ข่าวไอที / [Review] AMD RYZEN 3 สุดยอด CPU เล่นเกม ทำงาน ราคาประหยัด ราคา i3 ความแรง i5 คุ้มค่าโคตร!!!

เรื่องนี้โดนใจไลค์หน่อย โพสโดย admin เมื่อ 2017/08/22 | เข้าชม 3019 ครั้ง

น้องสุดท้องของตะกูล RYZEN เปิดตัวออกมาแล้ว หลังจากที่หลายคนรอคอยกันมาอย่างยาวนาน กับ CPU ราคาประหยัด แต่ประสิทธิภาพยอดเยี่ยมที่ทาง AMD ได้คิดค้นและพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ที่ต้องการ CPU ประสิทธิภาพสูง ราคาประหยัด โดย RYZEN 3 ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 27 กรกฏาคมนี้ ซึ่งเป็นการเปิดตัวหลังจากรุ่นพี่อย่าง RYZEN 7 และ RYZEN 5 เปิดตัวออกไปก่อนหน้านี้ซึ่งทั้ง 2 รุ่นก็ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของ CPU AMD ที่ทำให้คนทั่วโลกต่างลุกขึ้นยืน แต่สำหรับ RYZEN 3 จะมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมเหมือนกับรุ่นพี่หรือไม่ ?

Facebook Live Review Ryzen 3

RYZEN 3 คือ CPU แบบ 4 Core 4 Thread ซึ่งจะถูกเปิดตัวออกมา 2 รุ่น ได้แก่ 1200 ความเร็วสูงสุด 3.4GHz และ 1300X ความเร็วสูงสุด 3.7 GHz อีกทั้งรุ่น 1300X จะมาพร้อมกับ Sensemi Technology ซึ่งทำให้ CPU มีประสิทธิภาพที่แรงขึ้นในอุณหภูมิที่ต่ำ ในส่วนของราคานั้น 1200 จะมีราคา 3,990 บาท และรุ่น 1300X จะมีราคา 4,990 บาท

สำหรับหน้าตาตัวกล่องนั้น ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นโทนสีส้มเทาเหมือนกับ RYZEN 5 และ 7 ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ CPU Series นี้ โดยได้มีการระบุเลข 3 ที่ มุมล่างขวาของกล่องเพื่อแสดงให้เห็นว่านี้คือ RYZEN 3 ส่วนด้านข้างของกล่องได้มีการเจาะรูโชว์โชว์ตัว CPU ให้เห็นอย่างชัดเจน และภายในกล่องก็จะมีกล่องเล็กอีก 2 กล่อง คือกล่อง CPU และกล่องชุดระบายความร้อน

สำหรับตัวกล่องที่ดูใหญ่โตนั้น ภายในจะมาพร้อมกับชุดระบายความร้อน Wraith Stealth Cooler ที่ถูกออกแบบมาให้ใช้กับ CPU RYZEN รุ่นเล็กที่มีค่า TDP 65W ซึ่งชุดระบายความร้อนตัวนี้มีประสิทธิภาพสูงกว่าชุดระบายความร้อนแบบดั้งเดิมของ AMD ชนิดที่เทียบไม่ติด ทั้งด้านประสิทธิภาพในการระบายความร้อน และความเงียบ ที่เงียบมาก ๆ ส่วนหนึ่งเองมาจากตัว CPU มีความร้อนที่ต่ำทำให้ชุดระบายความร้อนไม่ต้องทำงานหนัก อีกทั้งชุดระบายความร้อนที่แถมมายังมีซิลิโคนระบายความร้อนคุณภาพสูงติดหน้าซิงก์มาให้ด้วย

หน้าตาของ CPU ขนาดมาตรฐานสำหรับใช้งานร่วมกับ SOCKET AMD AM4 ซึ่งเป็นขนาดเดียวกันกับ RYZEN 5 และ RYZEN 7 โดยตัว CPU รุ่นนี้จะยังคงเป็นแบบมีขา แตกต่างจาก Intel ที่เป็น CPU แบบไม่มีขา ในส่วนของกระดอง CPU ได้มีการยิงเลเซอร์บอกชื่อรุ่น เลขนัมเบอร์ และข้อมูลต่าง ๆ

สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพของ RYZEN 3 ทั้ง 2 รุ่น ได้ใช้สเปคดังนี้
M/B MSI A320M Gaming Pro
RAM  Corsair 16GB DDR4 BUS 2133 (8GB x 2)
SSD M.2 HyperX 480GB
GPU AORUS Radeon RX 570
PSU Thermaltake Smart SE 650W

สเปคจากโปรแกรม CPU-Z กับ CPU RYZEN 3 ทั้ง 2 รุ่น โดยรุ่น 1200 จะมีความเร็ว Base Clock 3.1 GHz และ Boost Clock 3.4 GHz ส่วนรุ่น 1300X จะมีความเร็ว Base Clock 3.5 GHz และ Boost Clock 3.9 GHz ส่วนของ Chache L3 มีขนาดที่มากถึง 8MB ส่วนแรมที่ใช้เป็นแบบ Dual Channel ช่วงทำให้ CPU สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

สำหรับการ Benchmark กับโปรแกรม CPUZ เทียบกับ CPU i7 7700K โดย RYZEN 3 ทั้งสองรุ่นมีความแรงที่ต่างกันเพียง 10% แต่ก็สามารถแสดงประสิทธิภาพได้เกินครึ่งของ i7 7700K ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพที่สูงมาก ๆ สำหรับ RYZEN 3 ทั้ง 2 รุ่น ในส่วนประสิทธิภาพต่อ Thread มีคะแนนต่างกันเพียง 3%

ถัดมากับการทดสอบประสิทธิภาพของ RYZEN 3 ทั้งสองรุ่นกับโปรแกรม SuperPI และ Hyper PI ซึ่งประสิทธิภาพที่ทำได้นั้นแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แต่ต่างกันเพียงหลักวินาทีเท่านั้น

RYZEN 3 1200

RYZEN 3 1300X

RYZEN 3 1200

RYZEN 3 1300X

การทดสอบประสิทธิภาพ RYZEN 3 กับโปรแกรม Cinebench R15 ซึ่งประสิทธิภาพที่ทำได้ถือว่ายอดเยี่ยม โดยสามารถทำคะแนนในการเรนเดอร์ภาพได้เหนือกว่า Intel Core i5 อยู่ในะดับหนึ่ง ซึ่งเป็นผลการทดสอบที่แตกต่างอย่างชัดเจน

ถัดมากับการทดสอบด้วยโปรแกรม 3D Mark FireStrike ครั้งนี้ประสิทธิภาพของ RYZEN 3 1300X สามารถทำได้เหนือกว่าอย่างสูสีกับ i5 7400 แต่ในส่วนของ RYZEN 3 1200 นั้่นกลับทำคะแนนได้น้อยกว่าในระดับหนึ่ง

ส่วนการทดสอบกับ DirectX 12 ในการทดสอบ 3D Mark Time SPY  นั้น CPU RYZEN 3 ทั้ง 2 รุ่นอาจจะตอบโจทย์ได้ไม่ดีนัก ซึ่งคะแนนออกมาค่อนข้างต่ำอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจจะติปัญหาไดร์เวอร์ไม่ซัพพอร์ตการทำงานร่วมกับ DirectX 12 ทำให้คะแนนออกมาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งต่อรอการอัพเดตต่อไปในอนาคต

ส่วนการทดสอบอุณหภูมิสูงสุดของ CPU RYZEN 3 ทั้ง 2 รุ่นกับโปรแกรม Furmark และวัดอุณหภูมิจากโปรแกรม HWMonitor ซึ่งอุณหภูมิสูงสุดของรุ่น 1200 มีอุณหภูมิสูงสุดเพียง 50 องศาเซลเซียส ส่วนรุ่น 1300X นั้นมีอุณหภูมิสูงสุดที่ 63 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าเย็นมาก และการทำงานของพัดลมเองก็ยังเงียบมาก ๆ อีกด้วย แต่ดูเหมือนว่า 1300X จะมีอุณหภูมิที่สูงพอตัว ทำให้พัดลมต้องทำงานหนักกว่ารุ่น 1200 อย่างเห็นได้ชัด

การทดสอบประสิทธิภาพในการเล่นเกมนั้นได้ทำการทดสอบกับ CPU RYZEN 3 1300X และการ์ดจอ RX 570 ในเกม Rise Of Tomb Rider บนกราฟฟิกระดับสูงที่สุด แต่ปิดการลบรอยหยักของภาพ ซึ่งสามารถทำเฟรมเรทได้ประมาณ 50-60 FPS กับการทำงานของ CPU ที่ 30%-60% แต่เมื่อเปิดการลดรอยหยักในระดับสูงที่สุด เฟรมเรทลดมาเหลือเพียง 20-30 FPS และ การทำงานของ CPU ลดเหลือเพียงที่ 14%-60% เฉลี่ยอยู่ที่ 35% เท่านั้น

ถัดมากับเกม PUBG ซึ่งกินทรัพยากรณ์เครื่องค่อนข้างมากและใช้งาน CPU ค่อนข้างหนัก การทดสอบครั้งแรกใช้กราฟฟิกระดับต่ำสุด เฟรมเรทอยู่ที่ประมาณ 70-80 FPS ส่วนเมื่อปรับกราฟฟิกสูงสุดจะวิ่งอยู่ที่ 20-40 FPS ซึ่งดรอบลงมาเยอะพอสมควร

และการทดสอบกับเกม The Witcher III นั้นให้ผลที่คล้ายกับ 2 เกมที่ได้ทำการทดสอบมา แต่ได้มีการทดสอบประสิทธิภาพของ CPU ในระดับ 4K ซึ่ง Cache L3 สามารถทำประสิทธิภาพได้อย่างยอดเยี่ยม โดยทำเฟรมเรทในระดับ 4K คุณภาพกราฟฟิกสูดสุด กับการ์ดจอ RX 570 ได้เฟรทเรท 10-20 FPS

RYZEN 3 รุ่น 1200 และ 1300X ทั้ง 2 ตัวนี้มีประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกับการ์ดจอรุ่นสูง ๆ อย่าง GTX 1060 หรือ GTX 1070 ได้สบาย ๆ โดยไม่เกิดอาการคอขวด แต่อย่างใด ตอบโจทย์ในการเล่นเกมได้อย่างยอดเยี่ยมกับราคาที่ไม่แพง รวมถึงการทำงานด้านมัลติมีเดีย และการทำงานด้านกราฟฟิก ที่ใีประสิทธิภาพสูงในการประมวลผล ทำให้ CPU RYZEN 3 ทั้ง 2 รุ่นนี้ ถือเป็น CPU ที่น่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับผู้ที่กำลังจะหาซื้อคอมประกอบสักเครื่อง เพราะ CPU มีประสิทธิภาพที่สูง เมนบอร์ดไม่แพง ทำให่ประสิทธิภาพต่อราคา ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก ๆ กับความคุ้มค่าของ RYZEN 3

แต่สำหรับบางการใช้งานที่ RYZEN 3 นั้นอาจจะทำประสิทธิภาพได้ไม่ดีพอ ทำให้ผลที่ได้ออกมาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น แต่แน่นอนว่าในอนาคตจะมีไดร์เวอร์สำหรับสนับสนุน RYZEN 3 ออกมาโดยเฉพาะ ทำให้ CPU มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ซึ่งใครที่กำลังชั่งใจว่าจะซื้อ CPU ตัวไหนดี แน่นอนว่า RYZEN 3 ไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน

ข้อดี

  • ราคาต่อประสิทธิภาพ RYZEN 3 ถือว่าคุ้มค่ามา ๆ กับความแรงระดับ intel core i5
  • เมนบอร์ดชิปเซ็ต A320 มีราคาถูก สามารถประกอบเคสราคาประหยัดได้
  • RYZEN 3 1300X มี Sensemi Technology ยิ่ง CPU เย็นก็จะยิ่งแรง

ข้อสังเกต

  • Driver โปรแกรมต่าง ๆ ยังไม่สนับสนุนมากพอ ยังคงต้องรออีกสักระยะ

ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล /ภาพ VDO : https://notebookspec.com


เรื่องแนะนำ

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
          AMD เตรียมนำสถาปัตยกรรมสุดร้อนแรงแห่งปีอย่าง Zen และ Vega มารวมกันใน APU ยุคถัดไป โดยสถาปัตยกรรมดังกล่าวจะใช้ชื่อว่า Raven Ridge APU ของ AMD นั้นเปรียบเสมือนชิปเดียวที่มีทั้ง CPU และ GPU ในตัว โดยจะเอามาจากสถาปัตยกรรมสายหลักของตนทั้งสองฝั่ง และปีนี้ AMD ก็มีชิปทั้งสองอย่างที่ประสบความสำเร็จในด้านประสิทธิภาพค่อยข้างดี หลายๆ คนก็อยากจะเห็นสถาปัตยกรรมทั้งสองรวมตัวกันในชิปเดียว Raven Ridge จะมีกราฟฟิคคอร์ทั้งหมด 12 NGCU (768 Stream Processor) และหน่วยประมวลผลหลัก 4 คอร์ ทั้งสองอย่างเชื่อมต่อการทำงานด้วย Infinity Fabric เช่นเดียวกันกับที่ใช้บน Summit Ridge และแม้ว่าหน่วยประมวลผลจะมี 4 คอร์ แต่จะมีการแบ่งเธรดทำงานออกเป็น 8 เธรด และ L3 Cache ขนาด 8MB รวมไปถึงรองรับ Dual-Channel DDR4  ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล : https://www.overclockzone.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ในที่สุดทาง AMD ก็ปล่อยกราฟิกชิปสถาปัตยกรรม Vega ออกมาสักทีครับ โดยรุ่นที่ถูกปล่อยออกมานั้นประกอบไปด้วย Radeon RX Vega 64 ที่ถูกจับชนกับ GTX 1080 และ Radeon RX Vega 56 ที่ถูกจับชนกับ GTX 1070 ซึ่งถือว่าในการเปิดตัวนี้นั้นทำให้ทาง AMD เองนั้นมีกราฟิกการ์ดครบทุกตลาดอย่างเป็นทางการครับ สำหรับสเปคของ Radeon RX Vega 64 ที่มาพร้อมกับระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว, Radeon RX Vega 64 และ Radeon RX Vega 56 เทียบกับ AMD Radeon R9 Fury X นั้นมีดังต่อไปนี้ครับ สำหรับประสิทธิภาพของ Vega นั้นจะใกล้กันกับคู่แข่งมากครับ อย่าง Radeon RX Vega 64 ที่ถูกจับชนกับ GTX 1080 นั้นถือว่าไล่บี้กันอย่างสนุกสนานแถมด้วยราคานั้นก็เท่ากัน(รุ่นที่จับชนเป็นรุ่นราคา $499) ส่วน Radeon RX Vega 56 ที่ถูกจับชนกับ GTX 1070 นั้นก็มีประสิทธิภาพพอๆ กัน โดย RX Vega 56 นั้นมีราคาต่ำกว่า GTX 1070 อยู่ที่ $50 ด้วยอีกต่างหาก จุดที่น่าเสียดายนั้นก็คือกราฟิกการ์ดสถาปัตยกรรม Vega ที่ใช้กระบวนการผลิตที่ระดับ 14 nm นั้นมีอัตราการใช้พลังงานสูงกว่ากราฟิกการฝั่ง NVIDIA ที่นำมาเทียบกันอยู่ แถมกระบวนการผลิตของกราฟิกการ์ดสถาปัตยกรรม Pascal นั้นยังใช้กระบวนการผลิตที่ระดับ 16 nm ซึ่งใหญ่กว่าของทาง AMD อีกด้วยครับ ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล : https://notebookspec.com/

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ช่วงนี้ข่าวของซีพียูตัวใหม่อย่าง Intel Core i Gen 8 ออกมาหนาหูเหลือเกิน ทำให้ผู้ใช้งานที่ต้องการซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ ชลอการซื้อออกไปก่อน เพราะหวังว่าตัวใหม่ที่ออกมาน่าจะดีกว่า อย่างน้อยก็ได้ของใหม่ละ ไม่นับรวมกับคนที่ซื้อค่ายแดงอย่าง AMD Ryzen ที่ออกมากันครบทั้ง 3 5 7 แล้ว ซึ่งได้พิสูงจ์ถึงประสิทธิภาพความแรงที่ดีกว่าคู่แข่ง Intel อย่างเห็นได้ชัด เร็วกว่าในราคาที่ถูกกว่า จนเป็นที่ฮ๊อตฮิตติดลมบนไปเป็นที่เรียบร้อย ทำให้สถานะการณ์ของมุมน้ำเงินอย่าง intel ที่ครองตลาดมาเป็นว่าลาร่วมสิบปีต้องสะดุดอย่างไม่เป็นท่า จากที่เคยได้ยอดขายกว่า 80-90% ของตลาด ต้องถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งการปรับกลยุทธ์ของ Intel ที่ยุบสำนักงานในประเทศต่างๆรวมถึงไทย ทำให้การปรับตัวอะไรก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า จนสุดท้ายต้องเลือกการปล่อยซีพียู Core i Gen 8 เข้ามาสู่ตลาดเร็วกว่าที่คิดไว้ จนส่งผลให้ผู้ใช้ชลอการซื้อออกไปก่อน แต่ว่า Core i Gen 8 มันจะแรง จะคุ้มค่ากับการรอไหมนะ ก่อนอื่นต้องพูดถึงเทคโนโลยีกันก่อน กับ Core i Gen 8 จะมาพร้อมสถาปัตยกรรมใหม่แบบ 14 nm ในรหัส “Coffee Lake” รุ่นสุดท้ายก่อนเปลี่ยนเป็น 10nm  ในรหัส “Cannon lake” กฎของมวัร์ “Tick Tock” ที่ตัว Core i Gen 8 จะอยู่ในช่วง Tock หรือพูดง่ายๆ คือยังใช้เทคโนโลยีการผลิตเดิม ทำให้ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นมาได้แรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแบบช่วง Tick ซึ่งตามที่ Intel บอก Core i Gen 8 จะแรงขึ้นกว่ารุ่นเดิมราว 15-20% นอกจากนั้นจุดเด่นของ Core i Gen 8 คือการเพิ่มคอร์เข้ามา จากเดิม สูงสุดที่ 4 คอร์ จะเพิ่มมาเป็น 6 คอร์ และในบางรุ่นเดิมเช่น Core i5 หรือตัว Core i7 รหัส U ก็จะเพิ่มจาก 2 เป็น 4 คอร์ ด้วย (ไม่นับเทรดที่อาจจะตัดออกหรือเพิ่มเข้ามาในบางรุ่น เพื่อให้สัมพันธ์กับการใช้พลังงาน) ส่วนหนึ่งที่ทำให้สามารถเพิ่มคอร์เข้ามาได้ เพราะการที่รุ่นก่อนหน้านี้สามารถจัดการใช้พลังงานได้ดี สามารถเพิ่มคอร์ได้โดยที่ไม่ร้อนหรือใช้พลังงานจนเกินไปนัก ในส่วนของชิปเซ็ตนั้นจะเป็นรหัส 300 Series ตัวใหม่ และซ๊อตเก็ตซีพียูคาดว่ายังคงเป็น LGA 1151 เหมือนเดิม แต่อาจจะมีปัญหาตรงที่เมนบอร์ดรุ่นเก่าที่ใช้ชิปเซ็ต 100/200 Series ไม่น่าจะสามารถใช้งานร่วมกับซีพียูตัวใหม่นี้ได้ (ในทางกลับกับเมนบอร์ด 300 Series ก็อาจจะใช้ซีพียูรุ่นเก่าไม่ได้เช่นกัน) ตรงนี้คงต้องรอทาง Intel ออกมายืนยันอีกที รอแล้วได้อะไร เมื่อทราบถึงข้อมูลของ Core i Gen 8 แล้ว กับความแรงขึ้นอีก 15-20% คุ้มไหมที่จะรอ หรือซื้อ Core i Gen 7 ไปเลยดีกว่า ฝั่งพีซี ส่วนตัวมองว่าไม่คุ้มที่จะรอเพราะว่ากว่าจะเปิดขายจริงก็น่าจะช่วงปลายปี ราวๆเดือนพฤษจิกายน ธันวาคมเลย โดยเฉพาะตลาดล่างที่ไม่ได้ต้องการซีพียูแรงๆมากมายอะไรอยู่แล้ว อีกทั้งต้องซื้อเมนบอร์ดใหม่ด้วย ซึ่งเมื่อออกมาใหม่ๆตัวเลือกก็จะน้อย ต่างจาก 100/200 Series ที่มีตัวเลือกเยอะ อีกทั้งยังสามารถใช้แทนกันได้แน่นอน ไม่ต้องรอซีพียู Core i Gen 8 กับเมนบอร์ด 300 Series ที่ไม่รู้จะใช้กับรุ่นเก่าได้ใหม่ อีกทั้งเทคโนโลยีในเมนบอร์ดก็ไม่ได้ต่างกันมาก และสำหรับผู้ที่ต้องการทำงานมัลติทาสกิ้งเยอะๆ ที่ต้องใช้ซีพียูหลายๆคอร์ก็ยังมี AMD Ryzen ให้เลือกอีกหลายรุ่นแรงกว่า ราคาประหยัดกว่า Intel เมื่อเทียบจำนวนคอร์ หรือถ้าเน้นแรงๆไปเลยก็ยังมีกลุ่ม X299 และซีพียู X Series ให้เลือก ฝั่งโน้ตบุ๊ค ถ้าเป็นโน้ตบุ๊คผมบอกเลยว่าคุ้มที่จะรอ เพราะโน้ตบุ๊คที่มาพร้อมซีพียู Core i Gen 8 จะเริ่มทยอยวางขายในช่วงเดือนหน้าหรือกันยายนแล้ว (อย่างน้อยก็ Lenovo ละ)  ซึ่งถือว่าเร็วกว่าพีซีเยอะมาก อีกทั้งซีพียูบนโน้ตบุ๊คหลายๆตัวก็ยังได้มีการปรับเพิ่มคอร์เข้ามาด้วย (เช่น Core i5-8250U ที่เป็นข่าวหลุดมาแล้วว่า 4 คอร์แท้) ซึ่งจะทำให้โน้ตบุ๊คบางเบามีประสิทธิภาพสูงขึ้นเทียบได้กับโน้ตบุ๊คปรกติ และในกลุ่มโน้ตบุ๊คเกมมิ่งแรงๆก็จะมีรุ่นที่เพิ่มจาก 4 เป็น 6 คอร์ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่คุ้มค่ากับการรอ หรือถ้ารอแล้วไม่ถูกใจยังไง ก็ยังมีโน้ตบุ๊ครุ่นเก่าๆอีกหลายรุ่นที่จะปรับราคาลงมาเพื่อเคลียออกไป และไหนจะฝั่ง AMD ที่จะมีออกมาในช่วงเวลาเดียวกันด้วย ฝั่งโน้ตบุ๊ครอแล้วคุ้มครับ ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล :  https://notebookspec.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 4 สิงหาคม 2560 – AMD กระตุ้นตลาดคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อประดับไฮเอนด์ (HEDT) ให้กลับมาคึกคักมากขึ้นอีกครั้ง ด้วยการเปิดให้สั่งซื้อ Ryzen™ Threadripper™ ล่วงหน้าทั่วโลกแล้ว และจะวางจำหน่ายโปรเซสเซอร์รุ่น 16-core Ryzen Threadripper 1950X และ 12-core 1920X ในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ และแน่นอน AMD ทำตามคำสัญญาที่จะเพิ่มจำนวนคอร์ (cores) และเธรด (threads)ให้กับโปรเซสเซอร์ด้วยการเปิดตัว เดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ ที่ได้รับการการันตีรางวัลชนะเลิศถึง 9 รางวัลกับ Ryzen™ Threadripper™ การทำงานบนซีพียู “เซน” ที่มีแกนประมวลผลเพิ่มขึ้นถึง 60 เปอร์เซ็นเมื่อเทียบกับโปรโซสเซอร์ HEDT รุ่นก่อนหน้า1 รวมไปถึง I/O แบนด์วิธชั้นนำ ได้รับการออกแบบมาเพื่อนำนวัตกรรม และการแข่งขันกลับมาสู่ตลาดพีซีอย่างเต็มรูปแบบ  Ryzen Threadripper สถาปัตยกรรม CPU Ryzen มีประสิทธิภาพสูงและโดดเด่นนำเสนอคุณสมบัติที่ล้ำหน้า เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเป็นผู้นำด้านประสิทธิภาพ2/สำหรับเวิร์กโหลดพีซีที่ต้องการมากที่สุดในปัจจุบัน จิม แอนเดอร์สัน รองประธานอาวุโส และผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายประมวลผล และกราฟิก AMD กล่าวว่า “เป้าหมายของ Ryzen คือการนำนวัตกรรม ที่น่าตื่นตาตื่นใจมาให้ลูกค้าของเรา AMD นำโปรเซสเซอร์ Ryzen™ 7, 5, และ 3 มาพลิกโฉมวงการให้ผู้ใช้งานทุกระดับมั่นใจว่าจะได้รับเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในราคาที่เหมาะสม และได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด AMD เปิดตัวโปรเซสเซอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในตระกูล Ryzen™ คือ Ryzen™ Threadripper™ เป็นตัวล่าสุด การเปิดตัวครั้งนี้ทำให้โปรเซสเซอร์ในตระกูลนี้ครบสมบูรณ์และทำให้ AMD อยู่ในระดับแนวหน้าของตลาดคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดแพลตฟอร์มที่สมบูรณ์แบบและมีประสิทธิภาพระดับสุงสุดสำหรับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล นักสร้างวิดีโอ และเกมเมอร์”   ผลิตภัณฑ์ AMD Ryzen™ Threadripper™   นอกเหนือจากรุ่น 16 core และ 12 core ที่ได้เปิดเผยข้อมูลไปก่อนหน้านี้แล้ว AMD ยังเปิดตัวโปรเซสเซอร์ 8-core Ryzen Threadripper 1900X ที่มี base clock อยู่ที่ 3.8 GHz และสามารถเพิ่มขึ้นได้ถึง 4.0 GHz พร้อมด้วยฟีเจอร์เต็มรูปแบบบนแพลตฟอร์ม X399 SocketTR4 พร้อม 64 PCIe® การสังซื้อล่วงหน้า และการวางจำหน่าย  สามารถสั่งซื้อ Area-51 Threadripper™ Edition จากทาง Alienware ล่วงหน้าได้แล้ว  ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฏาคม รวมถึงระบบต่างๆ ที่ใช้ Ryzen™ Threadripper™ จาก SI ชั้นนำ นอกจากนี้สามารถสั่งจองเฉพาะรุ่น 16-core, 32-thread Ryzen™ Threadripper™ 1950X และ  12-core, 24-thread 1920X  ล่วงหน้าผ่านทางตัวแทนจำหน่ายออนไลน์ทั่วโลกได้ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฏาคม ทั้งนี้ซีพียูเหล่านี้คาดว่าจะวางจำหน่ายในวันที่ 10 สิงหาคม นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าจะเปิดตัวโปรเซสเซอร์ 8-core, 16-thread Ryzen™ Threadripper™ 1900X ในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ด้วย ร้านค้าที่ร่วมรายการดังต่อไปนี้ สามารถดูรายชื่อเพิ่มเติมได้ ที่นี่ โปรเซสเซอร์ AMD Ryzen™ Threadripper™ ทุกรุ่นได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบโดยแพลตฟอร์ม X399 ตั้งแต่เริ่มเปิดตัว ด้วยมาเธอร์บอร์ด จากผู้ผลิตมาเธอร์บอร์ดชั้นนำ ประกอบด้วย ASRock, ASUS, Gigabyte และ MSI ชิปเซตแพลตฟอร์ม X399 รุ่นใหม่มีช่องเสียบอุปกรณ์สำหรับ USB, กราฟิก, ข้อมูล และช่องอินพุต/ เอาต์พุตต่างๆ ทำให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถปรับขนาดได้ และให้ประสบการณ์การประมวลผลที่เชื่อถือได้และรองรับเทคโนโลยีในอนาคต ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล : https://notebookspec.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ในบรรดาเครื่องปริ้นสำนักงาน Laser Printer นับเป็นเครื่องปริ้นอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยม ในแง่ของคุณภาพงานและความคล่องตัว ด้วยความเร็วในการปริ้น รวมถึงความคมชัด ที่ตอบสนองการทำงานในแต่ละวันของแต่ละแผนกหรือจะเป็นเครื่องที่ใช้ในสำนักงานขนาดเล็ก เพราะจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ กรณีที่ปริ้นงานเอกสารทั่วไปเพียงอย่างเดียว HP LaserJet Pro M12w เป็นเครื่องเลเซอร์ปริ้นเตอร์ขนาดกระทัดรัด เรียกว่าจะจัดวางไว้ในสำนักงานขนาดเล็กใช้ร่วมกันก็ได้หรือจะใช้เป็นเครื่องปริ้นแยกแผนกในองค์กรก็ได้เช่นกัน โดยมาพร้อมเทคโนโลยี Laser ที่ให้ความคมชัด ด้วยความละเอียดสูงสุด 600 x 600 dpi และความเร็วในการทำงานอยู่ที่ 18 แผ่นต่อนาทีสำหรับงานเอกสารทั่วไป รองรับการสั่งงานผ่านแอพพลิเคชั่นอย่าง HP ePrint สำหรับการใช้งานบนสมาร์ทโฟนได้นอกเหนือจากการสนับสนุน WiFi พื้นฐาน มาพร้อมถาดกระดาษขนาดใหญ่ เพื่อให้การพิมพ์ต่อเนื่องกับถาดขาเข้ามากถึง 150 แผ่น และถาดขาออก 100 แผ่น ภายใต้ขนาดกระทัดรัด เคลื่อนย้ายสะดวก โดยมีโทนเนอร์ขนาดใหญ่ ที่สามารถเปลี่ยนได้ด้วยตัวเอง และเทคโนโลยี HP Auto-On/Auto-Off Technology ที่ช่วยในการประหยัดพลังงานอีกด้วย Specification Print technology: Laser Print speed black:: Normal: Up to 18 ppm First page out (ready): Black: Up to 9.2 sec Print quality black (best): Up to 600 x 600 x 2 dpi Resolution technology: HP FastRes 600, HP FastRes 1200 HP ePrint capability: Yes Mobile printing capability: HP ePrint, Mopria™-certified, Mobile Apps, Do not include ‘SIPs” Wireless capability: Yes Connectivity, standard, 1 Hi-Speed USB 2.0, 1 WiFi 802.11b/g/n Network ready: Standard (built-in WiFi 802.11b/g/n) Paper handling input, standard: 150-sheet input tray Paper handling output, standard: 100-sheet output bin Maximum output capacity (sheets): Up to 100 sheets Duplex printing: Manual Media sizes supported: A4, A5, A6, B5, postcards, envelopes (C5, DL, B5) Media sizes, custom: 150-sheet input tray: 147 x 211 to 216 x 356 mm Maximum dimensions (W x D x H): 349 x 410 x 228 mm 2 Weight: 5.2 kg (With print cartridges) รูปลักษณ์และฟังชั่น ในเรื่องของดีไซน์สำหรับ HP LaserJet Pro M12w มาในบอดี้ขนาดเล็กแปลกตา กับฟังก์ชั่นพื้นฐานที่เป็นเครื่องปริ้นเพียงอย่างเดียว โทนสีขาวตัดกับเส้นสายสีเทา ดูเข้ากับเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ภายในสำนักงานหรือในบ้านและโฮมออฟฟิศได้ลงตัว ชื่อรุ่นระบุไว้ด้านหน้าทางซ้ายของตัวเครื่อง เป็นกลุ่มของ LaserJet ที่ทาง HP เปิดตัวมาหลายรุ่นเลยทีเดียว รุ่นดังกล่างเป็นน้องเล็กที่ราคาประหยัด ความสวยงามของตัวเครื่องอยู่ที่ความเงางาม ซึ่งน่าแปลกที่ทาง HP ใส่ดีไซน์ที่แปลกตามาในปริ้นเตอร์รุ่นนี้ เพราะส่วนใหญ่เราจะเห็นเป็นแบบสีขาวด้านเป็นหลัก ด้านบนเป็นถาดกระดาษขาออกรองรับได้มากถึง 100 แผ่น จึงรองรับการปริ้นต่อเนื่องได้สบายๆ ตัวถาดสามารถปรับได้ 3 ระดับ เพื่อให้รับกับกระดาษรูปแบบต่างๆ ได้มากมาย เมื่อเปิดถาดรับกระดาษออกมา ก็ยังยืดถาดรองออกมาได้อีก 2 ระดับ ซึ่งดูแล้ว HP จัดกลไกมาได้ลงตัวเลยทีเดียว แผงควบคุมด้านบน มีเพียงปุ่มเปิดการใช้งาน WiFi และยกเลิก โดยมีไฟสถานะสีฟ้าบอกการทำงาน ตามสไตล์ของเครื่อง Single function เช่นนี้ การออกแบบให้ช่องวางดูเรียบง่าย ก็ทำให้ไม่มีความซับซ้อน ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้ ที่ไม่ต้องวุ่นวายกับการจัดเซ็ตตั้งค่ามากนัก ถาดกระดาษขาเข้าด้านหน้ารองรับได้ถึง 150 แผ่น ให้คุณสามารถปรับตัวล็อคตามรูปแบบของกระดาษที่ใช้ ถาดกระดาษขาเข้าจากด้านหน้า จะเห็นได้ชัดว่า แทบจะใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่าจริงๆ พร้อมรางเลื่อน สำหรับการปรับให้เหมาะสมกับการใช้งาน ทั้งเลื่อนซ้าย-ขวาและปรับขนาด A4 ไปจนถึงซองจดหมาย ด้านหลังของตัวเครื่องดูเรียบง่าย และปิดสนิท ให้เปิดซ่อมบำรุงได้จากด้านบน มีเพียงที่ต่อไฟเลี้ยงและพอร์ต USB เท่านั้น ตามที่แจ้งไว้ในเบื้องต้น ปริ้นเตอร์รุ่นนี้รองรับการสั่งงานผ่านสมาร์ทโฟน ด้วยเทคโนโลยี HP ePrint แค่ติดตั้งแอพ แล้วเชื่อมต่อปริ่นเตอร์ผ่าน WiFi จากนั้นก็สามารถสั่้งปริ้นงานได้ทันที การดูแลรักษาก็ค่อนข้างง่ายสำหรับปริ้่นเตอร์รุ่นนี้ เพียงยกฝาปิดที่เป็นถาดรับกระดาษด้านบนออก จากนั้นดึงโทนเนอร์ออกมาตรงๆ เท่านั้น ใช้ได้ทั้งการแก้ไขกระดาษติดหรือการเปลี่ยน Cartridge อีกด้วย โดยโทนเนอร์ที่ใช้จะเป็นรุ่น 79A   Conclusion HP วางปริ้นเตอร์ LaserJet Pro M12w ไว้ในกลุ่มของสำนักงานหรือผู้ที่ต้องการเครื่องปริ้นเลเซอร์คุณภาพดี ให้ความละเอียดที่คมชัดและรวดเร็ว รองรับปริมาณการปริ้นในแต่ละรอบจำนวนมาก ซึ่งปริ้นเตอร์รุ่นนี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละวันของกลุ่มคนเหล่านี้ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นโฮมออฟฟิศหรือสำนักงานทั่วไปก็ตาม ทั้งนี้จุดเด่นของปริ้นเตอร์รุ่นดังกล่าว น่าจะอยู่ตรงที่ความเร็วในการทำงาน ซึ่งทำได้เกือบ 20 แผ่นต่อนาทีสำหรับเอกสารทั่วไป กราฟฟิกในงานยังคงความคมชัด ไม่ว่าจะเป็นกราฟหรือแผนภูมิต่างๆ ที่ใช้ประกอบการนำเสนอก็ตาม ทั้งนี้ความละเอียดที่ได้ ก็จัดได้ว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว แม้จะเป็นเอกสารที่ปริ้นต่อเนื่องออกมาก็ตาม นอกจากนี้การออกแบบให้มีโทนสีขาวสดใส ก็ดูจะเหมาะกับกลุ่มสำนักงานได้อย่างลงตัว และเนื่องจากเป็นปริ้นเตอร์ที่เน้นความเรียบง่าย หลายสิ่งจึงดูเป็นแบบ Friendly เข้าใจง่าย ด้วยปุ่มสั่งงานเพียง 2 อย่าง ไม่มีหน้าจอมาให้ แต่ก็ใช้งานได้สะดวก และที่น่าสนใจก็คือ การเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟนในแบบไร้สาย ก็เป็นอีกไฮไลต์หนึ่งที่สร้างความสบายใจให้กับผู้ใช้ได้ไม่น้อยเช่นกัน เมื่อมองในภาพรวมและราคาที่ไม่ถึง 4 พันบาท ก็ต้องถือว่า HP LaserJet Pro M12w รุ่นนี้มีการจัดวางรูปแบบการใช้งานที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ใช้ที่ต้องการความสะดวกสบายและรวดเร็ว จุดเด่น เป็นปริ้นเตอร์ขนาดเล็กเคลื่อนย้ายสะดวก ให้งานปริ้นที่รวดเร็วสูงถึง 19 แผ่นต่อนาที ถาดกระดาษขาเข้า-ออก รองรับได้จำนวนมาก ข้อสังเกต มีปุ่มควบคุมการทำงานมาให้ 2 ปุ่มเท่านั้น ไม่มีหน้าจอแสดงผล Contact : HP LaserJet Pro M12w ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล /ภาพ : https://notebookspec.com คลิ๊ก!! สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่