่มา: https://notebookspec.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
การทำ Overclocking บน Intel Core-X series ที่ประกอบไปด้วย Skylake-X และ Kaby Lake-X นั้นทาง Videocardz ได้ออกมาให้รายละเอียดเอาไว้ว่า. ข้อมูลสำหรับตัว processors ที่กำลังจะออกมามีศักยภาพในการทำ overclock สูงแต่ต้องการระบบทำความเย็นที่ดีเยี่ยมเพื่อรักษาอุณภูมิไม่ให้แตกแถว. Intel Core-X ‘Skylake-X’ และ ‘Kaby Lake-X’ เยี่ยมในด้าน OC แต่ Liquid Cooling Solutions ต้องดีเยี่ยม ตระกูล Intel Core-X ซึ่งจะประกอบไปด้วย Skylake-X และ Kaby Lake-X จะเปิดตัวออกมาภายในอาทิตย์ที่จะถึงนี้. ซึ่งมันจะประกอบไปด้วย 4, 6, 8, 10 cores ส่วน 12, 14, 16 และ 18 core จะมาเพิ่มภายหลังในไตรมาสที่สาม 2017. เมื่อวาน, เราได้เห็นการทำรีวิวแรกเกี่ยวกับ Intel Skylake-X Core i9-7900X processor และวันนี้, มีรายละเอียดออกมาให้ดูเพิ่มเติม. Videocardz สามารถนำเอาข้อมูลออกมาได้อย่างเป็นทางการจากผู้ทำรีวิว ในรายละเอียดไม่ใช่เพียงแค่ศักยภาพของการทำ overclockability เท่านั้นสำหรับชิปที่กำลังจะมาแต่ยังได้กล่าวถึงข้อดีระหว่างระบบทำความเย็นต่างๆที่จะมีผลต่ออุณภูมิอีกด้วย. ภาพชาร์ตด้านล่างแสดงถึง Core i7-7740X และ Core i9-7900X, สำหรับบาร์สีเขียวจะเป็นระบบทำความเย็นด้วยอากาศ/air cooling, แดงเป็น Cooler Master Liquid 240/น้ำ ส่วนสีฟ้าเป็น Corsair H110. ทาง Intel ออกมาแนะนำสำหรับกลุ่ม overclockers หรือแม้กระทั่งมือสมัครเล่นว่าควรจะนำเอาระบบทำความเย็นแบบ AIO liquid cooling solutions/ทำความเย็นด้วยน้ำแบบสำเร็จรูปมาใช้เพื่อรักษาอุณภูมิซึ่งจะให้ผลที่ดีกว่า ระบบอากาศ/air coolers. และสำหรับใครที่ไปไกลถึงระบบทำความเย็นด้วยน้ำแบบ custom loop liquid cooling solutions จะยิ่งได้ผลที่ดียิ่งขึ้นไปอีก. ในชาร์ต, เราเห็นทั้งสองชิปแสดงอุณภูมิอยู่ที่ 60s ถึง 70s (กลางๆ) ในบททดสอบทางด้านประสิทธิภาพ และกระโดดไปถึง 90C บน air cooling solution และ 80C บน high-end liquid cooling solutions/น้ำในโหมดการใช้งานที่นาน. ชิปทั้งสองถูกทดสอบที่ความเร็ว stock frequencies/ที่กำหนดมาจากโรงงาน หากเป็นแบบ overclocking แน่นอนจะมีผลกระทบที่มากกว่านี้เหตุเพราะมีการปรับแรงดันไฟและจะนำไปสู่อุณภูมิที่จะต้องสูงกว่านี้. แต่ก็มีข่าวดีหากมีการทำ overclocking รูปแบบ custom voltages. Intel Core i7-7740X รุ่นวางตลาดสามารถแตะ 5 GHz ได้ง่ายๆเพียงแค่ 1.205V – น่าจะเป็นข่าวดีสำหรับการทำสถิติใหม่ๆ ทาง Intel ยังออกมากล่าวเสริมอีกว่าศักยภาพของ Core i7-7740X (Kaby Lake-X) ในการทำ overclocks ได้ดีขนาดไหน. จากการสุ่มตัวอย่างจาก 100 CPUs, 75% ของจำนวนชิปสามารถอัด overclock ไปถึง 5 GHz เพียงแค่ค่าดันไฟ 1.205V. ส่วนชิปที่เหลืออีก 24% อาจจะต้องกระตุ้นแรงหน่อยที่ 1.341V ก็หมายความว่า ดวงดีได้ดวงไม่ดีก็เหนื่อยหน่อยหากต้องการเล่น. สำหรับชิปดีที่ปรับแรงดันไฟเพียงนิดหน่อย (~1.255V) ไม่แน่อาจจะทำ overclocks ได้สูงขึ้นไปแตะ 5.1 และ 5.2 GHz ซึ่งถือว่าเยี่ยมและแน่นอนยังต้องการระบบทำความเย็นด้วยน้ำที่ดีเยี่ยมเช่นกัน. ล่าสุด, เรามีข้อมูลเกี่ยวกับ Intel Core i7-7740X versus Core i7-7700K และ Core i9-7900X versus Core i7-6950X มาเปรียบเทียบกันให้ดู (ยังไม่ปรับแต่ง).  Kaby Lake-X chip จากการดูแล้วประสิทธิภาพที่เพิ่มดูเหมือนจะมีข้อจำกัด, Core i9-7900X เอาชนะ Core i7-6950X ได้แบบถล่มทลายโดยเฉพาะราคาที่ทำออกมาถูกลงถึง $700 US. ผลทดสอบ Intel Core i9-7900X และ Core i7-7740X แบบ Stock : สำหรับผู้ผลิตเมนบอร์ดฝั่ง Intel ก็กำลังง่วนอยู่กับการโมสินค้าของตนเอง และไม่แน่หากสิ่งที่จะมาเสริมนั้นมันเข้าขากันดี อาจจะได้เห็นประสิทธิภาพที่ดีมากกว่าที่เห็นนี้ก็เป็นได้ ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.extremepc.in.th