ข่าวไอที / Asus Vivo AiO V221IC มาพร้อมกับ Endless OS ในราคา 21,990 บาทสุดคุ้ม ไม่ต้องง้อ Windows ก็ใช้งานได้

เรื่องนี้โดนใจไลค์หน่อย โพสโดย admin เมื่อ 2017/05/22 | เข้าชม 3044 ครั้ง

ในปัจจุบันแม้ว่า Tablet,Smart Phone จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมาก แต่การใช้งาน Desktop PC ก็ยังคงความจำเป็นอยู่ดี อย่างน้อยๆ ก็เรื่องประสิทธิภาพและขนาดหน้าจอ แต่การซื้อ Desktop PC มาตั้งโต๊ะแบบสมัยก่อนมันก็คงจะแลดูเชยเกินไปและกินเนื้อที่พอสมควร จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถลดความยุ่งยากลงได้และให้มันเหลือสายไฟเพียงแค่เส้นเดียว ซึ่งคอมพิวเตอร์ PC แบบ All-in-One (AIO) คือคำตอบ

Asus AIO -2

ข้อมูลสเปคเบื้องต้น

  • CPU : Intel Core i5-7200U (2.50 GHz 3M Cache, up to 3.10 GHz)
  • GPU : NVIDIA® GeForce 930MX 2GB
  • Ram : 4 GB DDR4 2133MHz
  • Harddisk : 1 TB 5400 RPM
  • Display : 21.5 นิ้วแบบ 16:9 Wide Screen ขนาด Full HD 1920×1080, LED-backlight
  • Connector : 1 x USB 2.0, 1 x Audio Jack(s) (Mic/Headphone Combo), 4 x USB 3.1 Gen 1, HDMI, LAN, Kensington Lock, DC-in, SD Card Reader/ SDHC/ SDXC
  • Network : Wireless 802.11 a/b/g/n/ac, Bluetooth V4.1
  • OS : Endless OS
  • ตัวเครื่องมาพร้อมคีย์บอร์ดและเมาส์ไวเลส
  • น้ำหนัก 4.56 กิโลกรัม
  • ประกัน 3 ปี Onsite by Asus
  • ราคา 21,990 บาท

การใช้งาน

Asus AIO -22

สำหรับเจ้าตัว Asus Vivo AiO V221IC มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Endless OS ซึ่งเป็นระบบฟรีที่มีลักษณะการทำงานดูคล้ายคลึงกับระบบ Mac OS พอสมควร สามารถใช้ได้การทำงานเอกสารหรือใช้เพื่อการศึกษาเป็นหลัก โดยมีโปรแกรมพื้นฐานแนบมาภายในระบบปฏิบัติการภายในทันทีทำให้สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายโดยไม่ต้องมีการเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ต เช่น มี Application มาให้มากกว่า 100 ตัว อีกทั้งยังสามารถรองรับการใช้งาน Microsoft Office ได้อย่างสมบูรณ์อีกด้วย

Asus AIO -6

ส่วนหากเพื่อนอยากใช้งาน Windows ก็สามารถลงได้เช่นกัน โดยลง Windows ผ่านพอร์ท USB ซึ่งเจ้าเครื่องนี้ก็ให้มาสเปคแบบกลางๆ ไม่ได้หวือวาอะไร ด้วย CPU ที่เป็น Intel Core i5-7200U รุ่นประหยัดพลังงาน การ์ดจอแยก NVIDIA® GeForce 930MX 2 GB และ Ram 4 GB DDR4 ซึ่งรุ่นนี้เหมาะสำหรับทำงานเอกสาร เล่นเกมออนไลน์เบาๆ หรือนำมาดูหนัง ฟังเพลง ตกแต่งภาพนิดหน่อย ไม่เหมาะกับการเอามาเล่นเกมหนักหรือทำงานสูงๆ

Asus AIO -8  Asus AIO -4

Asus AIO -12  Asus AIO -13

หน้าจอเป็นแบบขนาด 21.5 นิ้ว LED widescreen Full HD มุมกว้าง 178 องศา ไม่ว่าจะมุมมองไหนก็ให้สีที่ไม่ผิดเพี้ยน ตัวจอสามารถขยับเงย-ก้มได้ในระดับหนึ่ง พร้อมกล้องคุณภาพ HD อยู่กล้างหน้าจอและมีไมค์ตัดเสียงให้สองตัว ส่วนระบบเสียงเป็นแบบ SonicMaster Premium ที่มีตัวลำโพง 2 ดอกขนาดใหญ่ จึงทำให้เสียงที่ออกมามีคุณภาพดียิ่งขึ้น แยกเสียงซ้ายขวาชัดเจน และมีเสียงดังพอสมควร ทำให้ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมได้อรรถรสเพิ่มขึ้น

Asus AIO -19

Asus AIO -20  Asus AIO -11

ด้านหลังตัวเครื่องก็มีพอร์ทต่างๆ มาให้ครบครันเลยทีเดียว ทั้ง USB 3.1 Gen 1 จำนวน 4 ช่อง, USB 2.0 จำนวน 1 ช่อง, HDMI, LAN และ SD Card Reader แถมตัวเครื่องทีขอบที่ค่อนข้างบางเพียง 7.2 mm ทำให้ดูสวยงามพอสมควรไม่เกะกะพื้นที่ ซึ่งไม่ว่าจะวางมุมไหนของห้องก็ดูสวยงามเป็นอย่างดี ส่วนขอบด้านข้างซ้ายจอจะมี USB 2.0 ให้ 1 ช่อง และขอบด้านขวาจะมีรูเสียบหูฟังและไมค์แบบ Combo 1 ช่อง

Asus Monitor-3

สรุป

เจ้า Asus Vivo AiO V221IC ดูน่าจะมองเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่พื้นที่จำกัด ไม่ชอบอะไรที่เกะกะและอยากได้เครื่องที่วางแล้วสบายตา ไม่ได้เน้นสเปคที่ต้องแรงไว้ก่อน ซึ่งเจ้าเครื่องนี้มาพร้อมกับเมาส์และคีย์บอร์ดแบบ Wireless แถมมาให้เสร็จสรรพในกล่อง และยังรวมไปถึงกล้องเว็บแคม, ไมค์ตัดเสียง และการเชื่อมตัวไร้สายอย่าง Wireless และ Bluetooth ในตัว เสมือนกับโน้ตบุ๊คที่มีหน้าจอขนาดใหญ่นั่นเอง แถมการรับประกัน 3 ปีเต็มแบบ On-site Sevice ในราคาเพียง 21,990 บาท เรียกได้ว่าคุ้มค่าจริงๆ เลยทีเดียวครับ

ข้อดี

  • หน้าจอขอบบางมากเพียง 7.2 mm
  • ระบบเสียงแบบ SonicMaster Premium ให้เสียงคุณภาพดีมาก
  • การรับประกัน 3 ปีเต็ม On-site Service
  • มีเมาส์กับคีย์บอร์ด Wireless มาให้ด้วยในกล่อง
  • ตัวเครื่องมาพร้อมกับ Endless OS สามารถใช้งานพื้นฐานได้สบายๆ ด้วยไม่จำเป็นต้องลง Windows

ข้อสังเกต

  • สเปคที่ได้เป็น i5-7200U รุ่นประหยัดพลังงาน ประสิทธิภาพธรรมดา
  • การแกะอัพเกรดทำได้ยาก

ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.asus.com

รูปภาพเพิ่มเติม

Asus AIO -26  Asus AIO -25

Asus AIO -23  Asus AIO -24

Asus AIO -14  Asus Monitor-5

ขอบคุณแหล่งที่มา : https://notebookspec.com

สามารถเลือกซื้อได้ที่ร้าน Advice กว่า 390 สาขาทั่วประเทศ https://www.advice.co.th/

หรือสนใจสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่ : https://online.advice.co.th


เรื่องแนะนำ

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ตอนนี้ต้องยอมรับว่ากระแสการขุด bitcoin หรือ สกุลเงินดิจิตอล มาแรงมาก ขนาดการ์ดจอมือ 1 หาซื้อกันไม่ได้ ไปจนถึงการ์ดจอมือ 2 บางรุ่นราคาแพงกว่ามือ 1 เฉยเลย ซึ่งไม่เคยมีปรากฎการณ์นี้มาก่อน หลายๆ ร้านที่ขายการ์ดจอถึงกับต้องล๊อคไว้ให้สำหรับลูกค้าที่ซื้อเครื่องประกอบเท่านั้น ไม่ขายแยกแล้ว ปั่นป่วนกันทั้งตลาดเลยทีเดียว อธิบายหลักการทำงานของ bitcoin กันหน่อย เน้นแบบพื้นๆ พอเข้าใจ bitcoin หรือสกุลเงินดิจิตอล หนื่งในอีกหลายๆสกุลเงินที่มีอยู่ขณะนี้แต่เป็นที่รู้จักมากที่สุดเพราะมูลค่าต่อ 1 หน่วย ราคาขึ้นมาสูงที่สุดในตลาดตอนนี้ จุดเด่นของเงินสกุลดิจิตอล คือสามารถโอนข้ามประเทศได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม และที่สำคัญคือความไรตัวตน รหัสที่เป็นเลขที่บัญชีจะไม่สามารถเช็คได้ว่าใครคือเจ้าของบัญชี และไม่สามารถเช็คยอดเงินในบัญชีนั้นๆได้ แม้แต่ทางการก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ จึงยิ่งเป็นที่นิยมมากเป็นพิเศษ (โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจสีเทา) จริงๆก่อนหน้านี้มีคนทำ bitcoin มานานแล้ว แต่เพิ่งมาเป็นที่นิยมหลังการระบาดของ wannacry ที่เรียกค่าไถ่เป็นเงินสกุล bitcoin หรือ BTC สาเหตุที่เรียกว่าขุดเหมืองก็มาจากหลักการทำงานของมันนี่ละ การทำเงินจาก Bitcoin คือการที่ใช้เครื่องพีซีแข่งกันถอดรหัสใครชนะก็ได้เงิน BTC ไป (จริงๆมันมีหลังการซับซ้อนกว่านั้นเพราะนอกจากถอดรหัสชนะ ก็จะเป็นการสร้างบล๊อค etc. เอาเป็นว่าแข่งถอดรหัสแล้วกัน 55) ก็เหมือนการขุดเหมืองในสมัยก่อน พีซีก็เหมือนจอบเสียมใครขุดได้เยอะ ได้เร็วก็มีโอกาสเจอทอง (คือมีทองแน่ๆแต่ยิ่งขุดได้เยอะ ได้เร็วโอกาสเจอทองก็ยิ่งสูง) แต่ทองหรือค่าเงิน BTC มีจำกัด โอกาสที่จะเจอก็น้อยลงไปเรื่อยๆ ขุดได้ก่อนจึงได้เปรียบ แล้วทำไมถึงต้องใช้การ์ดจอมากๆละ หลายคนอาจจะเข้าใจว่าซีพียูมีความเร็วสูงน่าจะถอดรหัสได้เร็ว แต่ความจริงแล้วการถอดรหัสในงานแบบนี้การ์ดจอทำงานได้เร็วกว่าหลายเท่า อีกทั้งในหนึ่งริค (ก็คือพีซีที่มาพร้อมการ์ดจอจอหลายตัว หรือที่ฮิตสุดก็คือการ์ดจอ 6 ตัวต่อ 1 ริค) ที่มีการ์ดจอหลายตัวทำให้ประมวลผลได้เร็วอีกหลายเท่าตัว นึกง่ายๆว่าในพีซี 1 เครื่อง ต่อการ์ดจอได้หลายใบ แต่ซีพียูมีแค่ตัวเดียวหรือต่อให้ใช้เมนบอร์ด server ก็มีแค่ 2 ตัว เอาไปขุดก็ไม่คุ้ม ยิ่งเมนบอร์ดใส่การ์ดจอได้หลายตัวก็ยิ่งคุ้มกว่า ขุดได้เยอะกว่าในเวลาที่เท่าๆกัน ส่วนกำไรที่จะได้นั้นก็จะมาจากความเร็วในการขุด ลบออกด้วยค่าไฟนั่นเอง บางคนมีเป็น 10 – 100 ริค คิดดูเล่นๆนะครับว่าต้องมีการ์ดจอทั้งหมดกี่ตัว -0- ซึ่งการ์ดจอที่ขุดได้ดีๆ คำนวนถอดรหัสได้เร็วๆก็จะเป็นการ์ดจอตัวแรงๆที่เรานิยมเอาไว้เล่นเกมทั้งนั้น โดยเฉพาะค่ายแดงที่สเปคราคาคุ้มค่าที่สุดทั้ง RX470 ,RX480 ,RX570 ,RX580 หรือแม้กระทั่งรุ่น ล่าง RX460 ก็เริ่มเอาไปขุนกันแล้ว ซึ่งเหมาะกับค่าเงิน BTC หรือ Bitcoin ส่วนค่ายเขียวนั้นจะเหมาะกับการขุดค่าเงินอื่นๆที่เหลือ ที่ฮิตสุดๆก็จะเป็น GTX1060 ที่ราคาคุ้มค่าสุด ไปจนถึง GTX 1070 1080 หรือ GTX 1080Ti ที่การ์ดราคา 30,000 บาท ล่าสุด GTX 1050Ti ก็เอามาขุดกันหมด ตอนนี้การ์ดจอเล่นเกมดีที่สุดของตลาดคงเป็น GT 1030 ละครับ -*- แล้วเมื่อไรการ์ดจอจะเพียงพอ จากการที่ดูสภาพตลาดตอนนี้ น่าจะมีปัญหาการ์ดจอขาดตลาดไปอีก 2-3 เดือน เนื่องจากกำลังผลิตเท่าเดิม แต่ความต้องการมากขึ้น 6 – 10 เท่าไร ผลิตเท่าไรมาก็ไม่พอ แต่หลัง 2-3 เดือนนี้ก็ใช่ว่าคนจะเลิกขุดนะครับ แต่จะมีการ์ดจอที่ออกแบบมาสำหรับขุดโดยเฉพาะออกมา เน้นทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ กล่าวคือเน้นความเร็วในการถอดรหัสเป็นหลักด้วยแรมความเร็วสูงพิเศษ และการ์ดจอเองก็จอออกแบบมาเฉพาะทาง รูปแบบคงไม่ต่างจากการ์ดจอธรรมดาเท่าไร แต่ที่สำคัญคือบางค่ายจะตัดพอร์ตแสดงผลออกไปเลย (มีไปก็ไม่ได้ใช้) ในราคาที่คุ้มยิ่งกว่า นึกง่ายๆว่าราคาราวๆ GTX 1060 แต่พลังการขุดเทียบเท่า GTX 1070 หรือ 1080 เลยทีเดียว ซึ่งจะมีชาวเหมืองส่วนหนึ่งเปลี่ยนการ์ดจอแน่นอน เพราะคุ้มค่ากว่า ซึ่งจะทำให้ความต้องการการ์ดจอทั่วไปใช้ขุดน้อยลง แต่ก็ยังคงมีชาวเหมืองอีกหลายๆท่านที่ยังจะใช้การ์ดจอธรรมดาไปขุดอยู่ดี เพราะถ้าวันนึงไม่ขุดก็ยังสามารถนำไปขาย หรือไปใช้ได้ปรกติเพราะมีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน และยังมีการรับประกันปรกติ แต่การ์ดจอสำหรับขุดนั้นถ้าวันนึงเราไม่ขุดขึ้นมา โดยเฉพาะรุ่นที่ไม่มีพอร์ตแสดงผลนี่มันคือขยะดีๆนี่เองนะครับ แล้วเมื่อไรเหมืองจะแตก ถ้านับจำนวนสกุลเงินดิจิตอลที่มีอยู่ตอนนี้ น่าจะขุดกันได้อีกเป็นสิบ เป็นร้อยปี เอาง่ายๆว่าก็ยังมีให้ขุดเรื่อยๆ แต่ที่ฮิตขุดกันไม่ใช่เพราะขุดของใหม่เท่าไร แต่มันคือการเก็งค่าเงินต่างหาก ด้วยค่าเงินที่มันพุ่งสูงขึ้นไปมากทำให้มี ชาวเหมืองรายใหม่ถือจอบถือเสียมมาขุดกัน ด้วยความหวังที่จะรวยกับเขาบาง นึกง่ายๆว่าถ้าปัจจุบัน 1 BTC มีมูลค่าราวๆ 80,000 บาท ทำให้ทุกคนก็หวังจะได้บ้าง แต่ถ้าเกินมีสักคนที่มีหลายๆ BTC เกิดเทขายขึ้นมา โอกาสที่ค่าของมันจะลดลงก็มีอยู่สูงนะครับ นึกถึงทองคำก็ได้ ถ้ามีคนเทขายมากๆ ทองก็ราคาลงเป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยทองมันก็เป็นอะไรที่มันจับต้องได้ไง ซื้อแล้วก็อยู่กับสกุลเงินดิจิตอลเป็นเงินที่อยู่ในอากาศ โอกาสความผันผวนก็สูงกว่าเป็นธรรมดา และถ้าเกิดมีคนที่ถือ BTC อยู่จำนวนมาก อาจจะรวมๆกันสัก 1000 – 10000 BTC เกิดเทขายพร้อมๆกัน ค่าเงินอาจจะตกลงเหลือแค่หลักพันก็เป็นได้ เหมือนตลาดหุ้นเลย พอคนที่ถือเยอะๆเทขาย เม่ามอยก็พลอยบาดเจ็บไปด้วย โดยเฉพาะพวกที่กำเงินสดไปซื้อสกุลเงินดิจิตอลมายิ่งเจ็บ แต่ถ้าขุดขึ้นมาได้ก็อาจจะไม่เจ็บเท่าไร เพราะลงทุนแค่เครื่องขุดกับค่าไฟ ที่สุดท้ายเลิกขุดก็ยังเอาเครื่องขุดไปขายได้อยู่ ถ้ามองกันจริงๆ ช่วงนี้ตลาดสกุลเงินดิจิตอลผันผวนมาก ค่าเงินสูงคนก็แห่ไปขุดกันทำให้ไม่เห็นตลาดที่แท้จริง ซึ่งผมมองว่ากว่าตลาดจะนิ่งและเราเห็นค่าที่แท้จริงน่าจะอยู่ที่ราวๆ 1-2 ปี หลังการมาของการ์ดจอขุด ผู้ถือเงินรายใหญ่ๆเทขายจำนวนมากๆน้อยลง และค่าเงินกระจายถึงทุกคน คือทุกคนมีสกุลเงินดิจิตอลไว้ใช้จ่ายกันนะละครับผมถึงมองว่าตลาดจะอยู่ตัวแล้ว อาจจะไม่ถึงกับเหมืองแตกเสียทีเดียว แต่ก็เหลือคนขุดน้อยลงไปมาก หลังเหมืองแตกตลาดการ์ดจอปั่นป่วนอีกครั้ง สิ่งที่ผู้ผลิต และตัวแทนจำหน่ายหวั่นกลัวคือวันที่เหมืองแตก และการ์ดจอมือ 2 จำนวนมากเข้าสู่ตลาด แน่นอนว่านอกจากราคาที่กดกันเต็มที่เพื่อเน้นขายออกไวแล้ว จะทำให้การ์ดจอมือ 1 ขายออกได้ช้าลง เพราะคนไปซื้อมือ 2 ที่ราคาถูกกว่าและยังมีประกันเหมือนกัน (จริงๆตลาดตอนนี้แม้จะขายการ์ดจอได้หมดไม่มีเหลือเลย แต่แบรนด์และตัวแทนจำหน่ายก็ไม่ยินดีเท่าไร เพราะยังไงก็โดนด่าว่าของไม่มีขาย และไหนจะต้องมารับซ่อมเคลมการใช้การ์ดจอแบบผิดๆแบบนี้อีก สุดท้ายคือเมื่อเหมืองแตกการ์ดจอมือ 1 ก็จะขายออกยากแล้ว) ตลาดปั่นป่วนแน่นอน แม้แต่ผมเองก็รอช้อนซื้อการ์ดจออยู่เหมือนกัน เผลอๆ อาจจะได้ RX580 ในราคาไม่ถึง 8,000 บาท หรือ GTX 1080Ti ในราคา 2x,xxxบาท เท่านั้น (แต่กว่าจะได้ราคานี้ก็คงต้องรอไปอีก 1 ปีเป็นอย่างน้อย) อีกส่วนที่ต้องระวังคือการใช้การ์ดจอผิดประเภทนี่ละครับ เพราะปรกติการ์ดจอออกแบบมาให้ทำงานราวๆ 10-15 ชั่วโมง แต่นำมาใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งเป็นการทำงานหนักตลอดเวลาแบบนี้ แน่นอนว่าย่อมทำให้การ์ดจอทำงานหนักและมีโอกาสเสื่อมมากกว่าปรกติ ทั้งการทำงานหนักภายในตัว GPU และแรม รวมไปถึงการระบายความร้อน ผมมองว่าอายุการใช้งานการ์ดจอปรกติ 3-5 ปี แต่ถ้าทำงานแบบนี้ ผมให้เต็มที่ไม่เกิน 3 ปีก็น่าจะพังแล้ว ถ้าพังก่อนหมดประกันก็ดีไปเคลมได้อยู่ (แม้แบรนด์จะไม่อยากรับเคลมก็ตาม ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่แบรนด์ไม่ชอบการใช้งานการ์ดจอแบบนี้สักเท่าไร) แต่ถ้าหมดประกันแล้ว ก็คือขยะดีๆนี่เอง เพราะฉะนั้นใครมาขายการ์ดจอหลังจากนี้ก็ต้องมาช่างใจละครับว่า มันจะพังหลังหมดประกันไหม ถ้าหลังเหมืองแตกถ้าราคาไม่ถูกจริงๆ ผมยอมไปซื้อมือ 1 ดีกว่า ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://notebookspec.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
               ประมาณช่วงเดือนถึงสองเดือนที่แล้ว ก็มีข่าวใหญ่โตเรื่อง Ransomware หรือ Malware เรียกค่าไถ่ที่มีชื่อว่า WannaCry หรือ WannaCrypt ที่ระบาดกันไปทั่วโลก จนเป็นประเด็น Talk of the Town สำนักข่าวแทบทุกช่องในไทยให้ความสนใจ .. จนกระทั่งไม่กี่วันที่ผานมา Ransomware ตัวเดียวกันที่เห็นว่าถูกป้องกันไปแล้วโดย Windows Update ขั้นพื้นฐานก็ได้กลับมาอีกครั้ง ทำให้โรงงานผลิตรถระดับใหญ่อย่าง Honda ที่ประเทศญี่ปุ่นโดนเล่นงานเข้าจนต้องปิดโรงงานกันชั่วคราวเลยทีเดียว ผ่านมาไม่กี่วันก็มีข่าวใหม่อรกแล้วครับ คราวนี้เป็น Ransomware ตัวใหม่เลย ไม่ใช่ Wannacrypt หรือ Wannacry แล้วหล่ะ ซึ่ง ณ เวลานี้มันก็เป็นเรื่องด่วนเรื่องร้อนที่เว็ปข่าวไอทีต่างประเทศให้ความสำคัญกันมาก เนื่องจากการแพร่ระบาดของมันที่รวดเร็วจนตอนนี้มีผลกระทบมากมายในแถบยุโรป โดยผู้ที่เจ็บหนักที่สุดก็คงจะเป็นประเทศแถบ Ukraine ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางของประเทศ Ukraine , ระบบ Telecom ของรัฐ , ระบบสื่อสารมวลชน , สนามบิน ก็ต่างโดนการโจมตีของ Ransomware ตัวดังกล่าวแล้วทั้งสิ้น .. ที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คือ Nuclear Power Plant หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียรก็โดนจนต้องสลับโหมดการทำงานไปเป็นการ Monitor แบบ Manual แทนที่จะใช้ระบบคอมพิวเตอร์เหมือนเดิม .. หรือแม้กระทั่งชีวิตประจำวันอย่างพวกเครื่อง Point of Sales หรือ ATM ทั้งหลายก็มีโดนกันบ้าง ประเทศ Denmark เองก็โดนไม่ใช่น้อย ทั้งบริษัท Shipping ยักษ์ใหญ่อย่าง Maersk ก็ต้องปิดไซต์งานไปหลายไซต์ เพราะระบบคอมพิวเตอร์ใช้งานไม่ได้ / บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของ Russia ที่มีชื่อว่า Rosneft ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน .. และทั้งหมดที่เขียนมานี่ก็เป็นแค่ตัวอย่างสำหรับเหยื่อ Ransomware ตัวใหม่นี้บางส่วนเท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วจากรายละเอียดของข่าวต่างประเทศที่มีการพูดถึงนั้น เยอะกว่านี้มากเลยครับ เกรงว่าจะให้ List ลงมาในนี้ อาจจะเป็นการเสียเวลาของผู้อ่านเปล่าๆ  รายละเอียดของเจ้า Ransomware ตัวใหม่นี้ก็จะยังคงใช้ Exploit ยอดฮิตตั้งแต่สมัย WannaCry อย่าง EthernalBlue ที่ใช้ประโยชน์ของ Protocol SMB ที่เราทำการแชร์ไฟล์ผ่านระบบปฏิบัติการ Windows .. ซึ่ง Exploit นี้ก็ถูกสร้างขึ้นโดย NSA เพื่อใช้สอดส่องผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต / ตรงนี้ถึงแม้ว่า Microsoft จะจัดการแก้ปัญหาโดยการปล่อย Security Patch ให้กับผู้ใช้งาน Operating System ของตัวเองไล่กลับไปตั้งแต่ Windows XP แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันก็ยังมีบางคนที่ยังมีช่องโหว่ตรงนี้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตาม การทำงานของ Ransomware ที่ชื่อ Petrwrap ตัวนี้ก็เข้าใจไม่ยากครับ เมื่อคุณติดเชื้อของมันเข้าไปมันก็จะทำการเข้ารหัสไฟล์ต่างๆที่มีในคอมพิวเตอร์ ทำให้ผู้ใช้งานนั้นใช้งานเครื่องไม่ได้ จนกว่าจะมีการถอดรหัสและปลดล๊อคไฟล์ .. และจะมีหน้าต่างขึ้นมาบอกวิธีการจ่ายเงินค่าไถ่ให้ผู้ใช้โอนเงินเป็น Bitcoin จำนวน $300 ไปที่ Address ของผู้ไม่หวังดี เพื่อแลกกับการปลดล๊อคไฟล์ที่เข้ารหัสทั้งหมด .. ฟังดูแล้วมันก็เหมือนกับ Ransomware ตัวอื่นๆที่มีคนโดนมาก่อนหน้าเลยครับ ซึ่งก็ถูกแล้ว Ransomware ไหนหลักการทำงานมันก็แนวนี้หมดนั่นแหละ ณ เวลานี้ก็ยังไม่มีใครทราบว่าผู้ปล่อย Ransomware ตัวนี้เป็นใคร แต่ข่าวนี้ก็ทำให้เราเห็นว่าควรระวังกันหน่อยแล้วครับ ใครมี Windows Update ก็ควรจะเปิดกันซะ เผื่อมี Security Patch อะไรที่จะมาอุดช่องโหว่นี้ได้ .. ตอนนี้ที่เราทำได้ก็คือเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดครับ และก็ได้แต่หวังว่า Ransomware ตัวนี้จ้องเล่นงานคนเฉพาะกลุ่ม และคงไม่แพร่ระบาดมาฝั่งประเทศเรานะ ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
                  กระแสนึงที่มาแรงมากๆช่วงนี้เลยก็คงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากการขุด Bitcoin หรือว่า Cryptocurrency อื่นๆ .. และถ้าพูดถึง Mainboard สำหรับการนี้ แน่นอนว่า BIOSTAR ต้องเป็นหนึ่งในแบรนด์แรกๆที่มีคนนึกถึงเพราะว่าก่อนหน้านี้มี Mainboard ที่ออกแบบมาสำหรับการขุด Bitcoin อย่าง TB250-BTC กันไปแล้ว เริ่มตั้งแต่ชื่อรุ่นเลยที่ลงท้ายด้วย BTC ที่เป็นตัวอักษรย่อของสกุลเงิน Bitcoin ... บอร์ดตัวนั้นก็เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก ด้วยราคาที่ไม่แพง แต่มี PCI มาให้แบบเต็มเปี่ยม จนกระทั่งผู้ใช้งานเอาไปใส่การ์ดจอขุดเหมืองได้ 6 ตัวอย่างสบายๆ จนกระทั่งพูดถึงชื่อบอร์ดรุ่นนี้มาเมื่อไหร่ สิ่งแรกที่เข้ามาในหัวของคนที่จะซื้อก็คือ "ของหมดแน่เลย" และมันก็แทบจะเป็นอย่างนั้นจริงตลอดครับ เพราะมีเท่าไหร่ เอามาเยอะแค่ไหน ก็มีคนต่อคิวกันเหมาหมด ! ตอนนี้ทาง BIOSTAR ก็เปิดตัว Mainboard เพิ่มเติมอีกหนึ่งรุ่นครับ โดยจะใช้ชื่อรุ่นเหมือนเดิม เพิ่มเติมคำว่า PRO เข้ามา เป็น TB250-BTC PRO และแน่นอนว่าเป็นรุ่นใหม่ก็ต้องไฉไลกว่าเดิม จุดแรกที่โปรโมทเลยก็คือช่อง PCI-E Slot แบบ Native ที่ให้มาสูงสุด 12 ช่อง จากที่ Mainboard ทั่วๆไปในตลาดนั้นจะมีช่องเหลานี้มาให้ทั้งหมด 6 ช่องโดยเฉลี่ย .. แต่บอร์ดตัวนี้ให้มากกกว่ากันเท่าตัวเลย ! / หลายๆคนอาจจะมีคำถามว่าทำไมถึงต้องมีช่องเยอะขนาดนี้ ก็ประกอบหลายๆ Rig ไปไม่ง่ายกว่าเหรอ ? .. ลองคำนวนจุดคืนทุนกันดูครับ ถ้าสมมุติประกอบสอง Rig ก็ต้องซื้อ CPU สองตัว ซื้อ RAM สองชุด ซื้อ SSD สองชุด .. ถ้าประกอบชุดเดียว Rig เดียวได้การ์ดจอเยอะกว่า ก็คุ้มกว่าที่จะต้องมาซื้ออุปกรณ์อื่นๆสองรอบอย่างแน่นอนครับ  การจัดเรียงของช่อง PCI-E ก็จะจัดมาแบบ Matrix Layout เป็นระเบียบ ให้ผู้ใช้งานนั้่นเสียบ Riser และติดตั้งได้โดยง่าย โดยจะแบ่งเป็นช่องขนาด x16 เหมือนช่องมาตรฐานการ์ดจอทั่วๆไปหนึ่งช่อง และอีก 11 ช่องที่เหลือจะเป็นขนาด x1 สำหรับต่อ Riser Card ขึ้นไว้ด้านบนของตัว Rig (เห็นภาพแล้วน่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก) / ทางด้านการออกแบบแล้ว บอร์ดตัวนี้ก็จะมาตามแบบฉบับของ Pro Series รุ่นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์คุณภาพสูง พวก Capacitors หรือตัวเก็บประจุที่เป็น Solid Cap ทั้งหมด สำหรับ I/O Port หรือว่า Input Output ด้านหลังก็ออกแบบมาสำหรับการทำงานตรงนี้โดยเฉพาะ โดยจะมี PS/2 Port รองรับการทำงานทั้งเม้าส์และคีย์บอร์ดสำหรับการใช้งาน KVM ที่ผู้มีหลาย Rig นั้นอาจจะต้องได้ใช้กัน / มี Video Out เป็น DVI มาให้หนึ่งช่อง และก็ USB 2.0 / USB 3.0 อีกมากมาย เพียงพอสำหรับการใช้งานแน่นอน บอร์ดรุ่นนี้ก็นับว่าเป็นบอร์ดที่มีฟีเจอร์เอื้ออำนวยสำหรับสายขุดอย่างแท้จริง ประมาณว่าเน้นเรื่องความทนทานและจำนวนช่อง PCI-E เยอะเป็นหลัก ฟีเจอร์ Gaming อะไรต่างๆก็ไม่ได้มีมาให้เลย .. แต่ถ้าอยากมองฟีเจอร์ Gaming จากแบรนด์นี้แนะนำว่าไปดูตระกูล Racing ดีกว่าครับ / สุดท้ายแล้ว บอร์ดตัวนี้จะเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อไหร่ หรือจะมีราคาวางจำหน่ายเท่าไหร่ ก็ต้องรอดูกันอีกทีนะครับ แต่ราคาเปิดตัวเป็นดอลล่าร์ก็จะอยู่ที่ $129.99 หรือราวๆสี่พันกว่าบาท ขอขอบคุณแหล่งที่มา: https://www.overclockzone.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
              จากที่ AMD เองได้มีการเปิดตัว CPU สถาปัตยกรรมใหม่หลังจากที่ไม่ได้เปิดตัวมานานจน Intel กินตลาดระดับบนไปซะเกือบหมดแล้ว และน่าจะทราบกันดีว่าข้อดีของ AMD Ryzen ที่เพิ่งเปิดตัวไปนั้นคือจำนวนของ Core และ Thread ที่เยอะเมื่อเทียบกับราคา บวกกับที่ Intel เองก็ไม่ได้มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดข้าม Generation มาซักพักนึงแล้วเหมือนกัน โดยได้ทำการละทิ้งแผนการเปิดตัวแบบ Tick-Tock หรือว่าย่อขนาดขบวนการผลิตทุกๆสองปีไปก่อนหน้านี้ .. ตอนนี้ก็เหมือนจะถึงเวลาแล้วที่ Intel นั้นจะต้องก้าวขึ้นมาและเปิดตัวสถาปัตยกรรทใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่บ้างในตลาดระดับ Mainstream หรือว่าตลาดระดับกลาง (หลังจากที่ตลาดระดับบนได้เปิดตัว LGA2066 ไปในช่วง Computex)  เจ้าสถาปัตยกรรมใหม่ที่เราจะพูดถึงกันนี้ก็คือ Intel Coffee Lake ว่ากันว่ารุ่น Core i7 ของสถาปัตยกรรมนี้นั้นจะมากับ Core หรือแกนประมวลผลทั้งหมด 6 แกน และเรื่องประสิทธิภาพก็ได้มีหลุดออกมาแล้วด้วย ! .. จาก Benchmark ชื่อดังอย่าง Geekbench ที่มักจะมีอะไรหลุดออกมาก่อนเปิดตัวให้เห็นกันอยู่เรื่อยเลย / สำหรับ Geekbench เองก็จะเป็นโปรแกรม Benchmark ที่สามารถวัดประสิทธิภาพของ System ได้โดยเฉพาะ CPU และในโปรแกรมนี้ก็จะมี Database หรือว่าฐานข้อมูลของ CPU รุ่นต่างๆอยู่ทั้งฝั่ง Intel และ AMD หรือว่า CPU สำหรับอุปกรณ์ Mobile ก็มีด้วยเช่นกันนะ ทางด้านข้อมูลที่โผล่ออกมาก็แจ้งว่า Intel รุ่น Core i7 สถาปัตยกรรม Coffee Lake นั้นก็จะมีจำนวน 6 Core และ 12 Thread ตามเทคโนโลยี Hyper-Threading มาพร้อมกับ L2 Cache ขนาด 1.5MB และ L3 Cache ขนาด 12MB ส่วนทางด้านความเร็วหรือว่า Clock Speed (Frequency) ก็จะอยู่ที่ 3.19GHz แต่เราก็ยังไม่ทราบได้ว่าตัวเลข 3.19GHz นี่จะมี Boost Speed เพิ่มเติมขึ้นไปได้ถึงเท่าไหร่ เพราะว่า CPU ตัวที่มีข้อมูลหลุดออกมานี้เป็น Engineering Sample ครับ (ก็แหงหล่ะ)  นอกจากนั้นแล้ว Socket ที่เขียนไว้ก็จะเป็น LGA1151 เหมือนกับที่ Intel ใช้มาก่อนหน้านี้ 2 Generations แล้ว ทั้ง Intel-100 Series และ Intel 200-Series และก็น่าจะเป็นไปได้อีกว่า Motherboard ทั้งสอง Series ที่ได้กล่าวมาจะรองรับการใช้งานของ Intel Coffee Lake สถาปัตยกรรมใหม่นี้ ส่วนจะมี Intel 300-Series เปิดตัวมาเมื่อไหร่นั้นก็ต้องลองดูอีกที ซึ่งก็คาดว่าจะมีแน่ ตาม Generation ของ CPU เลยครับ รายละเอียดตรงนี้ก็ไม่มีอะไรเพิ่มเติมนะ .. ถึงส่วนนี้ไม่รู้ว่ามีความเห็นยังไงกันบ้างนะครับ จะถือว่ามันเป็นเรื่องดีที่ทาง Intel ไม่ละทิ้งผู้ใช้งาน Gen เก่า ให้ใช้บอร์ด Socket เดิมไปเรื่อยๆได้ หรือว่าจะมองว่า Intel ไม่ยอมพัฒนาซะที อันนี้ก็แล้วแต่คนจะคิดนะครับ น่าจะต้องดูการใช้งานจริงหลังเปิดตัวมาด้วยแล้วค่อยตัดสินจะดีกว่า ข้อมูลที่หลุดนี่ก็หลุดมาจาก MSI ทีเ่ป็นผู้ผลิต Mainboard เลยครับ เว็ปต่างประเทศก็แซวว่าสงสัย MSI เผลอไปต่อเน็ตทิ้งไว้ตอนสั่ง Benchmark แน่เลย ถึงได้มีข้อมูลหลุดมาบนเน็ตแบบนี้ / คะแนนที่ออกมานั้นก็จะเห็นว่า Coffee Lake รุ่น 6-Core นั้นอยู่ที่ 4619 คะแนน สำหรับ Single Core และ 20828 คะแนนในแบบ Multi Core ... ถ้าเราเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่าง AMD Ryzen 5 1600X ก็จะเห็นว่าคะแนนของฝั่ง AMD นั้นอยู่ที่ 4574 สำหรับ Single Core และ 20769 สำหรับ Multi Core .. คะแนนตรงนี้ก็ยังต่างกันไม่มากรับ และทางฝั่ง AMD นั้นก็มี Clock Speed สูงกว่าด้วย งานนี้ก็ต้องรอดูของจริงหล่ะครับ ว่าเปิดตัวมาแล้วว่า Intel นั้นจะมี Clock Speed เท่าไหร่ และประสิทธิภาพจะกระโดดเพิ่มขึ้นได้อีกไกลไหม ณ เวลานี้ ถ้าคะแนนที่หลุดออกมาแบบนี้เป็นจริงหล่ะก็ อาจจะยังไม่น่าประทับใจเท่าไหร่เลย ขอขอบคุณแหล่งที่มา: https://www.overclockzone.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
               ล่าสุดทางแบรนด์ MSI ก็ได้เปิดตัวการ์ดจอรุ่นใหม่ล่าสุดจากตระกูล Lightning ที่ทาง MSI เรียกว่า "Built to be perfect" หรือว่าออกแบบมาอย่างไร้ที่ติ ทำให้มันเป็นหนึ่งในการ์ดเรือธงของแบรนด์เลยก็ว่าได้ครับ ! สิ่งแรกที่เราเห็นคือดีไซน์ที่ล้ำสมัยเข้ากับคอนเซ็ปต์ของยุคปัจจุบัน และฟีเจอร์เด็ดๆอย่างเช่น Heatsink TRI-FROZR และพัดลม TORX 2.0 FANS , SuperPipe Technology และ Military Class 4 Components .. ทำให้เจ้า MSI GeForce GTX1080 Lightning Z นี้เป็นการ์ดที่ใช้อุปกรณ์ระดับท๊อปทั้งหมด ! MSI เองที่ขึ้นชื่อเรื่องการออกแบบระบบระบายความร้อนอยู่แล้วก็ได้มากับการออกแบบที่ดีขึ้นกว่าเดิม คราวนี้ TRI-FROZR ที่ใหญ่ขึ้นมากว่า TWIN-FROZR อันโด่งดังจากตระกูล Gaming X และ Gaming Z อีก.. ซึ่งก็ตามชื่อเลยครับ TWIN-FROZR ก็จะต้องมีสองพัดลม ส่วน TRI-FROZR ก็ต้องมีสามพัดลมตามชื่อ ไม่น่าจะเดายากแต่อย่างใด .. ขนาดของพัดลมนั้นก็จะประกอบไปด้วย 10cm สองตัว และ 9cm อีกหนึ่งตัว .. ส่วนเรื่องดีไซน์ของใบพัดนั้นก็จะยังคงเป็นแบบฉบับของ TORX FAN 2.0 ที่มีใบพัดผสมกันทั้งแบบตรงธรรมดา และแบบหักงอ เพื่อให้มีการกวาดลมได้ดีมากยิ่งขึ้นกว่าพัดลมทั่วๆไป และยังคงความเงียบที่เหนือชั้น / ส่วนของ Heatpipe นั้นก็มีขนาดใหญ่ 8mm สองเส้น ทำให้ถ่ายเทความร้อนจากกระดอง GPU ไปยังแผ่น Fins ของตัว Heatsink ได้เร็ซยิ่งขึ้น .. อัตราการระบายความร้อนของ Heatsink ชุดนี้จะอยู่สูงสุดที่ 700W ด้วยกัน ! ทางด้านความหล่อเหลาก็จะมาพร้อม Mystic Light ที่เป็นฟีเจอร์ไฟ RGB ของแบรนด์นี้ โดยผู้ใช้จะสามารถปรับแต่งได้อย่างอิสระพร้อมกับ Sync Effect ไฟเข้ากับ Mainboard หรือว่าอุปกรณ์ Gaming Gear, อุปกรณ์ตกแต่งเคสที่ตัว App Support ได้อีกด้วย  ส่วนของความแรงก็มีฟีเจอร์ LN2 BIOS หรือว่าเป็น BIOS แยกขึ้นมาอีกอันเอาใจนัก Overclocker โดยเฉพาะ .. จากที่ปกติการ Overclock การ์ดจอนั้นอาจจะต้องมีการโมดิฟายตัว Hardware เพิ่มเติม แต่ว่าตัวนี้ไม่ต้องแล้วครับ เพราะว่าจะสามารถปลดล๊อคความสามารถของตัวการ์ดที่ผู้ใช้ต้องการออกมาได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจ่ายพลังงาน ที่ปกติต้องโมไฟเพิ่ม แต่ว่าตัวนี้แค่สับ BIOS ก็ทำได้เลย .. พลังการจ่ายไฟก็ไม่ต้องกลัว เพราะว่ามีภาคจ่ายไฟทั้งหมด 14-Phase สำหรับ GPU และอีก 3 Phase สำหรับ Memory วางอยู่บน PCB แบบ 10-Layer / อุปกรณ์ทั้งหมดก็จะเป็น Miltary Class 4 Components ที่เน้นความทนทาน คุณภาพ และสเถียรภาพ โดยจะผ่านการทดสอบอย่างหนักหน่วงในห้องทดลองและผ่านมาตรฐาน MIL-STD-810G ไม่ว่าจะเป็น Power Phase DrMOS 60A ที่เป็น Rate สูงสุด , Hi-CAP Cores , Super Ferrite Choke และ Solid CAP, ทั้งหมดนี้ก็จะทำให้เจ้า Lightning Z นี้เป็นการ์ดที่พร้อมปล่อยประสิทธิภาพสูงสุด  แค่นั้นไม่พอยังมีฟีเจอร์สำหรับนัก Overclock เพิ่มเติมอีก โดยผู้ที่ต้องการความละเอียดมากๆ ก็ยังมี OC Kit ให้มาด้วย อย่างเช่น V-Check Point ที่ให้ผู้ใช้งานนั้นสามารถวัดไฟเลี้ยง (Voltage) ในส่วนของ GPU, Memory, PLL ได้ พร้อมกับ Temp Monitor แบบ Real-time ทั้งในส่วนของ GPU, Memory, และ PLL อย่างละเอียด .. ซึ่งผู้ใช้งานเองยังสามารถสั่ง Overvoltage อุปกรณ์เหล่านั้นได้ด้วย โดยไม่ต้องโมดิฟายตัวการ์ดแต่อย่างใด    ก็นับว่าเป็นการ์ดที่ออกแบบมาสำหรับสาย Extreme ตัวจริงเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น Gamer ก็น่าจะได้ประโยชน์จากอุปกรณ์ที่เน้นความทนทานของตัวการ์ดและความหล่อเหลาในการออกแบบ , ส่วน Overclocker เองก็ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ เพราะว่าออกแบบมาสำหรับการ Overclock อยู่แล้ว ไม่ต้องไปโมดิฟายตัวการ์ดเพิ่มเติมเลยก็พร้อมสำหรับการเล่น Extreme ด้วยการใช้ Nitrogen เหลวแล้วหล่ะครับ ขอขอบคุณแหล่งที่มา: https://www.overclockzone.com