ข่าวไอที / GIGABYTE เปิดตัวเมนบอรด์ X399 AORUS Gaming 7

เรื่องนี้โดนใจไลค์หน่อย โพสโดย admin เมื่อ 2017/08/10 | เข้าชม 888 ครั้ง

GIGABYTE เปิดตัวเมนบอร์ด X399 AORUS Gaming 7

ฉีกทุกขีดจำกัดไปกับเมนบอร์ดสุดล้ำแห่งยุค ปลดปล่อยขุมพลัง AMD Ryzen™  Threadripper™  

ได้อย่างสุดขั้ว

ไทเป, ไต้หวัน, วันที่ 1 สิงหาคม, 2017 – GIGABYTE TECHNOLOGY Co. Ltd., ผู้ผลิตอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรมเมนบอร์ด และกราฟิกการ์ดระดับโลกมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะเปิดตัวเมนบอร์ดชิปเซ็ต AMD X399 ใหม่ล่าสุด ในรุ่น X399 AORUS Gaming 7 โดย AORUS series นับเป็นเมนบอร์ดระดับพรีเมี่ยมที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง ออกแบบมาให้รองรับแพลตฟอร์ม AMD ได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเมนบอร์ด X399 AORUS Gaming 7 จะมาพร้อมกับคุณสมบัติที่โดดเด่นมากมาย อันประกอบไปด้วย โซลูชั่นระบายความร้อนระดับไฮเอนด์, การปรับแต่งระบบแสงไฟ Digital LED, ครีบกระจายความร้อนไดร์ฟ M.2, รองรับการแสดงผล 4-Way display output และภาคจ่ายไฟที่ได้รับการออกแบบใหม่ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ GIGABYTE อย่าง RGB Fusion และ Smart Fan 5 อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นเมนบอร์ดที่เพียบพร้อมไปด้วยนวัตกรรม อัดแน่นด้วยคุณภาพ และส่งมอบประสิทธิภาพสูงสุดสู่ผู้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบ

นอกจากนี้ GIGABYTE ได้ร่วมมือกับ WTFast เพื่อยกระดับคุณภาพการเชื่อมต่อเครือข่ายให้กับผู้บริโภค และช่วยให้ผู้ใช้งานเมนบอร์ด AORUS ได้สัมผัสกับประสิทธิภาพของเครือข่ายที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ ไม่ใช่เพียงแค่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานในด้านความเร็วเท่านั้น แต่ยังช่วยเติมเต็มประสิทธิภาพให้กับซีพียู AMD RyzenTM ThreadripperTM ได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย 
ies.  

Vincent Liu, ผู้ช่วยอาวุโสรองประธานภาคธุรกิจเมนบอร์ดจาก GIGABYTE แสดงความคิดเห็น “หลังจากเปิดตัวแพลตฟอร์มล่าสุด AMD X399 ที่รองรับหน่วยประมวลผล RyzenTM ThreadripperTM, GIGABYTE ก็ได้ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีการปฏิวัตินวัตกรรมใหม่สู่ผู้บริโภค เมนบอร์ดของเรามีความเข้ากันได้กับแพลตฟอร์มนี้เป็นอย่างดี สามารถแสดงประสิทธิภาพได้อย่างน่าทึ่งเมื่อจับคู่กับหน่วยประมวลผลจาก AMD เราใช้ความพยายามและทุ่มเทอย่างยิ่งเพื่อผลิตเมนบอร์ดที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับนักเล่นเกมและผู้ใช้งานระดับมืออาชีพ” ผู้ช่วยอาวุโสรองประธาน Liu กล่าวเพิ่มเติม: “เมนบอร์ด GIGABYTE X399 AORUS Gaming 7 ได้รับการออกแบบมาสำหรับนักเล่นเกมและผู้ใช้งานระดับมืออาชีพ ด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีคุณภาพสูง พร้อมการวิจัยและพัฒนาอย่างมืออาชีพ จึงทำให้เมนบอร์ดใหม่ของเรามีเสถียรภาพและประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยม ส่งมอบประสบการณ์การใช้งานเมนบอร์ดที่น่าประทับใจสู่ผู้บริโภค”

AMD Ryzen™ Threadripper™ Processor

AMD RyzenTM Threadripper TM Processor เป็นครั้งแรกสำหรับหน่วยประมวลผล AMD ที่ออกแบบโดยใช้ LGA (Land Grid Array) เป็นแบบ Socket TR4 ที่มาพร้อมขาพินจำนวน 4094 pins และมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับ AMD RyzenTM 7 ซึ่งหน่วยประมวลผล AMD RyzenTM ThreadripperTM ใช้เทคโนโลยีการผลิตขนาด 14nm และมาพร้อมแกนประมวลผลที่มากถึง 16-core, 32 thread ซึ่งมากกว่า AMD RyzenTM 7 ถึงหนึ่งเท่าตัว นอกจากนี้ซีพียู RyzenTM Threadripper TM ยังรองรับ PCIe Gen3 ถึง 64 lanes ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการประมวลผลได้อย่างยอดเยี่ยม เมนบอร์ด X399 AORUS Gaming 7 ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับซีพียู RyzenTM Threadripper TM ได้อย่างสมบูรณ์แบบ, รองรับ PCIe Gen3 x4 NVMe ในรูปแบบ M.2 slot 3 ชุด, และพอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB 3.1 Gen2, ให้การแสดงผลที่มีคุณภาพสูง พร้อมการประมวลผลข้อมูล และการเชื่อมต่อเพื่อจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เมนบอร์ด X399 AORUS Gaming 7 ได้รับการออกแบบโดยใช้ส่วนประกอบที่มีความทนทานสูง ช่วยทำให้ RyzenTM ThreadripperTM ปลดปล่อยสมรรถนะในการประมวลผลได้อย่างเหนือขีดจำกัด นับเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับหน่วยประมวลผลรุ่นท็อปของ AMD ในตลาดขณะนี้         

ปรับแต่งแสงไฟ Digital LED ด้วย RGB Fusion

เมนบอร์ด X399 AORUS Gaming 7 จาก GIGABYTE ติดตั้งระบบแสงไฟ RGB LED โดยมาพร้อมกับเทคโนโลยี RGB Fusion ซึ่งได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งรูปแบบแสงไฟให้โดดเด่นมีสไตล์ได้ตามต้องการ นอกจากนี้เมนบอร์ด X399 AORUS Gaming 7 ยังรองรับระบบแสงไฟ digital LED lighting ล่าสุด ที่สามารถปรับและแสดงผล LED ได้อย่างอิสระด้วยตัวเลือกที่หลากหลาย โดยซอฟต์แวร์ RGB Fusion มีรูปแบบการปรับแต่งให้เลือกได้มากกว่าถึง 10 รูปแบบ ช่วยให้การใช้งานมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เมนบอร์ด X399 AORUS Gaming 7 ยังรองรับแถบแสงไฟ Digital LED strips ทั้งแบบ 5V และ 12V และรองรับไฟ LED มากถึง 300 จุด, ช่วยเพิ่มทางเลือกการปรับแต่งที่หลากหลายยิ่งขึ้น บ่งบอกสไตล์ความเป็นตัวคุณได้อย่างชัดเจน

ระบายความร้อนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพด้วย Smart Fan 5 

เมนบอร์ด X399 AORUS Gaming 7 มาพร้อมกับเทคโนโลยีล่าสุดอย่าง Smart Fan 5 นอกจากผู้ใช้งานจะสามารถตั้งค่าปรับความเร็วของพัดลมเพื่อกระจายความร้อนได้แล้ว, คุณยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบพัดลมได้ โดยการควบคุมการเพิ่มหรือลดความแรงของพัดลมได้ โดยตั้งค่าให้สัมพันธ์กับสภาวะของระบบเครื่องคอมพิวเตอร์ในขณะนั้น เมนบอร์ด X399 AORUS Gaming 7 จะช่วยทำให้คุณมั่นใจได้ว่าระบบของคุณจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในอุณหภูมิที่เหมาะสม

 

M.2 Thermal Guard: ลดอุณหภูมิ, เพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น

เมนบอร์ด AORUS ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บข้อมูลด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด พร้อมด้วยการตั้งค่าป้องกันไฟกระชากให้กับ NVMe PCIe x4 M.2 slot 3 จุดบนเมนบอร์ด, มีความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลที่สูงถึง 32 GB/s ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งการตั้งค่าดิสก์ได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากไดร์ฟ M.2 อาจได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิความร้อนที่สูงเกินไประหว่างการใช้งาน, GIGABYTE จึงได้ออกแบบ Thermal Guard Armor ครีบกระจายความร้อนที่ช่วยลดอุณหภูมิให้กับไดร์ฟ M.2 ได้อย่างดีเยี่ยม โดย GIGABYTE M.2 Thermal Guard จะช่วยจัดการอุณหภูมิให้กับอุปกรณ์ M.2 เย็นขึ้นถึง 20 องศาเซลเซียส, ปกป้องอุปกรณ์จากความร้อนที่สูงเกินไป และช่วยให้เมนบอร์ดสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

  

ภาคจ่ายไฟที่มีความทนทานสูง

เมนบอร์ด X399 AORUS Gaming 7 ได้รับการออกแบบภาคจ่ายไฟให้มีความทนทานสูง รองรับการจ่ายไฟให้กับ CPU (ATX12V) และหัวต่อ 24-Pin ATX ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดส่งพลังงานได้อย่างเหนือชั้น มาพร้อมแหล่งจ่ายไฟ 4th Generation power source, ชิป 3rd Generation PowIRstage และชิป IR คุณภาพชั้นนำ ที่จะช่วยส่งมอบพลังงานได้อย่างเหลือล้นและมีเสถียรภาพ เมนบอร์ด X399 AORUS Gaming 7 มีความทนทานสูง และสามารถส่งมอบพลังงานได้อย่างต่ำ 100,000 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีพอร์ต USB ที่มีระบบป้องกัน Precision Digital Fuse จะช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดจากแรงดันไฟฟ้าเกินเมื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอก ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวเหล่านี้จะช่วยป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นกับระบบได้ ผู้ใช้งานจึงมั่นใจได้ว่าหน่วยประมวลผล AMD RyzenTM ThreadripperTM จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเสถียรภาพมากที่สุดบนเมนบอร์ด X399 AORUS Gaming 7

 

เพื่อการแสดงผลกราฟิกที่ยอดเยี่ยม พร้อมระบบเสียงคุณภาพสูง

เมนบอร์ด X399 AORUS Gaming 7 มีช่องสัญญาณ PCIe Gen3 lanes จำนวน 64 เลน โดยช่อง PCIe Gen3 lanes จำนวน 48 เลนมีไว้สำหรับการแสดงผลกราฟิก แบบ 4 PCIe Gen3 slots (16+16+8+8) รองรับเทคโนโลยี 4-Way AMD CrossFire™ และ 4-Way NVIDIA® SLI, พร้อมด้วยการแสดงผลที่มีคุณภาพแบบ 4K, ทำให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์การเล่นเกมที่ยอดเยี่ยม เมนบอร์ด X399 AORUS Gaming 7 ใช้ Realtek® ALC1220 engine, Smart Headphone AMP สามารถปรับแต่งตั้งค่าระบบเสียงได้ ผู้ใช้งานไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเสียงที่เบาหรือดังเกินไป ด้วยการเพิ่มตัวเก็บประจุ Nichicon และ WIMA audio จะช่วยให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสความบันเทิงคุณภาพยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง การเล่นเกมบนพีซี คุณจะได้รับอรรถรสความบันเทิงคุณภาพระดับไฮเอนด์ทั้งภาพและเสียงอย่างแท้จริง

Killer E2500 พร้อมซอฟต์แวร์ประสิทธิภาพสูง WTFast GPN 

เมนบอร์ด X399 AORUS Gaming 7 มาพร้อมกับ Killer E2500 Network Ethernet Controller ที่เป็นเหมือนระบบควบคุมเครือข่าย ทำให้ผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูง, ช่วยให้การเชื่อมต่อมีเสถียรภาพ และลดความล่าช้าบนเครือข่ายในระหว่างการเล่นเกม โดยเมนบอร์ด X399 AORUS Gaming 7 ได้ร่วมมือกับ WTFast เพื่อพัฒนาฟังก์ชั่นเครือข่ายส่วนตัวแบบ GPN ให้ระบบเครือข่ายมีคุณภาพและเสถียรภาพมากที่สุดไม่ว่าผู้ใช้งานจะอยู่ที่ใดก็ตาม สัมผัสประสบการณ์เครือข่ายประสิทธิภาพสูงเหนือกว่ากับเมนบอร์ด X399 AORUS Gaming 7 ด้วยการเป็นสมาชิกกับ WTFast ฟรี 14 วัน คุณจะได้รับประสิทธิภาพการใช้งานบนอินเทอร์เน็ตที่ดีที่สุด สัมผัสการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยความเร็วสูงสุด เร็วกว่าการเชื่อมต่อเครือข่ายอื่นๆ ถึง 60 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้เมนบอร์ด X399 AORUS Gaming 7 ยังมาพร้อมกับ Creative SoundBlaster 720 ไม่เพียงแค่ให้คุณภาพเสียงในการเล่นเกมที่เหนือกว่าแล้ว แต่ยังเพิ่ม ScoutRadar Display เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้หูฟังและมอนิเตอร์ตำแหน่งของศัตรูผ่านเสียงได้ง่าย ช่วยให้เกมเมอร์ได้เปรียบคู่แข่งมากขึ้นสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการสตรีมมิ่ง, เมนบอร์ด X399 AORUS Gaming 7 พร้อมให้สิทธิ์การเป็นสมาชิกรายปีสำหรับ XSplit Gamecaster, ซึ่งมีอินเทอร์เฟสที่ใช้งานง่ายสำหรับการสตรีมมิ่ง พร้อมให้คุณแบ่งปันแชร์ประสบการณ์สิ่งที่น่าตื่นเต้นได้ทั่วทุกมุมโลก 

เมนบอร์ด X399 AORUS Gaming 7 พร้อมสนับสนุน Socket TR4 ขุมพลังซีพียู AMD RyzenTM ThreadripperTM, แรม DDR4, พอร์ต USB 3.1 Gen2, USC DAC-UP2, Q-Flash Plus, และคุณสมบัติอื่นๆ ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ GIGABYTE อีกมากมาย คุณสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสเปคผลิตภัณฑ์ และคุณสมบัติทางเทคนิคได้ที่เว็บไซต์หลักของเรา 

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AORUS:

http://www.AORUS.com/

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ GIGABYTE:

http://www.GIGABYTE.com/

เกี่ยวกับ GIGABYTE Upgrade Your Life

     GIGABYTE มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงไทเป, ไต้หวัน, เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางกับการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมไอทีระดับโลก ด้วยพนักงานและช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก, ก่อตั้งเมื่อปี 1986, GIGABYTE เริ่มต้นกิจการจากการค้นคว้า และวิจัยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางด้านมาเธอร์บอร์ด ปัจจุบันนับเป็นผู้ผลิตมาเธอร์บอร์ดและกราฟิกการ์ดที่ได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพเป็นอันดับต้นๆ ของโลก, นอกเหนือจากนั้นยังเป็นผู้ผลิตโน้ตบุ๊ก เดสก์ท็อปพีซีสำหรับโฮมเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ติดต่อสื่อสารสำหรับผู้ใช้งานในกลุ่มนักธุรกิจอีกด้วย ทุกวันนี้ GIGABYTE พยายามที่ออกแบบผลิตภัณฑ์ของตนเองให้ไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดเพื่อผู้ใช้งานด้วยนิยาม “Upgrade Your Life” ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ GIGABYTE ได้ที่ http://th.gigabyte.com

ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล : http://th.gigabyte.com


เรื่องแนะนำ

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
          AMD เตรียมนำสถาปัตยกรรมสุดร้อนแรงแห่งปีอย่าง Zen และ Vega มารวมกันใน APU ยุคถัดไป โดยสถาปัตยกรรมดังกล่าวจะใช้ชื่อว่า Raven Ridge APU ของ AMD นั้นเปรียบเสมือนชิปเดียวที่มีทั้ง CPU และ GPU ในตัว โดยจะเอามาจากสถาปัตยกรรมสายหลักของตนทั้งสองฝั่ง และปีนี้ AMD ก็มีชิปทั้งสองอย่างที่ประสบความสำเร็จในด้านประสิทธิภาพค่อยข้างดี หลายๆ คนก็อยากจะเห็นสถาปัตยกรรมทั้งสองรวมตัวกันในชิปเดียว Raven Ridge จะมีกราฟฟิคคอร์ทั้งหมด 12 NGCU (768 Stream Processor) และหน่วยประมวลผลหลัก 4 คอร์ ทั้งสองอย่างเชื่อมต่อการทำงานด้วย Infinity Fabric เช่นเดียวกันกับที่ใช้บน Summit Ridge และแม้ว่าหน่วยประมวลผลจะมี 4 คอร์ แต่จะมีการแบ่งเธรดทำงานออกเป็น 8 เธรด และ L3 Cache ขนาด 8MB รวมไปถึงรองรับ Dual-Channel DDR4  ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล : https://www.overclockzone.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ในที่สุดทาง AMD ก็ปล่อยกราฟิกชิปสถาปัตยกรรม Vega ออกมาสักทีครับ โดยรุ่นที่ถูกปล่อยออกมานั้นประกอบไปด้วย Radeon RX Vega 64 ที่ถูกจับชนกับ GTX 1080 และ Radeon RX Vega 56 ที่ถูกจับชนกับ GTX 1070 ซึ่งถือว่าในการเปิดตัวนี้นั้นทำให้ทาง AMD เองนั้นมีกราฟิกการ์ดครบทุกตลาดอย่างเป็นทางการครับ สำหรับสเปคของ Radeon RX Vega 64 ที่มาพร้อมกับระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว, Radeon RX Vega 64 และ Radeon RX Vega 56 เทียบกับ AMD Radeon R9 Fury X นั้นมีดังต่อไปนี้ครับ สำหรับประสิทธิภาพของ Vega นั้นจะใกล้กันกับคู่แข่งมากครับ อย่าง Radeon RX Vega 64 ที่ถูกจับชนกับ GTX 1080 นั้นถือว่าไล่บี้กันอย่างสนุกสนานแถมด้วยราคานั้นก็เท่ากัน(รุ่นที่จับชนเป็นรุ่นราคา $499) ส่วน Radeon RX Vega 56 ที่ถูกจับชนกับ GTX 1070 นั้นก็มีประสิทธิภาพพอๆ กัน โดย RX Vega 56 นั้นมีราคาต่ำกว่า GTX 1070 อยู่ที่ $50 ด้วยอีกต่างหาก จุดที่น่าเสียดายนั้นก็คือกราฟิกการ์ดสถาปัตยกรรม Vega ที่ใช้กระบวนการผลิตที่ระดับ 14 nm นั้นมีอัตราการใช้พลังงานสูงกว่ากราฟิกการฝั่ง NVIDIA ที่นำมาเทียบกันอยู่ แถมกระบวนการผลิตของกราฟิกการ์ดสถาปัตยกรรม Pascal นั้นยังใช้กระบวนการผลิตที่ระดับ 16 nm ซึ่งใหญ่กว่าของทาง AMD อีกด้วยครับ ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล : https://notebookspec.com/

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ช่วงนี้ข่าวของซีพียูตัวใหม่อย่าง Intel Core i Gen 8 ออกมาหนาหูเหลือเกิน ทำให้ผู้ใช้งานที่ต้องการซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ ชลอการซื้อออกไปก่อน เพราะหวังว่าตัวใหม่ที่ออกมาน่าจะดีกว่า อย่างน้อยก็ได้ของใหม่ละ ไม่นับรวมกับคนที่ซื้อค่ายแดงอย่าง AMD Ryzen ที่ออกมากันครบทั้ง 3 5 7 แล้ว ซึ่งได้พิสูงจ์ถึงประสิทธิภาพความแรงที่ดีกว่าคู่แข่ง Intel อย่างเห็นได้ชัด เร็วกว่าในราคาที่ถูกกว่า จนเป็นที่ฮ๊อตฮิตติดลมบนไปเป็นที่เรียบร้อย ทำให้สถานะการณ์ของมุมน้ำเงินอย่าง intel ที่ครองตลาดมาเป็นว่าลาร่วมสิบปีต้องสะดุดอย่างไม่เป็นท่า จากที่เคยได้ยอดขายกว่า 80-90% ของตลาด ต้องถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งการปรับกลยุทธ์ของ Intel ที่ยุบสำนักงานในประเทศต่างๆรวมถึงไทย ทำให้การปรับตัวอะไรก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า จนสุดท้ายต้องเลือกการปล่อยซีพียู Core i Gen 8 เข้ามาสู่ตลาดเร็วกว่าที่คิดไว้ จนส่งผลให้ผู้ใช้ชลอการซื้อออกไปก่อน แต่ว่า Core i Gen 8 มันจะแรง จะคุ้มค่ากับการรอไหมนะ ก่อนอื่นต้องพูดถึงเทคโนโลยีกันก่อน กับ Core i Gen 8 จะมาพร้อมสถาปัตยกรรมใหม่แบบ 14 nm ในรหัส “Coffee Lake” รุ่นสุดท้ายก่อนเปลี่ยนเป็น 10nm  ในรหัส “Cannon lake” กฎของมวัร์ “Tick Tock” ที่ตัว Core i Gen 8 จะอยู่ในช่วง Tock หรือพูดง่ายๆ คือยังใช้เทคโนโลยีการผลิตเดิม ทำให้ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นมาได้แรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแบบช่วง Tick ซึ่งตามที่ Intel บอก Core i Gen 8 จะแรงขึ้นกว่ารุ่นเดิมราว 15-20% นอกจากนั้นจุดเด่นของ Core i Gen 8 คือการเพิ่มคอร์เข้ามา จากเดิม สูงสุดที่ 4 คอร์ จะเพิ่มมาเป็น 6 คอร์ และในบางรุ่นเดิมเช่น Core i5 หรือตัว Core i7 รหัส U ก็จะเพิ่มจาก 2 เป็น 4 คอร์ ด้วย (ไม่นับเทรดที่อาจจะตัดออกหรือเพิ่มเข้ามาในบางรุ่น เพื่อให้สัมพันธ์กับการใช้พลังงาน) ส่วนหนึ่งที่ทำให้สามารถเพิ่มคอร์เข้ามาได้ เพราะการที่รุ่นก่อนหน้านี้สามารถจัดการใช้พลังงานได้ดี สามารถเพิ่มคอร์ได้โดยที่ไม่ร้อนหรือใช้พลังงานจนเกินไปนัก ในส่วนของชิปเซ็ตนั้นจะเป็นรหัส 300 Series ตัวใหม่ และซ๊อตเก็ตซีพียูคาดว่ายังคงเป็น LGA 1151 เหมือนเดิม แต่อาจจะมีปัญหาตรงที่เมนบอร์ดรุ่นเก่าที่ใช้ชิปเซ็ต 100/200 Series ไม่น่าจะสามารถใช้งานร่วมกับซีพียูตัวใหม่นี้ได้ (ในทางกลับกับเมนบอร์ด 300 Series ก็อาจจะใช้ซีพียูรุ่นเก่าไม่ได้เช่นกัน) ตรงนี้คงต้องรอทาง Intel ออกมายืนยันอีกที รอแล้วได้อะไร เมื่อทราบถึงข้อมูลของ Core i Gen 8 แล้ว กับความแรงขึ้นอีก 15-20% คุ้มไหมที่จะรอ หรือซื้อ Core i Gen 7 ไปเลยดีกว่า ฝั่งพีซี ส่วนตัวมองว่าไม่คุ้มที่จะรอเพราะว่ากว่าจะเปิดขายจริงก็น่าจะช่วงปลายปี ราวๆเดือนพฤษจิกายน ธันวาคมเลย โดยเฉพาะตลาดล่างที่ไม่ได้ต้องการซีพียูแรงๆมากมายอะไรอยู่แล้ว อีกทั้งต้องซื้อเมนบอร์ดใหม่ด้วย ซึ่งเมื่อออกมาใหม่ๆตัวเลือกก็จะน้อย ต่างจาก 100/200 Series ที่มีตัวเลือกเยอะ อีกทั้งยังสามารถใช้แทนกันได้แน่นอน ไม่ต้องรอซีพียู Core i Gen 8 กับเมนบอร์ด 300 Series ที่ไม่รู้จะใช้กับรุ่นเก่าได้ใหม่ อีกทั้งเทคโนโลยีในเมนบอร์ดก็ไม่ได้ต่างกันมาก และสำหรับผู้ที่ต้องการทำงานมัลติทาสกิ้งเยอะๆ ที่ต้องใช้ซีพียูหลายๆคอร์ก็ยังมี AMD Ryzen ให้เลือกอีกหลายรุ่นแรงกว่า ราคาประหยัดกว่า Intel เมื่อเทียบจำนวนคอร์ หรือถ้าเน้นแรงๆไปเลยก็ยังมีกลุ่ม X299 และซีพียู X Series ให้เลือก ฝั่งโน้ตบุ๊ค ถ้าเป็นโน้ตบุ๊คผมบอกเลยว่าคุ้มที่จะรอ เพราะโน้ตบุ๊คที่มาพร้อมซีพียู Core i Gen 8 จะเริ่มทยอยวางขายในช่วงเดือนหน้าหรือกันยายนแล้ว (อย่างน้อยก็ Lenovo ละ)  ซึ่งถือว่าเร็วกว่าพีซีเยอะมาก อีกทั้งซีพียูบนโน้ตบุ๊คหลายๆตัวก็ยังได้มีการปรับเพิ่มคอร์เข้ามาด้วย (เช่น Core i5-8250U ที่เป็นข่าวหลุดมาแล้วว่า 4 คอร์แท้) ซึ่งจะทำให้โน้ตบุ๊คบางเบามีประสิทธิภาพสูงขึ้นเทียบได้กับโน้ตบุ๊คปรกติ และในกลุ่มโน้ตบุ๊คเกมมิ่งแรงๆก็จะมีรุ่นที่เพิ่มจาก 4 เป็น 6 คอร์ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่คุ้มค่ากับการรอ หรือถ้ารอแล้วไม่ถูกใจยังไง ก็ยังมีโน้ตบุ๊ครุ่นเก่าๆอีกหลายรุ่นที่จะปรับราคาลงมาเพื่อเคลียออกไป และไหนจะฝั่ง AMD ที่จะมีออกมาในช่วงเวลาเดียวกันด้วย ฝั่งโน้ตบุ๊ครอแล้วคุ้มครับ ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล :  https://notebookspec.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 4 สิงหาคม 2560 – AMD กระตุ้นตลาดคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อประดับไฮเอนด์ (HEDT) ให้กลับมาคึกคักมากขึ้นอีกครั้ง ด้วยการเปิดให้สั่งซื้อ Ryzen™ Threadripper™ ล่วงหน้าทั่วโลกแล้ว และจะวางจำหน่ายโปรเซสเซอร์รุ่น 16-core Ryzen Threadripper 1950X และ 12-core 1920X ในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ และแน่นอน AMD ทำตามคำสัญญาที่จะเพิ่มจำนวนคอร์ (cores) และเธรด (threads)ให้กับโปรเซสเซอร์ด้วยการเปิดตัว เดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ ที่ได้รับการการันตีรางวัลชนะเลิศถึง 9 รางวัลกับ Ryzen™ Threadripper™ การทำงานบนซีพียู “เซน” ที่มีแกนประมวลผลเพิ่มขึ้นถึง 60 เปอร์เซ็นเมื่อเทียบกับโปรโซสเซอร์ HEDT รุ่นก่อนหน้า1 รวมไปถึง I/O แบนด์วิธชั้นนำ ได้รับการออกแบบมาเพื่อนำนวัตกรรม และการแข่งขันกลับมาสู่ตลาดพีซีอย่างเต็มรูปแบบ  Ryzen Threadripper สถาปัตยกรรม CPU Ryzen มีประสิทธิภาพสูงและโดดเด่นนำเสนอคุณสมบัติที่ล้ำหน้า เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเป็นผู้นำด้านประสิทธิภาพ2/สำหรับเวิร์กโหลดพีซีที่ต้องการมากที่สุดในปัจจุบัน จิม แอนเดอร์สัน รองประธานอาวุโส และผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายประมวลผล และกราฟิก AMD กล่าวว่า “เป้าหมายของ Ryzen คือการนำนวัตกรรม ที่น่าตื่นตาตื่นใจมาให้ลูกค้าของเรา AMD นำโปรเซสเซอร์ Ryzen™ 7, 5, และ 3 มาพลิกโฉมวงการให้ผู้ใช้งานทุกระดับมั่นใจว่าจะได้รับเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในราคาที่เหมาะสม และได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด AMD เปิดตัวโปรเซสเซอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในตระกูล Ryzen™ คือ Ryzen™ Threadripper™ เป็นตัวล่าสุด การเปิดตัวครั้งนี้ทำให้โปรเซสเซอร์ในตระกูลนี้ครบสมบูรณ์และทำให้ AMD อยู่ในระดับแนวหน้าของตลาดคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดแพลตฟอร์มที่สมบูรณ์แบบและมีประสิทธิภาพระดับสุงสุดสำหรับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล นักสร้างวิดีโอ และเกมเมอร์”   ผลิตภัณฑ์ AMD Ryzen™ Threadripper™   นอกเหนือจากรุ่น 16 core และ 12 core ที่ได้เปิดเผยข้อมูลไปก่อนหน้านี้แล้ว AMD ยังเปิดตัวโปรเซสเซอร์ 8-core Ryzen Threadripper 1900X ที่มี base clock อยู่ที่ 3.8 GHz และสามารถเพิ่มขึ้นได้ถึง 4.0 GHz พร้อมด้วยฟีเจอร์เต็มรูปแบบบนแพลตฟอร์ม X399 SocketTR4 พร้อม 64 PCIe® การสังซื้อล่วงหน้า และการวางจำหน่าย  สามารถสั่งซื้อ Area-51 Threadripper™ Edition จากทาง Alienware ล่วงหน้าได้แล้ว  ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฏาคม รวมถึงระบบต่างๆ ที่ใช้ Ryzen™ Threadripper™ จาก SI ชั้นนำ นอกจากนี้สามารถสั่งจองเฉพาะรุ่น 16-core, 32-thread Ryzen™ Threadripper™ 1950X และ  12-core, 24-thread 1920X  ล่วงหน้าผ่านทางตัวแทนจำหน่ายออนไลน์ทั่วโลกได้ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฏาคม ทั้งนี้ซีพียูเหล่านี้คาดว่าจะวางจำหน่ายในวันที่ 10 สิงหาคม นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าจะเปิดตัวโปรเซสเซอร์ 8-core, 16-thread Ryzen™ Threadripper™ 1900X ในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ด้วย ร้านค้าที่ร่วมรายการดังต่อไปนี้ สามารถดูรายชื่อเพิ่มเติมได้ ที่นี่ โปรเซสเซอร์ AMD Ryzen™ Threadripper™ ทุกรุ่นได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบโดยแพลตฟอร์ม X399 ตั้งแต่เริ่มเปิดตัว ด้วยมาเธอร์บอร์ด จากผู้ผลิตมาเธอร์บอร์ดชั้นนำ ประกอบด้วย ASRock, ASUS, Gigabyte และ MSI ชิปเซตแพลตฟอร์ม X399 รุ่นใหม่มีช่องเสียบอุปกรณ์สำหรับ USB, กราฟิก, ข้อมูล และช่องอินพุต/ เอาต์พุตต่างๆ ทำให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถปรับขนาดได้ และให้ประสบการณ์การประมวลผลที่เชื่อถือได้และรองรับเทคโนโลยีในอนาคต ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล : https://notebookspec.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ในบรรดาเครื่องปริ้นสำนักงาน Laser Printer นับเป็นเครื่องปริ้นอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยม ในแง่ของคุณภาพงานและความคล่องตัว ด้วยความเร็วในการปริ้น รวมถึงความคมชัด ที่ตอบสนองการทำงานในแต่ละวันของแต่ละแผนกหรือจะเป็นเครื่องที่ใช้ในสำนักงานขนาดเล็ก เพราะจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ กรณีที่ปริ้นงานเอกสารทั่วไปเพียงอย่างเดียว HP LaserJet Pro M12w เป็นเครื่องเลเซอร์ปริ้นเตอร์ขนาดกระทัดรัด เรียกว่าจะจัดวางไว้ในสำนักงานขนาดเล็กใช้ร่วมกันก็ได้หรือจะใช้เป็นเครื่องปริ้นแยกแผนกในองค์กรก็ได้เช่นกัน โดยมาพร้อมเทคโนโลยี Laser ที่ให้ความคมชัด ด้วยความละเอียดสูงสุด 600 x 600 dpi และความเร็วในการทำงานอยู่ที่ 18 แผ่นต่อนาทีสำหรับงานเอกสารทั่วไป รองรับการสั่งงานผ่านแอพพลิเคชั่นอย่าง HP ePrint สำหรับการใช้งานบนสมาร์ทโฟนได้นอกเหนือจากการสนับสนุน WiFi พื้นฐาน มาพร้อมถาดกระดาษขนาดใหญ่ เพื่อให้การพิมพ์ต่อเนื่องกับถาดขาเข้ามากถึง 150 แผ่น และถาดขาออก 100 แผ่น ภายใต้ขนาดกระทัดรัด เคลื่อนย้ายสะดวก โดยมีโทนเนอร์ขนาดใหญ่ ที่สามารถเปลี่ยนได้ด้วยตัวเอง และเทคโนโลยี HP Auto-On/Auto-Off Technology ที่ช่วยในการประหยัดพลังงานอีกด้วย Specification Print technology: Laser Print speed black:: Normal: Up to 18 ppm First page out (ready): Black: Up to 9.2 sec Print quality black (best): Up to 600 x 600 x 2 dpi Resolution technology: HP FastRes 600, HP FastRes 1200 HP ePrint capability: Yes Mobile printing capability: HP ePrint, Mopria™-certified, Mobile Apps, Do not include ‘SIPs” Wireless capability: Yes Connectivity, standard, 1 Hi-Speed USB 2.0, 1 WiFi 802.11b/g/n Network ready: Standard (built-in WiFi 802.11b/g/n) Paper handling input, standard: 150-sheet input tray Paper handling output, standard: 100-sheet output bin Maximum output capacity (sheets): Up to 100 sheets Duplex printing: Manual Media sizes supported: A4, A5, A6, B5, postcards, envelopes (C5, DL, B5) Media sizes, custom: 150-sheet input tray: 147 x 211 to 216 x 356 mm Maximum dimensions (W x D x H): 349 x 410 x 228 mm 2 Weight: 5.2 kg (With print cartridges) รูปลักษณ์และฟังชั่น ในเรื่องของดีไซน์สำหรับ HP LaserJet Pro M12w มาในบอดี้ขนาดเล็กแปลกตา กับฟังก์ชั่นพื้นฐานที่เป็นเครื่องปริ้นเพียงอย่างเดียว โทนสีขาวตัดกับเส้นสายสีเทา ดูเข้ากับเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ภายในสำนักงานหรือในบ้านและโฮมออฟฟิศได้ลงตัว ชื่อรุ่นระบุไว้ด้านหน้าทางซ้ายของตัวเครื่อง เป็นกลุ่มของ LaserJet ที่ทาง HP เปิดตัวมาหลายรุ่นเลยทีเดียว รุ่นดังกล่างเป็นน้องเล็กที่ราคาประหยัด ความสวยงามของตัวเครื่องอยู่ที่ความเงางาม ซึ่งน่าแปลกที่ทาง HP ใส่ดีไซน์ที่แปลกตามาในปริ้นเตอร์รุ่นนี้ เพราะส่วนใหญ่เราจะเห็นเป็นแบบสีขาวด้านเป็นหลัก ด้านบนเป็นถาดกระดาษขาออกรองรับได้มากถึง 100 แผ่น จึงรองรับการปริ้นต่อเนื่องได้สบายๆ ตัวถาดสามารถปรับได้ 3 ระดับ เพื่อให้รับกับกระดาษรูปแบบต่างๆ ได้มากมาย เมื่อเปิดถาดรับกระดาษออกมา ก็ยังยืดถาดรองออกมาได้อีก 2 ระดับ ซึ่งดูแล้ว HP จัดกลไกมาได้ลงตัวเลยทีเดียว แผงควบคุมด้านบน มีเพียงปุ่มเปิดการใช้งาน WiFi และยกเลิก โดยมีไฟสถานะสีฟ้าบอกการทำงาน ตามสไตล์ของเครื่อง Single function เช่นนี้ การออกแบบให้ช่องวางดูเรียบง่าย ก็ทำให้ไม่มีความซับซ้อน ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้ ที่ไม่ต้องวุ่นวายกับการจัดเซ็ตตั้งค่ามากนัก ถาดกระดาษขาเข้าด้านหน้ารองรับได้ถึง 150 แผ่น ให้คุณสามารถปรับตัวล็อคตามรูปแบบของกระดาษที่ใช้ ถาดกระดาษขาเข้าจากด้านหน้า จะเห็นได้ชัดว่า แทบจะใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่าจริงๆ พร้อมรางเลื่อน สำหรับการปรับให้เหมาะสมกับการใช้งาน ทั้งเลื่อนซ้าย-ขวาและปรับขนาด A4 ไปจนถึงซองจดหมาย ด้านหลังของตัวเครื่องดูเรียบง่าย และปิดสนิท ให้เปิดซ่อมบำรุงได้จากด้านบน มีเพียงที่ต่อไฟเลี้ยงและพอร์ต USB เท่านั้น ตามที่แจ้งไว้ในเบื้องต้น ปริ้นเตอร์รุ่นนี้รองรับการสั่งงานผ่านสมาร์ทโฟน ด้วยเทคโนโลยี HP ePrint แค่ติดตั้งแอพ แล้วเชื่อมต่อปริ่นเตอร์ผ่าน WiFi จากนั้นก็สามารถสั่้งปริ้นงานได้ทันที การดูแลรักษาก็ค่อนข้างง่ายสำหรับปริ้่นเตอร์รุ่นนี้ เพียงยกฝาปิดที่เป็นถาดรับกระดาษด้านบนออก จากนั้นดึงโทนเนอร์ออกมาตรงๆ เท่านั้น ใช้ได้ทั้งการแก้ไขกระดาษติดหรือการเปลี่ยน Cartridge อีกด้วย โดยโทนเนอร์ที่ใช้จะเป็นรุ่น 79A   Conclusion HP วางปริ้นเตอร์ LaserJet Pro M12w ไว้ในกลุ่มของสำนักงานหรือผู้ที่ต้องการเครื่องปริ้นเลเซอร์คุณภาพดี ให้ความละเอียดที่คมชัดและรวดเร็ว รองรับปริมาณการปริ้นในแต่ละรอบจำนวนมาก ซึ่งปริ้นเตอร์รุ่นนี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละวันของกลุ่มคนเหล่านี้ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นโฮมออฟฟิศหรือสำนักงานทั่วไปก็ตาม ทั้งนี้จุดเด่นของปริ้นเตอร์รุ่นดังกล่าว น่าจะอยู่ตรงที่ความเร็วในการทำงาน ซึ่งทำได้เกือบ 20 แผ่นต่อนาทีสำหรับเอกสารทั่วไป กราฟฟิกในงานยังคงความคมชัด ไม่ว่าจะเป็นกราฟหรือแผนภูมิต่างๆ ที่ใช้ประกอบการนำเสนอก็ตาม ทั้งนี้ความละเอียดที่ได้ ก็จัดได้ว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว แม้จะเป็นเอกสารที่ปริ้นต่อเนื่องออกมาก็ตาม นอกจากนี้การออกแบบให้มีโทนสีขาวสดใส ก็ดูจะเหมาะกับกลุ่มสำนักงานได้อย่างลงตัว และเนื่องจากเป็นปริ้นเตอร์ที่เน้นความเรียบง่าย หลายสิ่งจึงดูเป็นแบบ Friendly เข้าใจง่าย ด้วยปุ่มสั่งงานเพียง 2 อย่าง ไม่มีหน้าจอมาให้ แต่ก็ใช้งานได้สะดวก และที่น่าสนใจก็คือ การเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟนในแบบไร้สาย ก็เป็นอีกไฮไลต์หนึ่งที่สร้างความสบายใจให้กับผู้ใช้ได้ไม่น้อยเช่นกัน เมื่อมองในภาพรวมและราคาที่ไม่ถึง 4 พันบาท ก็ต้องถือว่า HP LaserJet Pro M12w รุ่นนี้มีการจัดวางรูปแบบการใช้งานที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ใช้ที่ต้องการความสะดวกสบายและรวดเร็ว จุดเด่น เป็นปริ้นเตอร์ขนาดเล็กเคลื่อนย้ายสะดวก ให้งานปริ้นที่รวดเร็วสูงถึง 19 แผ่นต่อนาที ถาดกระดาษขาเข้า-ออก รองรับได้จำนวนมาก ข้อสังเกต มีปุ่มควบคุมการทำงานมาให้ 2 ปุ่มเท่านั้น ไม่มีหน้าจอแสดงผล Contact : HP LaserJet Pro M12w ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล /ภาพ : https://notebookspec.com คลิ๊ก!! สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่