รีวิว

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
หากจะหาการ์ดจอราคาประหยัดราคาประมาณ 4,000 บาท ในยุคนี้นั้นมีตัวเลือกมากมายทั้งค่ายเขียวและค่ายแดง เพราะเป็นการ์ดจอที่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้ง่ายด้วยราคาไม่แพงมากนัก แต่ถ้าหากว่าเป็นการ์ดจอแรง ๆ อย่าง Geforce GTX 1050 ราคาแค่นี้คงมีตัวเลือกไม่มากนัก ซึ่งส่วนมากจะเป็นการ์ดพัดลมเดี๋ยว ไม่ต้องต่อไฟเลี้ยงเพิ่ม ไม่ได้มีความแรงสูงมากนัก แต่มีการ์ดจออย่างแบรนด์ AFOX ที่ได้เปิดตัวการ์ดจอประสิทธิภาพสูง พัดลมคู่ ระบายความร้อนดี Overclock ได้ และยังเป็นการ์ดจอที่เน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก AFOX Geforce GTX 1050 คือการ์ดจอค่ายเขียว Nvidia รุ่นยอดนิยมในช่วงราคา 4,090 บาท ที่เน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก ด้วยประสิทธิภาพความเร็วที่อยู่ในระดับสูง แต่มีราคาที่ถูกกว่าการ์ดจอระดับเดียวกันในตลาดส่วนมาก รวมถึงการออกแบบตัวการ์ดที่เน้นความเรียบง่าย แต่ก็ยังมี Design ที่สวยงาม เหมาะสำหรับผู้ใช้งานในทุกระดับที่ต้องการการ์ดจอแรง ๆ ราคาไม่แพงไปใช้งานเล่นเกมเป็นหลัก อีกทั้งยังเหมาะสำหรับการนำไปจัดสเปคคอมพิวเตอร์คุ้ม ๆ แต่ในส่วนหน้าตา รายละเอียด และประสิทธิภาพจะเป็นอย่างไร ติดตามชมกันได้ VDO Review Specification Graphics Engine NVIDIA GeForce GTX 1050 Bus Standard PCI Express 3.0 CUDA 640 Video Memory GDDR5 2048MB Base Clock 1354 MHz Boost Clock 1455 MHz Memory Clock 7Gbps Memory Interface 128-Bit OS Certification Windows 7-10, Linux, FreeBSDx86 Maximum Digital Resolution* 7680×4320@60Hz DVI Output Yes x 2 HDMI Output Yes x 1 Display port Yes x 1 HDCP Support Yes Accessories 1 x Driver CD 1 x Quick Guide Package / Bundle หน้าตา Package ของ AFOX Geforce GTX 1050 ถูกออกแบบมาอย่างโดดเด่นด้วยตัวละคร RAIDEN จากเกม Metal Gear Solid เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับการ์ดจอรุ่นนี้ เแต่ก็ไม่ได้มีการโชว์หน้าตาตัวการ์ดจอแต่อย่างใด แต่มีจุดเด่นในส่วนของชื่อรุ่น Geforce GTX 1050 ที่ถูกสกรีนลายลงไปอย่างชัดเจน ไม่เหมือนการ์ดจอรุ่นไหน ส่วนด้านหลังตัวกล่องนั้นมีการระบุฟีเจอร์หลักของการ์ดจอ Nvidia และ สเปคคร่าว ๆ ของตัวการ์ด ในส่วนด้านในนั้นถือว่าเรียบ ๆ ไม่มีอะไร เน้นแพ๊กเกจที่เน้นหนาป้องกันอุปกรณ์เสียหาย ภายในกล่องจะมีตัวการ์ดถูกบรรจุมาอยากแน่นหนาอยู่ในซองกันไฟฟ้าสถิตย์ หุ้มพลาสติดกันกระแทก พร้อมกับมีโฟมรองตัวการ์ดอีกหนึ่งชั้น ส่วนบัลเดิ้ลที่แถมมาในกล่องนั้นมีเพียงแค่ คู่มือ DVD Driver และสายแปลงจาก MOLEX to 6Pin PCIe เท่านั้น      Design     AFOX Geforce GTX 1050 มาพร้อมกับหน้าตาของตัวการ์ดจอที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ด้วยชุดระบายความร้อนกับพัดลมขนาดใหญ่ 2 ตัว ขนาด 60 mm บนตัวการ์ด พร้อม Cover ชุดระบายความร้อนสีดำสนิด ตัดลวดลายสีแดง พร้อมเล่นลวดลายต่าง ๆเสริมความโฉบเฉี่ยว ผลิตจากวัสดุพลาสติก ABS ในส่วนของซิงก์ระบายความร้อนเป็นเป็น Heat Sink ฟินอลูมิเนียมชิ้นเดียว แผ่นฟินค่อนข้างบาง และมีความสูงที่น้อย แต่มีขนาดใหญ่กินพื้นที่ 3 ใน 4 ของตัวการ์ด เพื่อให้พัดลมสามารถเป่าอัดฟินระบายความร้อนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้านหลังตัวการ์ดยังคงมาแบบเรียบ ๆไม่มี Black Plate มาให้ ทั้งนี้เองตัวการ์ดก็มีน้ำหนักที่เบาจึงไม่ได้เป็นที่จะต้องใส่มา ส่วนพื้นผิว PCB นั้นเป็นผิวแบบด้านสีดำสนิด ความยาวเท่าชุดระบายความร้อนพอดี ในส่วนของด้านข้างนั้นไม่มีการประดับตกแต่งอะไร แต่ส่วนพอร์ตไฟเลี้ยง 6Pin PCIe ถูกย้ายไปที่ด้านหลังของการ์ดแตกต่างจากการ์ดทั่ว ๆ ไปที่นิยมไว้ด้านข้าง ส่วนของด้านพอร์ตการเชื่อมต่อของตัวการ์ดนั้นก็มาพร้อมกับ Back I/O Plate พร้อมเจาะช่องระบายความร้อนเพื่อสามารถระบายความร้อนออกทางหลังเคสได้ และมีพอร์ตการเชื่อมต่อ Dual Link DVI-D, HDMI 2.0b และ DisplayPort 1.4 โดยตัวการ์ดจะกินพื้นที่ในการติดตั้งทั้งหมด 2 สล๊อต Performance สำหรับสเปค Test Base ที่เราใช้ในการทดสอบครั้งนี้จะมาพร้อมกับ CPU Kaby  Lake  Intel Core i7 7700K แกนประมวลผล 4 Cores  8 Threads แรม Corsair 16GB DDR4 (8x2GB) Bus 2400 เมนบอร์ด Bioster  Z270 GT4 ส่วนวินโดส์บูทจาก SSD M.2 HyperX 480GB ส่วนพาวเวอร์ซัพพลายนั้นใช้ Cougar 1200W 80+ Bronze เรียกได้ว่าเป็นสเปคระดับสูงเพื่อให้สามารถรีดประสิทธิภาพการทำงานของการ์ดจอออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ   ส่วนสเปคของตัวการ์ดจากโปรแกรม GPU-Z จะมี CUDA Core 640 หน่วย ความเร็ว Base Clock 1,354 MHz และความเร็ว Boost Colck 1,455 MHz ส่วนแรมแบบ GDDR5 2GB ความเร็ว 1,752 MHz ความเร็ว  Bandwidth 112.1 GB/s  และ Ban Width 128 Bit       การทดสอบกราฟฟิกกับโปรแกรม Furmark บนการทดสอบ GPU ความละเอียด Full HD สามารถทำคะแนนรวมออกมาได้ 2318 คะแนน การเทสกับโปรแกรม 3D Mark Fire Strike สามารถทำคะแนนรวมได้ 6,354 คะแนน ด้วยคะแนน Graphic Score 7,038 คะแนนในแต่ละการทดสอบตัวการ์ดจอสามารถแสดงผลกราฟฟิกออกมาได้ดีเยี่ยมอาจจะมีหน่วงบ้างในบางช่วงที่โหลดหนักๆ   การเทสกับโปรแกรม 3D Mark Time Spy บน DirectX12 สามารถทำคะแนนรวมได้ 2,036 คะแนน ด้วยคะแนน Graphic Score 1,867 คะแนน ในแต่ละการทดสอบตัวการ์ดจอยังสามารถเล่นเกมบน DirectX12 ได้ แต่ในการทดสอบยังถือว่ากระตุกมาก แต่ก็เป็นระดับมาตรฐานของการ์ดจอรุ่นนี้ สำหรับการเทสเกมนั้นส่วนมาจะเป็นเกมที่กินสเปคกราฟฟิกในระดับสูง บนความละเอียดในระดับ Full HD  ซึ่งการปรับตั้งค่ากราฟฟิกนั้นต้องแตกต่างกันไปในแต่ละเกมตามความเหมาะสม เกมเก่าแนว Open world อย่าง GTA V สามารถปรับกราฟฟิกได้การทดสอบในระดับ Very High ได้ส่วนลดรอยหยักไม่ควรเกิน X4 สามารถทำเฟรมเรทเฉลี่ยได้ 54.1 FPS ส่วนเกม Battlefield 1 และ Rise of Tomb Rider สามารถปรับกราฟฟิดได้สุดหมดเช่นกันลดรอยหยักช่วง X2-X4 ก็สามรถเล่นที่เฟรมเรทเฉลี่ยน 50-60 FPS ได้สบาย ๆ ส่วนเกม PUBG นั้นต้องอาศัยแรมการ์ดจอเยอะ ๆ ดังนั้นกราฟฟิกที่ใช้เพียง Medium เมื่อเทียบกับเกมอื่นถือว่าต่ำมาก แต่ก็ยังสามารถเล่นได้อย่างไหลลื่นเฟรมเรทก็ค่อนข้างเสถียรอีกด้วย ในส่วนของระบบระบายความร้อนสามารถระบายความร้อนได้อย่างดีเยี่ยม เอาอยู่ทุกสภาวะความร้อนไม่ให้เกิน 60 องศาเซลเซียสได้อย่างสบาย ๆ ในทุกการทดสอบ ทั้งอุณหภูมิหลังการเล่นเกม และหลังการ Benchmark อีกทั้งยังมีเสียงรบกวนที่ต่ำมากแต่สามารถระบายความร้อนได้ดีเยี่ยม ถือว่าการระบายความร้อนทำได้เกินคาดสำหรับการ์ดจอตัวนี้ Conclusion / Award AFOX Geforce GTX 1050 จากการที่ได้ทดสอบก็รู้สึกได้ว่านี่เป็นการ์ดจออีกตัวหนึ่งที่มีความคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับราคา ทั้งในด้านประสิทธิภาพเองที่สามารถเล่นเกมได้อยากไหลลื่น อีกทั้งการระบายความร้อนยังทำออกมาได้ดีเยี่ยม ในส่วนหน้าตาของตัวการ์ดเองก็ยังถือว่าสวยงานในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้มีความหวือหวาอะไรมากนัก ซึ่งในภาพรวมแล้วถือว่าการ์ดจอรุ่นนี้ทำออกมาได้น่าพอใจเป็นอย่างมาก สรุป สั้น ๆ ง่าย ๆ AFOX Geforce GTX 1050 คือการ์ดจอที่เน้นประสิทธิภาพเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการการ์ดจอคุ้ม ๆ ไม่เน้นความสวยงาม ไม่เน้นฟีเจอร์และซอฟแวร์ ซึ่งการ์ดจอรุ่นนี้สามารถตอบสนองการเล่นเกมได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่แพ้การ์ดจอ GTX 1050 รุ่นอื่น ๆ แต่มีราคาที่ถูกกว่ามาก  อีกทั้งชุดระบายความร้อนยังมีประสิทธิภาพเยี่ยมเชื่อถือได้ ด้วยราคาไม่เกิิน 15,000 บาท เท่านั้น ข้อดี ราคาคุ้มค่า มีความเร็ว Clock Speed ที่ค่อนข้างสูง หน้าตาตัวการ์ดถูกออกแบบมาสวยงาม วัสดุผลิตตัวการ์ดคุณภาพสูง ระบบระบายความร้อนมีประสิทธิภาพสูงเชื่อถือได้ ข้อสังเกตุ ลูกเล่นน้อยเหมาะสำหรับการใช้งานเน้นประสิทธิภาพเป็นหลัก Award Best Value AFOX Geforce GTX 1050ถือการ์ดจอที่คุ้มค่าเป็นอย่างมาก ถ้าเทียบประสิทธิภาพ/ราคา เล่นเกมได้ลื่นไม่แพ้การ์ดจอรุ่นอื่น ๆ แต่มีราคาที่ถูกมากเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจัดเสปคคุ้ม ๆ ที่ต้องการการ์ดจอราคาไม่แพง ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล /ภาพ : https://notebookspec.com คลิ๊ก!! สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
หลังจากที่ ASUS  ได้ประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟนในตระกุล ZenFone 4 Series อย่างเป็นทางการ วันนี้เรามารีวิวให้ชมกันนั่น ก็คือ Asus ZenFone 4 Max Pro Edition โดยรุ่นนี้มีจุดเด่นที่กล้องหลังคู่ความละเอียด 16 ล้านพิกเซลและยังให้หน่วยประมวลผลมาถึง Snapdragon 430 Octa Core 1.4 GHz พร้อม RAM 3 GB อีกด้วยประสิทธิภาพจะเป็นยังไงลองมาติดตามชมรีวิวไปพร้อมกันเลย เมื่อแกะกล่องออกมาจะพบกับอุปกรณ์มาตรฐานที่มีให้มา คือ ตัวเครื่อง ASUS Zenfone 4 Max Pro-Edition อแดปเตอร์ชาร์จไฟ สาย Micro-USB สาย OTG หูฟังขนาด 3.5mm พร้อมกับจุกยางสำรอง เข็มจิ้มถาดซิมการ์ด เคสใส คู่มือการใช้งานและใบรับประกัน สำหรับตัวเครื่อง ASUS Zenfone 4 Max Pro-Edition นั้นมาในหน้าเรียบๆแต่มีความหรูหราเกินราคาน่าใช้งาน ตัวเครื่องมีวัสดุเป็นอลูมิเนียม แบบ Unibody วัสดุที่ดูพรีเมี่ยม ดูแข็งแรงทนทาน ด้านหน้าตัวเครื่องมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1280x720 พิกเซล เหนือจอมีกล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ไฟแฟลช LED ไฟบอกสถานะ ลำโพงสนทนา และ เซนเซอร์วัดแสง  ใต้จอจะมี ปุ่มย้อนหลับ,ปุ่มโฮม และ ปุ่ม Recent Apps โดยเป็นปุ่มแบบสัมผัสทั้งหมด ด้านหลังมี กล้องหลังคู่ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล และ 5 ล้านพิกเซล พร้อมกับ LED Flash นอกจากนั้นยังมี Logo ASUS อยู่กลางเครื่อง ซ้ายมือมีเพียงช่องใส่ซิมการ์ด และ Micro-SD Card ขวามือจะมี ปุ่มเพิ่ม/ลดเสียง และ ปุ่มเปิด/ปิดเครื่อง ด้านบนมีช่องเสียบหูฟัง 3.5mm และ ไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน ด้านล่างมีพอร์ทเชื่อมต่อแบบ Micro-USB, ลำโพงหลัก และ ไมโครโฟนสำหรับสนทนา สำหรับ Adapter ชาร์จแบตเตอรี่ของ Asus ZenFone 4 Max Pro Edition จะไม่รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว (Output: 5V 2A 10W) และสาย USB OTG ทำหน้าที่เป็น Host Device หรือใช้จ่ายไฟเป็นพาวเวอร์แบงค์ให้กับอุปกรณ์อื่นๆ ได้ แบตเตอรี่ 5,000 mAh แบตเตอรี่ที่ใช้กับเครื่องรุ่นนี้มีขนาด 5,000 mAh ที่มาพร้อมโหมด Power Master ที่ช่วยจัดการการใช้งานแบตเตอรี่ ยืดอายุการใช้งานสมาร์ทโฟนให้นานมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาชาร์จบ่อยๆ ด้วยระบบการจัดการที่หลากหลาย หลังจากที่ได้ทำการทดสอบโดยใช้งานต่อเนื่องใน 1 วันปรากฏว่าสามารถใช้งานได้ประมาณ 1 วันสบายๆ แต่ถ้าใช้งานอินเทอร์เน็ตในเครือข่าย 4G แบตก็อาจหมดเร็วขึ้น สเปค ASUS Zenfone 4 Max Pro-Edition รัน Android 7.1.1 ครอบทับด้วย Zen UI 4.0 หน้าจอ IPS 5.5 นิ้วความละเอียด HD หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 430 Octa-Core A53 1.4 GHz หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 505 แรม 4GB รอม 32GB รองรับ Micro-SD สูงสุด 256GB แบตเตอรี่ 5,000 mAh กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล  กล้องหลังคู่ 16 ล้านพิกเซล และ 5 ล้านพิกเซล Ultra-Wide ขนาด 154 x 76.9 x 8.9 มม. น้ำหนัก 181 กรัม สรุปการใช้งาน ASUS Zenfone 4 Max Pro Edition เป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจโดยด้วยราคาค่าตัวที่ค่อนข้างถูกพร้อมอัดสเปคที่ฟีเจอร์มาให้อย่างเต็มจุดเด่นที่เห็นชัดของรุ่นนี้คือกแบตเตอรี่ที่ให้มามากถึง 5,000 mAh และกล้องหลังคู่ที่ให้เลนส์ Ultra-Wide มาด้วยเรียกว่าจัดเต็มกันไปเลยสำหรับรุ่นนี้สำหรับคนที่กำลังมองสมาร์ทโฟนราคาไม่ถึงหมื่นและต้องการสเปคและฟีเจอร์ที่จัดเต็มรุ่นนี้นับเป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจเลย จุดเด่น กล้องหลังคู่ พร้อมเลนส์ Ultra-Wide 120 องศา ตัวเครื่องใช้วัสดุที่ดี งานประกอบดีมีความแข็งแรงทนทาน มีเคสกับฟิล์มแถมมาให้กล่อง แบตเตอรี่ความจุมากถึง 5,000 mAh จุดสังเกต ไม่มี Fast Charge มาให้ ติดตามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook :   AdviceClub Website    :  https://www.asus.com ASUS Zenfone 4 Max Pro  ราคา 7,990 บาท     พบกับ ASUS Zenfone 4 Max Pro ได้ที่ Advice ทุกสาขาทั่วประเทศค่ะ
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ต้องยอมรับกันจริงๆ ล่ะครับว่าตั้งแต่ทาง NVIDIA เปิดตัวชิปกราฟิกสถาปัตยกรรม Pascal ออกมานั้น วงการการเล่นเกมทั่วโลกต่างต้องกลับมามองเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับการเล่นเกมเป็นกันใหญ่ และในวันนี้นั้นเราขอยกรีวิวอีกหนึ่งโน๊ตบุ๊คสำหรับการเล่นเกมที่ราคาสบายกระเป๋ามาให้ทุกท่านได้ใช้เป็นข้อมูลในการเลือกซื้อกันครับกับ Acer Nitro 5 (ที่มีขายในบ้านเราแล้วด้วยแต่ยังไม่ใช่สเปกนี้) Specification สำหรับ Acer Nitro 5 รหัส AN515-51 นั้นมีสเปคที่เรียกได้ว่าน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งครับ กับการมาพร้อมหน่วยประมวลผล Intel Core i7-7700HQ พร้อมด้วยชิปกราฟิก NVIDIA GTX 1050 Ti ที่พก VRAM มาให้ถึง 4 GB กับหน่วยความจำ(RAM) แบบ DDR4 ขนาด 32 GB ที่เรียกว่าใช้ได้อีกยาวนาน แถมแหล่งเก็บข้อมูลยังเป็น M.2 NVMe ขนาด 512 GB SSD บวกความใจดีที่ให้ฮาร์ดดิกส์ความจุ 1 TB รอบการหมุนจาน 5400 rpm บนตัวเครื่องหน้าจอ 15.6 นิ้วใช้พาเนลแบบ IPS รองรับความละเอียดสูงสุดที่ระดับ Full HD ครับ หมายเหตุ – สเปคของ Acer Nitro 5 AN515-51 ในรีวิวนี้นั้นค่อนข้างมีส่วนที่แตกต่างกับรุ่นที่วางจำหน่ายในบ้านเราพอควร ดังนั้นประสิทธิภาพของเครื่องในรีวิวนี้อาจจะไม่ตรงกับเครื่องที่วางจำหน่ายในบ้านเราเท่าไรนักครับ Design and first look ในส่วนของดีไซน์ตัวเครื่องนั้น Acer Nitro 5 AN515-51 ไม่ได้มีดีไซน์ตัวเครื่องที่แตกต่างไปจาก Nitro 5 มากนักสักเท่าไรครับ ถึงจะเป็นกระนั้นก็ตาม Acer Nitro 5 AN515-51 ก็มีความสวยสมส่วนลงตัวด้วยการใช้สีดำตัดกับสีแดงที่น่าจะถูกใจนักเล่นเกมได้ไม่ยากเท่าไรนัก นอกไปจากนั้นแล้วในส่วนของดีไซน์ยังได้มีการผสมผสานนำเอาซีรีส์ Predator Helios มาใช้ในการปรับแต่งให้ลงตัวโดยมีการทำจุดบางจุดให้แตกต่างเพื่อแสดงความเป็น Nitro 5 ครับ Nitro 5 มีการใช้จุดตัดต่างๆ บนดีไซน์ของตัวเครื่องได้อย่างลงตัว(แตกต่างจาก ซีรีส์ Predator Helios) ส่วนของโลโก้ acer ก็ถูกสลักเข้าไปบนฝาหลังสีดำ ตัวเครื่องนั้นจะมีไฟแสดงสถานะ LEDs อยู่ทางด้านข้างขวาของตัวเครื่องโดยที่ในส่วนของตัวเครื่องด้านอื่นๆ นั้นจะไม่มีการใช้ไฟเพื่อเล่นสีเหมือนอย่างรุ่นท๊อปแต่อย่างใดครับ ด้วยความที่มันไม่ได้มาพร้อมกับการเล่นแสงเหมือนรุ่นท๊อปหรือโน๊ตบุ๊คเพื่อการเล่นเกมรุ่นอื่นๆ ดังนั้นการนำมันไปใช้งานอื่นๆ ที่ไม่ใช่เพื่อการเล่นเกมนั้นจึงถือว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ดีครับ ไม่ว่าคุณจะพกมันไปเข้าชั้นเรียนหรือพกไปทำงานก็เรียกได้ว่าไม่เกิดความรำคาญทางด้านแสงกับผู้ใช้ที่อยู่รอบข้างตัวคุณอย่างแน่นอน เมื่อกลับตัวโน๊ตบุ๊คไปดูทางด้านหลังของตัวเครื่องจะเห็นแผงช่องระบายอากาศอยู่ครึ่งส่วนของตัวเครื่องโดยส่วนช่องระบายอากาศนั้นจะอยู่ตรงบริเวณ RAM และ HDD ของตัวเครื่อง พร้อมทั้งจะเห็นส่วนที่อยู่ของตัวลำโพงทางด้านล่างทั้ง 2 ฝั่งของตัวเครื่อง ซึ่งหากใช้งานตัวเครื่องบนหน้าตักนั้นคุณก็จะยังคงได้ยินเสียงเป็นอย่างดีเนื่องจากทาง Acer ได้ตัดส่วนด้านข้างเครื่องสำหรับช่องเปิดให้ลำโพงด้วยครับ ตัวเครื่องนั้นให้พอร์ตมาครบครันไม่ว่าจะเป็น USB Type A จำนวน 3 พอร์ต, USB Type C gen 1 (without Thunderbolt 3) จำนวน 1 พอร์ต, full-size HDMI จำนวน 1 พอร์ต, LAN, card-reader และ audio jack ซึ่งจะว่าไปแล้วนั้นก็อาจจะไม่ได้มากมายเท่าไรนักแต่ทว่าในการใช้งานน่าจะครอบคลุมได้ทั้งหมด จะเสียดายก็ตรงที่ USB Type C gen 1 ไม่ได้เป็นพอร์ต Thunderbolt 3 ด้วยในตัวเท่านั้นครับ Acer Nitro 5 AN515-51 นั้นมีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 2.5 kg(ไม่รวมที่ชาร์จ) ซึ่งไม่ใช่น้ำหนักของตัวเครื่องขนาดจอ 15.6 นิ้วที่เบาที่สุด แต่ด้วยจุดยืนในตลาดและราคาที่ไม่แพงนั้นก็เรียกได้ว่าสมเหตุสมผล บางท่านอาจจะมองว่าตัวเครื่องนั้นมีความรู้สึกดูแล้วไม่แพงบ้างเพราะวัสดุที่ใช้ก็เป็นพลาสติกซะมากแต่ทว่าก็คุ้มกับราคาที่จะต้องเสียไปล่ะครับ Keyboard and trackpad ในส่วนของคีย์บอร์ดนั้นเป็นแบบ Full size ที่มาพร้อมกับปุ่ม Numpad ด้วย(ตัวแป้นแต่ละตัวจะมีขนาดอยู่ที่ 15 x 15 mm) ทว่าในการพิมพ์นั้นอาจจะยากสักเล็กน้อยเนื่องจากว่าปุ่มคีย์บอร์ดนั้นอัดแน่นเต็มส่วนซึ่งผู้ใช้อาจจะต้องใช้เวลาในการพิมพ์สักพักถึงจะชิน อย่างไรก็ตามการพิมพ์นั้นตัวแป้นแต่ละตัวสามารถตอบสนองได้เป็นอย่างดี(สังเกตดีๆ แล้วนั้นจะเห็นได้ว่าแป้น space bar นั้นค่อนข้างที่จะสั้นพอดูครับ) หมายเหตุ – ปุ่มเปิดปิดเครื่องก็ถูกยัดมาอยู่ที่มุมขวาสุดของคีย์บอร์ดด้วยครับ ส่วนของ Trackpad นั้นเป็นแบบ clickpad อยู่ทางด้านล่างของตัวเครื่องโดยจะเยื้องไปทางด้านซ้ายของตัวคีย์บอร์ด ซึ่งตัว trackpad นั้นจะมีพื้นพิวเป็นพลาสติกที่ใช้ของ Elan ในการผลิต โดยการใช้งานนั้นถือว่าทำได้เป็นอย่างดีแถมในการใช้งานนั้นยังไม่มีเสียงรบกวนให้วุ่นวายใจอีกด้วยครับ(ข้อดีของการเป็น clickpad ล่ะครับ) Screen หน้าจอขนาด 15.6 นิ้วนั้นเป็นแบบ matte screen ใช้พาเนลเป็น IPS ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกันกับโน๊ตบุ๊คราคาไม่เกิน $1,000 ด้วยความที่เป็นรุ่นระดับกลางทำให้หน้าจอของ Acer Nitro 5 AN515-51 อาจจะไม่สามารถเอาไปเทียบกับรุ่นใหญ่ๆ อย่าง Aspire 7 หรือ Aspire VX15 ได้ แต่มีส่วนหนึ่งที่คล้ายกันก็คือความสว่างของหน้าจอสูงสุดอยู่ในเกณฑ์ต่ำแถมการรองรับช่วงกว่างของสีก็ต่ำด้วยครับ จากการทดสอบหน้าจอนั้นจะมีค่าต่างๆ ดังต่อไปนี้ครับ Panel HardwareID: Chi Mei CMN15D3 (N156HCE-EAA); Coverage: 69% sRGB, 50% NTSC, 52% AdobeRGB; Measured gamma: 2.2; Max brightness in the middle of the screen: 226 cd/m2 on power; Contrast at max brightness: 800:1 White point: 6600 K; Black on max brightness: 0.28 cd/m2; Average DeltaE: 1.06 uncalibrated, 0.84 calibrated. ถึงแม้ว่าจะใช้พาเนลเป็นแบบ IPS แต่ทว่า Acer Nitro 5 AN515-51 ก็ไม่ได้พกข้อดีของหน้าจอพาเนลแบบ IPS เนื่องจากว่าตัวหน้าจอนั้นมีมุมมองสูงสุดอยู่ที่ราวๆ 150 องศาเท่านั้น ซึ่งจะว่าไปแล้วในการใช้งานจริงนั้นเรื่องดังกล่าวนี้ก็ไม่ค่อยจะเป็นปัญหามากสักเท่าไรนักเพราะโดยส่วนมากผู้ใช้ก็มักจะมองหน้าจอจากมุมตรงเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้วครับ Hardware and performance มาถึงจุดที่เด่นที่สุดของ Acer Nitro 5 AN515-51 นั่นก็คือสเปคของตัวเครื่องที่เรียกได้ว่าจัดเต็มมาแบบสุดๆ ไม่ว่าจะเป็น Core i7-7700HQ processor, Nvidia GTX 1050 Ti , 32 GB of RAM, 512 GB M.2 NVMe SSD และ 1 TB 5400 rpm HDD ซึ่งหายากมากๆ กับโน๊ตบุ๊คสำหรับการเล่นเกมที่มีราคาค่าตัวอยู่ที่ราวๆ $1,000 หรือประมาณ 34,500 บาทครับ ในส่วนของแหล่งเก็บข้อมูลทั้ง 2 นั้นเรียกได้ว่าสามารถทำคะแนนไปได้ดีสมกับตัวฮาร์ดแวร์ที่ทาง Acer เลือกใช้ ถึงจะไม่ได้มากมายเท่ากับเครื่องในระดับบบแต่ทว่าด้วยราคาของ Acer Nitro 5 AN515-51 นั้นก็ต้องบอกล่ะครับว่าคุ้มค่าสมกับราคามากๆ ส่วนเรื่องของประสิทธิภาพโดยรวมของตัวเครื่องนั้นจะมีดังต่อไปนี้ครับ 3DMark 11: P8834; 3DMark 13: Sky Driver – 18398, Fire Strike – 6443, Time Spy – 2371; PCMark 08: Home Conventional – 3536; PCMark 10: 4501; Geekbench 3 32-bit: Single-Core: 3575, Multi-core: 13587; Geekbench 4 64-bit: Single-Core: 4564, Multi-core: 13853; CineBench 11.5: OpenGL 65.41 fps, CPU 6.79 pts, CPU Single Core 1.62 pts; CineBench R15: OpenGL 94.26 fps, CPU 625 cb, CPU Single Core 148 cb; x264 HD Benchmark 4.0 32-bit: Pass 1 – 164.54 fps, Pass 2 – 39.31 fps. ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการเล่นเกมที่ Acer Nitro 5 AN515-51 นั้นมาพร้อมกับ GTX 1050 Ti ซึ่งสามารถที่จะเล่นเกมที่ความละเอียด Full HD แบบเปิดเอฟเฟค Ultra ได้อย่างสบายๆ ซึ่งจากการทดสอบการเล่นเกมหลายๆ เกมนั้น Acer Nitro 5 AN515-51 สามารถที่จะทำเฟรมเรตได้ดังต่อไปนี้ครับ Emissions (noise, heat) and speakers มาถึงจุดด้อยที่อาจจะทำให้ใครหลายๆ คนเป็นกังวลได้ครับกับเรื่องของอุณหภูมิของตัวเครื่องเวลาใช้งานทั้งเล่นเกมและ Full Load นั้นค่อนข้างที่จะสูงมากพอควร ด้วยระบบระบายความร้อนที่เป็นพัดลม 2 ตัวเชื่อมต่อไปยัง CPU และ GPU ผ่านทาง heatpipes ซึ่งทำได้ไม่ค่อยจะดีมากนักเท่าไรอย่างเช่นการเล่นเกมดังต่อไปนี้ครับ เล่นเกม Fry Cry 4 เป็นระยะเวลา 30 นาทีพบว่า CPU มีอุณหภูมิอยู่ที่ 80 องศาเซลเซียสและ GPU มีอุณหภูมิอยู่ที่ 56 องศาเซลเซียส เล่นเกมแบบเฉลี่ยพบว่า CPU มีอุณหภูมิอยู่ที่ 83 องศาเซลเซียสและ GPU มีอุณหภูมิอยู่ที่ 64 องศาเซลเซียส ซึ่งพบว่า CPU นั้นจะรันอยู่ที่ความเร็วสัญญาณนาฬิกา 2.7 GHz – 2.9 GHz ไม่รันที่ 3.4 GHz ซึ่งเป็นความเร็วที่ TurboBoost อย่างไรก็ตามแต่อุณหภูมิบนตัวเครื่องที่เป็นส่วนที่อยู่ของคีย์บอร์ดและ trackpad นั้น Acer Nitro 5 AN515-51 ถือว่าทำได้ดีในระดับหนึ่ง เพราะถึงแม้จะอยู่ในส่วนของการเล่นเกมนั้นตัวเครื่องก็ยังมีอุณหภูมิอยู่ในระดับที่สามารถพอใช้งานต่อเนื่องได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบริเวณปุ่ม WASD ที่อาจจะมีร้อนหน่อย แต่ก็ไม่ถึงขั้นจะใช้งานไม่ได้เพราะร้อนจัดครับ ยังครับยังไม่หมด ในเรื่องของเสียงพัดลมระบายความร้อนของตัวเครื่องนั้นเวลาใช้งานเล่นเกมหรือ Full Load นั้นจะมีเสียงรบกวนอยู่ที่ราวๆ 50-51 dB และถึงจะใช้งานทั่วไปนั้นก็จะมีเสียงรบกวนอยู่ที่ 46 dB ซึ่งถือว่ายังคงค่อนข้างที่จะสร้างเสียงรบกวนในระดับหนึ่ง ดังนั้นหากคุณมีหูฟังในหารใช้งานนั้นแนะนำว่าให้ใช้จะดีกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตอนที่เล่นเกมครับ สำหรับลำโพงนั้นบน Acer Nitro 5 AN515-51 จะใช้ลำโพงแบบเดียวกับรุ่น Aspire 7, Aspire 5 และ Predator Helios 300 ซึ่งก็ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากและก็ไม่ได้ห่วยถึงขั้นรับไม่ได้ ตัวลำโพงนั้นสามารถให้เสียงสูงสุดได้อยู่ที่ 75 dB ซึ่งถือว่าให้เสียงได้ค่อนข้างที่จะดี ทว่าหากคุณมีหูฟังในการใช้งานนั้นก็แนะนำให้ใช้หูฟังจะดีกว่าครับ Battery life Acer Nitro 5 AN515-51 มาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 48 Wh ซึ่งก็ไม่ได้มากหรือน้อยเท่าไรนัก โดยในการทดสอบอายุการใช้งานตัวเครื่องโดยเปิดหน้าจอที่ความสว่าง 120 nits หรือ 60 % จะสามารถใช้งานได้ดังนี้ครับ 9.4 W (~5 h of use) – very light browsing and text editing in Google Drive, Balanced Mode, screen at 60%, Wi-Fi ON; 7.5 W (~6 h 20 min of use) – 1080p fullscreen video on Youtube in Internet Explorer, Balanced Mode, screen at 60%, Wi-Fi ON; 5.3 W (~9 h of use) – 1080p fullscreen .mkv video in the Movie app, Balanced Mode, screen at 60%, Wi-Fi ON; 7.2 W (~6 h 40 min of use) – 4K fullscreen .mkv video in the Movie app, Balanced Mode, screen at 60%, Wi-Fi ON; 13.5 W (~3 h 30 min of use) – heavy browsing in Edge, Balanced Mode, screen at 60%, Wi-Fi ON; 40.0 W (~1h 10 min of use) – gaming, High Performance Mode, screen at 60%, Wi-Fi ON. จากการทดสอบนั้นเรียกได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติสามารถใช้งานได้ค่อนข้างที่จะยาวนาน จะเว้นก็แต่เวลาเล่นเกมหนักๆ ที่สามารถเล่นได้ที่ราวๆ 1.10 ชั่วโมงเท่านั้น ทั้งนี้ที่ชาร์จแบตนั้นจะมาพร้อมกับกำลังไฟฟ้า 135 Wh สามารถชาร์จตัวเครื่องให้แบตเต็มด้วยเวลา 2 ชั่วโมง ส่วนที่ชาร์จนั้นจะมีน้ำหนักอยู่ที่ราวๆ 500 g ทำให้การพกพร้อมกับตัวเครื่องนั้นจะมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ราวๆ 3 kg ครับ สรุป โดยรวมแล้ว Acer Nitro 5 AN515-51 นั้นถือว่าทำได้ดีและเป็นรุ่นที่น่าจะได้ใจใครหลายๆ คนไปได้ไม่ยากครับ อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้น Acer Nitro 5 มีการแยกรุ่นย่อยค่อนข้างที่จะหลายรุ่นซึ่งผู้ซื้อจำเป็นที่จะต้องดูให้ดีว่าเครื่องรุ่นที่ตัวเองจะซื้อนั้นเป็นโมเดลไหน สำหรับรุ่นที่นำมารีวิวนั้นเป็นโมเดลท๊อปมีราคาอยู่ที่ $1,199 หรือประมาณ 41,370 บาท แต่ถ้าคุณอยากได้เครื่องที่ดีกว่านี้และมีงบมากกว่านี้แล้วขอแนะนำให้ซื้อ Dell Inspiron Gaming 7559 ที่มาพร้อมกับแบตมากกว่าหรือ Asus ROG GL553VE ที่มาพร้อมกับ GTX 1060 ครับ จุดเด่น วัสดุจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี(สำหรับเครื่องที่มีราคาเท่านี้) แถมดีไซน์ของตัวเครื่องนั้นก็ดูสวยงาม ได้หน้าจอแบบ matte IPS คีย์บอร์ดสามารถใช้งานได้เหมาะสมส่วน trackpad ถือว่าทำงานได้ดี การใช้งานธรรมดาทั่วไปประจำวันตัวเครื่องไม่ร้อนและเสียงรบกวนก็ค่อนข้างต่ำ wireless ใช้งานได้เร็วดี ถึงแบตเตอรี่จะมีความจุน้อยแต่สามารถใช้งานทั่วไปได้ยาวนาน ราคาอยู่ในเกณฑ์ที่เรียกได้ว่าเหมาะสม จุดด้อย พาเนลหน้าจอไม่ค่อยดีนัก เครื่องมีโอกาส overheating ซึ่งอาจจะทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมลดลงได้ เสียงพัดลมระบายอากาศค่อนข้างดังและส่วนของคีย์บอร์ดค่อนข้างจะร้อนเมื่อใช้ตอน Full load หรือเล่นเกมหนักๆ แบตเตอรี่ความจุ 48 Wh ถือว่าน้อยกว่าแบตเตอรี่ของคู่แข่งที่ตัวเครื่องมีขนาดหน้าจอที่ 15.6 นิ้ว ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล /ภาพ : https://notebookspec.com คลิ๊ก!! สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ในบรรดาเครื่องปริ้นสำนักงาน Laser Printer นับเป็นเครื่องปริ้นอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยม ในแง่ของคุณภาพงานและความคล่องตัว ด้วยความเร็วในการปริ้น รวมถึงความคมชัด ที่ตอบสนองการทำงานในแต่ละวันของแต่ละแผนกหรือจะเป็นเครื่องที่ใช้ในสำนักงานขนาดเล็ก เพราะจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ กรณีที่ปริ้นงานเอกสารทั่วไปเพียงอย่างเดียว HP LaserJet Pro M12w เป็นเครื่องเลเซอร์ปริ้นเตอร์ขนาดกระทัดรัด เรียกว่าจะจัดวางไว้ในสำนักงานขนาดเล็กใช้ร่วมกันก็ได้หรือจะใช้เป็นเครื่องปริ้นแยกแผนกในองค์กรก็ได้เช่นกัน โดยมาพร้อมเทคโนโลยี Laser ที่ให้ความคมชัด ด้วยความละเอียดสูงสุด 600 x 600 dpi และความเร็วในการทำงานอยู่ที่ 18 แผ่นต่อนาทีสำหรับงานเอกสารทั่วไป รองรับการสั่งงานผ่านแอพพลิเคชั่นอย่าง HP ePrint สำหรับการใช้งานบนสมาร์ทโฟนได้นอกเหนือจากการสนับสนุน WiFi พื้นฐาน มาพร้อมถาดกระดาษขนาดใหญ่ เพื่อให้การพิมพ์ต่อเนื่องกับถาดขาเข้ามากถึง 150 แผ่น และถาดขาออก 100 แผ่น ภายใต้ขนาดกระทัดรัด เคลื่อนย้ายสะดวก โดยมีโทนเนอร์ขนาดใหญ่ ที่สามารถเปลี่ยนได้ด้วยตัวเอง และเทคโนโลยี HP Auto-On/Auto-Off Technology ที่ช่วยในการประหยัดพลังงานอีกด้วย Specification Print technology: Laser Print speed black:: Normal: Up to 18 ppm First page out (ready): Black: Up to 9.2 sec Print quality black (best): Up to 600 x 600 x 2 dpi Resolution technology: HP FastRes 600, HP FastRes 1200 HP ePrint capability: Yes Mobile printing capability: HP ePrint, Mopria™-certified, Mobile Apps, Do not include ‘SIPs” Wireless capability: Yes Connectivity, standard, 1 Hi-Speed USB 2.0, 1 WiFi 802.11b/g/n Network ready: Standard (built-in WiFi 802.11b/g/n) Paper handling input, standard: 150-sheet input tray Paper handling output, standard: 100-sheet output bin Maximum output capacity (sheets): Up to 100 sheets Duplex printing: Manual Media sizes supported: A4, A5, A6, B5, postcards, envelopes (C5, DL, B5) Media sizes, custom: 150-sheet input tray: 147 x 211 to 216 x 356 mm Maximum dimensions (W x D x H): 349 x 410 x 228 mm 2 Weight: 5.2 kg (With print cartridges) รูปลักษณ์และฟังชั่น ในเรื่องของดีไซน์สำหรับ HP LaserJet Pro M12w มาในบอดี้ขนาดเล็กแปลกตา กับฟังก์ชั่นพื้นฐานที่เป็นเครื่องปริ้นเพียงอย่างเดียว โทนสีขาวตัดกับเส้นสายสีเทา ดูเข้ากับเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ภายในสำนักงานหรือในบ้านและโฮมออฟฟิศได้ลงตัว ชื่อรุ่นระบุไว้ด้านหน้าทางซ้ายของตัวเครื่อง เป็นกลุ่มของ LaserJet ที่ทาง HP เปิดตัวมาหลายรุ่นเลยทีเดียว รุ่นดังกล่างเป็นน้องเล็กที่ราคาประหยัด ความสวยงามของตัวเครื่องอยู่ที่ความเงางาม ซึ่งน่าแปลกที่ทาง HP ใส่ดีไซน์ที่แปลกตามาในปริ้นเตอร์รุ่นนี้ เพราะส่วนใหญ่เราจะเห็นเป็นแบบสีขาวด้านเป็นหลัก ด้านบนเป็นถาดกระดาษขาออกรองรับได้มากถึง 100 แผ่น จึงรองรับการปริ้นต่อเนื่องได้สบายๆ ตัวถาดสามารถปรับได้ 3 ระดับ เพื่อให้รับกับกระดาษรูปแบบต่างๆ ได้มากมาย เมื่อเปิดถาดรับกระดาษออกมา ก็ยังยืดถาดรองออกมาได้อีก 2 ระดับ ซึ่งดูแล้ว HP จัดกลไกมาได้ลงตัวเลยทีเดียว แผงควบคุมด้านบน มีเพียงปุ่มเปิดการใช้งาน WiFi และยกเลิก โดยมีไฟสถานะสีฟ้าบอกการทำงาน ตามสไตล์ของเครื่อง Single function เช่นนี้ การออกแบบให้ช่องวางดูเรียบง่าย ก็ทำให้ไม่มีความซับซ้อน ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้ ที่ไม่ต้องวุ่นวายกับการจัดเซ็ตตั้งค่ามากนัก ถาดกระดาษขาเข้าด้านหน้ารองรับได้ถึง 150 แผ่น ให้คุณสามารถปรับตัวล็อคตามรูปแบบของกระดาษที่ใช้ ถาดกระดาษขาเข้าจากด้านหน้า จะเห็นได้ชัดว่า แทบจะใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่าจริงๆ พร้อมรางเลื่อน สำหรับการปรับให้เหมาะสมกับการใช้งาน ทั้งเลื่อนซ้าย-ขวาและปรับขนาด A4 ไปจนถึงซองจดหมาย ด้านหลังของตัวเครื่องดูเรียบง่าย และปิดสนิท ให้เปิดซ่อมบำรุงได้จากด้านบน มีเพียงที่ต่อไฟเลี้ยงและพอร์ต USB เท่านั้น ตามที่แจ้งไว้ในเบื้องต้น ปริ้นเตอร์รุ่นนี้รองรับการสั่งงานผ่านสมาร์ทโฟน ด้วยเทคโนโลยี HP ePrint แค่ติดตั้งแอพ แล้วเชื่อมต่อปริ่นเตอร์ผ่าน WiFi จากนั้นก็สามารถสั่้งปริ้นงานได้ทันที การดูแลรักษาก็ค่อนข้างง่ายสำหรับปริ้่นเตอร์รุ่นนี้ เพียงยกฝาปิดที่เป็นถาดรับกระดาษด้านบนออก จากนั้นดึงโทนเนอร์ออกมาตรงๆ เท่านั้น ใช้ได้ทั้งการแก้ไขกระดาษติดหรือการเปลี่ยน Cartridge อีกด้วย โดยโทนเนอร์ที่ใช้จะเป็นรุ่น 79A   Conclusion HP วางปริ้นเตอร์ LaserJet Pro M12w ไว้ในกลุ่มของสำนักงานหรือผู้ที่ต้องการเครื่องปริ้นเลเซอร์คุณภาพดี ให้ความละเอียดที่คมชัดและรวดเร็ว รองรับปริมาณการปริ้นในแต่ละรอบจำนวนมาก ซึ่งปริ้นเตอร์รุ่นนี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละวันของกลุ่มคนเหล่านี้ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นโฮมออฟฟิศหรือสำนักงานทั่วไปก็ตาม ทั้งนี้จุดเด่นของปริ้นเตอร์รุ่นดังกล่าว น่าจะอยู่ตรงที่ความเร็วในการทำงาน ซึ่งทำได้เกือบ 20 แผ่นต่อนาทีสำหรับเอกสารทั่วไป กราฟฟิกในงานยังคงความคมชัด ไม่ว่าจะเป็นกราฟหรือแผนภูมิต่างๆ ที่ใช้ประกอบการนำเสนอก็ตาม ทั้งนี้ความละเอียดที่ได้ ก็จัดได้ว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว แม้จะเป็นเอกสารที่ปริ้นต่อเนื่องออกมาก็ตาม นอกจากนี้การออกแบบให้มีโทนสีขาวสดใส ก็ดูจะเหมาะกับกลุ่มสำนักงานได้อย่างลงตัว และเนื่องจากเป็นปริ้นเตอร์ที่เน้นความเรียบง่าย หลายสิ่งจึงดูเป็นแบบ Friendly เข้าใจง่าย ด้วยปุ่มสั่งงานเพียง 2 อย่าง ไม่มีหน้าจอมาให้ แต่ก็ใช้งานได้สะดวก และที่น่าสนใจก็คือ การเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟนในแบบไร้สาย ก็เป็นอีกไฮไลต์หนึ่งที่สร้างความสบายใจให้กับผู้ใช้ได้ไม่น้อยเช่นกัน เมื่อมองในภาพรวมและราคาที่ไม่ถึง 4 พันบาท ก็ต้องถือว่า HP LaserJet Pro M12w รุ่นนี้มีการจัดวางรูปแบบการใช้งานที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ใช้ที่ต้องการความสะดวกสบายและรวดเร็ว จุดเด่น เป็นปริ้นเตอร์ขนาดเล็กเคลื่อนย้ายสะดวก ให้งานปริ้นที่รวดเร็วสูงถึง 19 แผ่นต่อนาที ถาดกระดาษขาเข้า-ออก รองรับได้จำนวนมาก ข้อสังเกต มีปุ่มควบคุมการทำงานมาให้ 2 ปุ่มเท่านั้น ไม่มีหน้าจอแสดงผล Contact : HP LaserJet Pro M12w ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล /ภาพ : https://notebookspec.com คลิ๊ก!! สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
น้องสุดท้องของตะกูล RYZEN เปิดตัวออกมาแล้ว หลังจากที่หลายคนรอคอยกันมาอย่างยาวนาน กับ CPU ราคาประหยัด แต่ประสิทธิภาพยอดเยี่ยมที่ทาง AMD ได้คิดค้นและพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ที่ต้องการ CPU ประสิทธิภาพสูง ราคาประหยัด โดย RYZEN 3 ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 27 กรกฏาคมนี้ ซึ่งเป็นการเปิดตัวหลังจากรุ่นพี่อย่าง RYZEN 7 และ RYZEN 5 เปิดตัวออกไปก่อนหน้านี้ซึ่งทั้ง 2 รุ่นก็ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของ CPU AMD ที่ทำให้คนทั่วโลกต่างลุกขึ้นยืน แต่สำหรับ RYZEN 3 จะมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมเหมือนกับรุ่นพี่หรือไม่ ? Facebook Live Review Ryzen 3 RYZEN 3 คือ CPU แบบ 4 Core 4 Thread ซึ่งจะถูกเปิดตัวออกมา 2 รุ่น ได้แก่ 1200 ความเร็วสูงสุด 3.4GHz และ 1300X ความเร็วสูงสุด 3.7 GHz อีกทั้งรุ่น 1300X จะมาพร้อมกับ Sensemi Technology ซึ่งทำให้ CPU มีประสิทธิภาพที่แรงขึ้นในอุณหภูมิที่ต่ำ ในส่วนของราคานั้น 1200 จะมีราคา 3,990 บาท และรุ่น 1300X จะมีราคา 4,990 บาท สำหรับหน้าตาตัวกล่องนั้น ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นโทนสีส้มเทาเหมือนกับ RYZEN 5 และ 7 ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ CPU Series นี้ โดยได้มีการระบุเลข 3 ที่ มุมล่างขวาของกล่องเพื่อแสดงให้เห็นว่านี้คือ RYZEN 3 ส่วนด้านข้างของกล่องได้มีการเจาะรูโชว์โชว์ตัว CPU ให้เห็นอย่างชัดเจน และภายในกล่องก็จะมีกล่องเล็กอีก 2 กล่อง คือกล่อง CPU และกล่องชุดระบายความร้อน สำหรับตัวกล่องที่ดูใหญ่โตนั้น ภายในจะมาพร้อมกับชุดระบายความร้อน Wraith Stealth Cooler ที่ถูกออกแบบมาให้ใช้กับ CPU RYZEN รุ่นเล็กที่มีค่า TDP 65W ซึ่งชุดระบายความร้อนตัวนี้มีประสิทธิภาพสูงกว่าชุดระบายความร้อนแบบดั้งเดิมของ AMD ชนิดที่เทียบไม่ติด ทั้งด้านประสิทธิภาพในการระบายความร้อน และความเงียบ ที่เงียบมาก ๆ ส่วนหนึ่งเองมาจากตัว CPU มีความร้อนที่ต่ำทำให้ชุดระบายความร้อนไม่ต้องทำงานหนัก อีกทั้งชุดระบายความร้อนที่แถมมายังมีซิลิโคนระบายความร้อนคุณภาพสูงติดหน้าซิงก์มาให้ด้วย หน้าตาของ CPU ขนาดมาตรฐานสำหรับใช้งานร่วมกับ SOCKET AMD AM4 ซึ่งเป็นขนาดเดียวกันกับ RYZEN 5 และ RYZEN 7 โดยตัว CPU รุ่นนี้จะยังคงเป็นแบบมีขา แตกต่างจาก Intel ที่เป็น CPU แบบไม่มีขา ในส่วนของกระดอง CPU ได้มีการยิงเลเซอร์บอกชื่อรุ่น เลขนัมเบอร์ และข้อมูลต่าง ๆ สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพของ RYZEN 3 ทั้ง 2 รุ่น ได้ใช้สเปคดังนี้ M/B MSI A320M Gaming Pro RAM  Corsair 16GB DDR4 BUS 2133 (8GB x 2) SSD M.2 HyperX 480GB GPU AORUS Radeon RX 570 PSU Thermaltake Smart SE 650W สเปคจากโปรแกรม CPU-Z กับ CPU RYZEN 3 ทั้ง 2 รุ่น โดยรุ่น 1200 จะมีความเร็ว Base Clock 3.1 GHz และ Boost Clock 3.4 GHz ส่วนรุ่น 1300X จะมีความเร็ว Base Clock 3.5 GHz และ Boost Clock 3.9 GHz ส่วนของ Chache L3 มีขนาดที่มากถึง 8MB ส่วนแรมที่ใช้เป็นแบบ Dual Channel ช่วงทำให้ CPU สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ   สำหรับการ Benchmark กับโปรแกรม CPUZ เทียบกับ CPU i7 7700K โดย RYZEN 3 ทั้งสองรุ่นมีความแรงที่ต่างกันเพียง 10% แต่ก็สามารถแสดงประสิทธิภาพได้เกินครึ่งของ i7 7700K ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพที่สูงมาก ๆ สำหรับ RYZEN 3 ทั้ง 2 รุ่น ในส่วนประสิทธิภาพต่อ Thread มีคะแนนต่างกันเพียง 3% ถัดมากับการทดสอบประสิทธิภาพของ RYZEN 3 ทั้งสองรุ่นกับโปรแกรม SuperPI และ Hyper PI ซึ่งประสิทธิภาพที่ทำได้นั้นแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แต่ต่างกันเพียงหลักวินาทีเท่านั้น RYZEN 3 1200 RYZEN 3 1300X RYZEN 3 1200 RYZEN 3 1300X การทดสอบประสิทธิภาพ RYZEN 3 กับโปรแกรม Cinebench R15 ซึ่งประสิทธิภาพที่ทำได้ถือว่ายอดเยี่ยม โดยสามารถทำคะแนนในการเรนเดอร์ภาพได้เหนือกว่า Intel Core i5 อยู่ในะดับหนึ่ง ซึ่งเป็นผลการทดสอบที่แตกต่างอย่างชัดเจน ถัดมากับการทดสอบด้วยโปรแกรม 3D Mark FireStrike ครั้งนี้ประสิทธิภาพของ RYZEN 3 1300X สามารถทำได้เหนือกว่าอย่างสูสีกับ i5 7400 แต่ในส่วนของ RYZEN 3 1200 นั้่นกลับทำคะแนนได้น้อยกว่าในระดับหนึ่ง ส่วนการทดสอบกับ DirectX 12 ในการทดสอบ 3D Mark Time SPY  นั้น CPU RYZEN 3 ทั้ง 2 รุ่นอาจจะตอบโจทย์ได้ไม่ดีนัก ซึ่งคะแนนออกมาค่อนข้างต่ำอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจจะติปัญหาไดร์เวอร์ไม่ซัพพอร์ตการทำงานร่วมกับ DirectX 12 ทำให้คะแนนออกมาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งต่อรอการอัพเดตต่อไปในอนาคต ส่วนการทดสอบอุณหภูมิสูงสุดของ CPU RYZEN 3 ทั้ง 2 รุ่นกับโปรแกรม Furmark และวัดอุณหภูมิจากโปรแกรม HWMonitor ซึ่งอุณหภูมิสูงสุดของรุ่น 1200 มีอุณหภูมิสูงสุดเพียง 50 องศาเซลเซียส ส่วนรุ่น 1300X นั้นมีอุณหภูมิสูงสุดที่ 63 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าเย็นมาก และการทำงานของพัดลมเองก็ยังเงียบมาก ๆ อีกด้วย แต่ดูเหมือนว่า 1300X จะมีอุณหภูมิที่สูงพอตัว ทำให้พัดลมต้องทำงานหนักกว่ารุ่น 1200 อย่างเห็นได้ชัด การทดสอบประสิทธิภาพในการเล่นเกมนั้นได้ทำการทดสอบกับ CPU RYZEN 3 1300X และการ์ดจอ RX 570 ในเกม Rise Of Tomb Rider บนกราฟฟิกระดับสูงที่สุด แต่ปิดการลบรอยหยักของภาพ ซึ่งสามารถทำเฟรมเรทได้ประมาณ 50-60 FPS กับการทำงานของ CPU ที่ 30%-60% แต่เมื่อเปิดการลดรอยหยักในระดับสูงที่สุด เฟรมเรทลดมาเหลือเพียง 20-30 FPS และ การทำงานของ CPU ลดเหลือเพียงที่ 14%-60% เฉลี่ยอยู่ที่ 35% เท่านั้น ถัดมากับเกม PUBG ซึ่งกินทรัพยากรณ์เครื่องค่อนข้างมากและใช้งาน CPU ค่อนข้างหนัก การทดสอบครั้งแรกใช้กราฟฟิกระดับต่ำสุด เฟรมเรทอยู่ที่ประมาณ 70-80 FPS ส่วนเมื่อปรับกราฟฟิกสูงสุดจะวิ่งอยู่ที่ 20-40 FPS ซึ่งดรอบลงมาเยอะพอสมควร และการทดสอบกับเกม The Witcher III นั้นให้ผลที่คล้ายกับ 2 เกมที่ได้ทำการทดสอบมา แต่ได้มีการทดสอบประสิทธิภาพของ CPU ในระดับ 4K ซึ่ง Cache L3 สามารถทำประสิทธิภาพได้อย่างยอดเยี่ยม โดยทำเฟรมเรทในระดับ 4K คุณภาพกราฟฟิกสูดสุด กับการ์ดจอ RX 570 ได้เฟรทเรท 10-20 FPS RYZEN 3 รุ่น 1200 และ 1300X ทั้ง 2 ตัวนี้มีประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกับการ์ดจอรุ่นสูง ๆ อย่าง GTX 1060 หรือ GTX 1070 ได้สบาย ๆ โดยไม่เกิดอาการคอขวด แต่อย่างใด ตอบโจทย์ในการเล่นเกมได้อย่างยอดเยี่ยมกับราคาที่ไม่แพง รวมถึงการทำงานด้านมัลติมีเดีย และการทำงานด้านกราฟฟิก ที่ใีประสิทธิภาพสูงในการประมวลผล ทำให้ CPU RYZEN 3 ทั้ง 2 รุ่นนี้ ถือเป็น CPU ที่น่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับผู้ที่กำลังจะหาซื้อคอมประกอบสักเครื่อง เพราะ CPU มีประสิทธิภาพที่สูง เมนบอร์ดไม่แพง ทำให่ประสิทธิภาพต่อราคา ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก ๆ กับความคุ้มค่าของ RYZEN 3 แต่สำหรับบางการใช้งานที่ RYZEN 3 นั้นอาจจะทำประสิทธิภาพได้ไม่ดีพอ ทำให้ผลที่ได้ออกมาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น แต่แน่นอนว่าในอนาคตจะมีไดร์เวอร์สำหรับสนับสนุน RYZEN 3 ออกมาโดยเฉพาะ ทำให้ CPU มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ซึ่งใครที่กำลังชั่งใจว่าจะซื้อ CPU ตัวไหนดี แน่นอนว่า RYZEN 3 ไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน ข้อดี ราคาต่อประสิทธิภาพ RYZEN 3 ถือว่าคุ้มค่ามา ๆ กับความแรงระดับ intel core i5 เมนบอร์ดชิปเซ็ต A320 มีราคาถูก สามารถประกอบเคสราคาประหยัดได้ RYZEN 3 1300X มี Sensemi Technology ยิ่ง CPU เย็นก็จะยิ่งแรง ข้อสังเกต Driver โปรแกรมต่าง ๆ ยังไม่สนับสนุนมากพอ ยังคงต้องรออีกสักระยะ ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล /ภาพ VDO : https://notebookspec.com
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
เราจะมากล่าวถึงโทรศัพท์ ซึ่งทางแบรนด์ ASUS  เนี่ยเค้าบอกว่าเค้าสามารถ Live สดไม่หมดสวย มีโหมด Beauty Live ที่ปรับความสวยได้ตลอดเวลาขณะถ่ายวีดีโอ และเป็นเครื่องเดียวเครื่องแรกของโลกอีกด้วยโอ้โห…อะไรจะขนาดนั้น อยากรู้กันแล้วใช่มั้ยคะว่า สมาร์ทโฟนเครื่องนี้มันคืออะไรกันแน่ เกริ่นมาซะขนาดนี้ก็ไปดูกันเลยค่ะ มาร์ทโฟนตัวนี้คือ ASUS Zenfone Live ซึ่งคำที่เค้าเครมมาคือ Live ได้สวยได้แม้กระทั่งหน้าสด ใช้ได้ทั้งคุณผู้ชายและคุณผู้หญิงเลยนะคะ และยังปรับความสวยได้ถึง 10 ระดับด้วยกัน เอาเป็นว่าถ่ายยังไงก็สวยนะเออ… คราวนี้เราไปดูสเปคเครื่องโดยละเอียดกันบ้าง 1 จุดเด่นคือ แอพ Beauty Live ที่ปรับความสวยได้ขณะไลฟ์ อันนี้เราของบอกเลยว่าเลิศจริง เพราะไม่มีเครื่องไหนทำได้อะ live ไปสวยไป หน้าไม่ต้องแต่งก็ยังได้ แต่ถ้าแต่งหน้าก็สวยขึ้นอีก 2 กล้องหน้าไวแสง พร้อมแฟลชกล้องหน้าแบบ soft-Light LED ให้ผิวดูสวยเป็นธรรมชาติ เลนส์กล้องมีมุมมองกว้างถึง 82 องศา แค่กล้องหน้าถ่ายรูปธรรมดาก็มีความ Beauty ดูละมุนแล้ว ยังสามารถปรับโหมดบิวตี้ได้ ไม่ว่าจะทำตาโตหน้าขาว ไม่ต้องไปแต่งในแอพอีกแค่เซลฟี่ก็เสร็จสมบูรณ์  เอาใจไปเลยค่ะ 3 กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงกล้างสุด f/2.0 คมชัดทุกรายละเอียด เรื่องกล้องของเจ้าตัวนี้นี่ถือว่าป็นจุดเด่นเลยก็ว่าได้ กล้องหลังสามารถถ่ายภาพได้เหมือนมีกล้องมิลเลอร์เลส ติดตัวไปทุกที่ สามารถทำหน้าชดหลังเบลอได้ด้วย 4 เสียงคมชัดเพราะมีไมโครโฟน ถึง 2 ตัว ซึ่งจะช่วยตัดเสียงรบกวน ขนาด ดีเจนุ้ย Live สดโดยใช้เครื่องนี้อยู่ท่ามกลางงานเปิดตัว ยังไม่มีเสียงรบกวนเลย  5 มาทางด้านความงดงามของเครื่อง มีขนาดหน้าจอถึง 75% ของเครื่อง มีกระจกแบบโค้ง 2.5D มีสำผัสตัวเครื่องที่ค่อนข้างลื่นและเบา อันที่จริงมีน้ำหนักน้อยหรือเบาก็ดีค่ะ สำหรับใครที่ชอบถือโทรศัพท์คุยนานๆ แต่เรารู้สึกว่ามันเบาไปนิด ด้วยความที่เราเป็นคนซุ่มซ่ามอาจทำเครื่องตก เครื่องหลุดมือ เป็นรอยและพังเร็วกว่าคนอื่นก็ได้เพราะงั้นเราอยากให้มันหนักกว่านี้อีกหน่อยค่ะ คราวนี้สาวๆน่าจะรู้แล้วว่าจะตัดสินใจยังไงกับเจ้าสมาร์ทโฟนตัวนี้ อะอะ ลืมไปหนึ่งอย่างที่สำคัญค่ะ นั่นก็คือ แท่นแทนแท้นนน….ราคานั่นเอง เราว่าราคามันถูกและเอื้อมถึงเมื่อเทียบกับคุณสมบัติ ดีไซน์ที่ดูเรียบหรูเหมือนสมาร์ทโฟนตัวดัง เจ้าสมาร์ทโฟนตัวนี้ราคาแค่….แค่…แค่ 4,990 บาทเท่าน้านนน เรามีความฟินตรงราคาถูกเนี่ยแหละ อยากให้สาวๆรับ ASUS Zenfone Live ไว้พิจารณา เพราะเราว่ามันค่อนข้างคุ้มเมื่อเที่ยบคุณสมบัติกับราคา และความสวยของเราที่จะพัฒนาได้เรื่อยๆขณะ Live กันนะจ๊ะ สเปกตัวเครื่อง ASUS Zenfone Live หน้าจอกระจกขอบโค้ง 2.5D ขนาด 5 นิ้ว ความละเอียดระดับ HD 1280 x 720 พิกเซล หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon Quad-Core ความเร็ว 1.2 GHz RAM 2 GB ROM 16 GB รองรับ MicroSD Card สูงสุด 128 GB กล้องถ่ายรูปด้านหลัง 13 ล้านพิกเซล (รูรับแสง f2.0) ไฟแฟลช LED กล้องถ่ายรูปด้านหน้า 5 ล้านพิกเซล (รูรับแสง f2.2) Soft-light LED Flash   ระบบเชื่อมต่อ : 4G LTE, 3G, 2G Android 6.0 with ASUS ZenUI 3.0 ใช้งาน Nano-SIM แบตเตอรี่ : 2650 mAh ขนาดตัวเครื่อง : 71.74x141.18x7.95 มิลลิเมตร น้ำหนัก : 120 กรัม ติดตามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook :   AdviceClub  Website    :  https://www.asus.com รหัสรุ่น  ZB501KL ราคา 4,990 บาท      << สั้งซื้อออนไลน์ > พบกับ  ASUS Zenfone Live ได้ที่ Advice ทุกสาขาทั่วประเทศค่ะ
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ปัจจุบันนี้โน้ตบุ๊คก็มีราคาถูกลงมามากกว่าสมัยก่อนเยอะ ซึ่งสำหรับบางคนต้องการโน้ตบุ๊คเพียงแค่ทำงานเอกสาร เล่นเว็บ ดูหนังฟังเพลงแค่นั้น และน้ำหนักของโน้ตบุ๊คเองก็เบามากขึ้นเรื่อยๆ ก็เพื่อทำตลาดในกลุ่มผู้ใช้ที่ไม่ชอบพกพาโน้ตบุ๊กน้ำหนักเยอะไปไหนมาไหนเพราะมันหนักนั่นเอง หรือหากจะเสียเงินหลายหมื่นบาทเพื่อ Ultrabook ก็คงจะไม่คุ้มกับที่เสียเงินไปนัก ด้วยสาเหตุนี้โน้ตบุ๊กบางเบาที่มีขนาดตัวเครื่องและน้ำหนักใกล้เคียงกับ Ultrabook จึงมีปริมาณในตลาดเพิ่มมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้กลุ่มดังกล่าวโดยเฉพาะ ซึ่งในบทความนี้เราจะมาดูเจ้าตัว Dell Vostro 3565 ซึ่งก็เป็นโน้ตบุ๊คบางเบาอีกรุ่นจาก Dell ที่มีสเปคเหมาะกับผู้ใช้งานพื้นฐานทำงานชิวๆ เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังฟังเพลง หน้าจอ 15.6 นิ้ว โดยมีราคาอยู่เพียง 12,900 บาทเท่านั้น พร้อมประกัน On-site หนึ่งปีเต็ม เราไปดูกันดีกว่าครับว่าเจ้า Dell Vostro 3565 การใช้งานเป็นยังไงบ้าง Specification Dell Vostro 3565 เครื่องนี้ติดตั้งซีพียูเป็น AMD A8-7410 (2.20 GHz)  เป็นซีพียูแบบ 4 คอร์ 4 เธรด พร้อมการ์ดจอในตัว APU ซึ่งเป็นตัว AMD Radeon R5 (Mullins/Beema) ที่สามารถใช้งานได้ดีในระดับหนึ่ง ด้านของฮาร์ดดิสก์มีความจุ 1 TB 5400 RPM พร้อม Ram ขนาด 4 GB DDR3 Bus 1600 อีกหนึ่งแถวด้วยเช่นกัน ตัวเครื่องจะติดตั้งหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความคมชัดระดับ HD (1366 x 768 พิกเซล) มาให้พร้อมกับพอร์ต USB 3.0 จำนวน 1 พอร์ต, USB 2.0 จำนวน 2 พอร์ต, VGA, LAN, SD Card Reader และรูเสียบหูฟังกับไมค์แบบ Combo พร้อมการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi แบบ b/g/n และ Bluetooth กับกล้อง Webcam ความละเอียด HD โดยตัวเครื่องมีน้ำหนักอยู่ที่ 2.54 กิโลกรัมกับประกันแบบ Onsite Service อีก 1 ปีด้วยกัน สนนราคาที่ 12,900 บาท ชมหน้าสเปกเต็มๆ <<< Hardware / Design      เจ้าสำหรับ Dell Vostro 3565 ดีไซน์จะเน้นไปที่ความเรียบง่าย มินิมอล บอดี้สีดำล้วน วัสดุเป็นพลาสติกทั้งหมด งานประกอบค่อนข้างแน่น ฝาหลังก็เป็นสีดำสวยงาม มีโลโก้ Dell ลายโคเมียมสีดำเข้มดูดุดันเข้มแข็งดี ตัวบอดี้บริเวณคีย์บอร์ดจะเป็นลายเส้นๆ ตัดไปมา ให้สัมผัสที่ดีไม่ลื่นมือ ส่วนปุ่มเปิดปิดคีย์บอร์ดจะอยู่ที่มุมบนขวาของคีย์บอดร์ดแยกออกจากกัน ช่วยให้เราไม่หลงไปกดโดน ทางล่างขวาบริเวณคีย์บอร์ดก็จะมีสติ๊ก AMD A8 ติดไว้บ่งบอกว่าใช้ CPU รุ่นอะไรอยู่ ส่วนทางซ้ายจะติดสติ๊กเกอร์ Dell โทรหาศูนย์บริการหาเครื่องมีปัญหา ทางด้านหน้าจอวัสดุส่วนนี้ก็เป็นพลาสสติกสีดำ มีโลโก้ Dell อยู่ตรงกลางเหมือนโน้ตบุ๊ครุ่นทั่วไป พร้อมกล้อง HD และไมค์หนึ่งหนึ่งตัวสำหรับเห็น Webcam หรือ Video Call ก็สามารถทำได้เช่นกัน ด้านใต้ตัวเครื่องก็จะมีรูระบายความร้อนต่างๆ รูลำโพง 2 ตัว ซึ่งรุ่นนี้สามารถถอดแบตเตอรี่ได้อีกด้วย ส่วนฟินระบายความร้อนหลัก จะอยู่ทางซ้ายมือของตัวเครื่อง โดยมีพัดลมระบายความร้อนหนึ่งตัว ซึ่งตัวเครื่องจะติดตั้งระบบปฏิบัติการ Ubuntu มาให้แทนที่จะมีแค่ DOS อย่างเดียว หากใครไม่ชอบก็สามารถนำมาลง Windows เองทีหลังก็ได้ Keyboard / Touchpad คีย์บอร์ดที่ติดตั้งมาให้เป็นแบบ Chiclet Keyboard ธรรมดา ขนาด Full Size มาตราฐานปกติ ให้สัมผัสที่แข็งๆ นิดหนึ่งไม่ได้นุ่มมาก สำหรับการทดสอบใช้งานจริงแล้วพบว่าระยะกดของปุ่มค่อนข้างตื้น เป็นเพราะการออกแบบตัวเครื่องที่เป็นพลาสติกอ่อน ทำให้เวลาเรากดพิมพ์คีย์บอร์ดแรงๆ จะมีอาการยุบของแป้นลงไปให้เห็นบ้าง ซึ่งจากการทดลองใช้งานจริงแล้วพบว่า การตอบสนองก็สามารถใข้งานได้ดีแบบพื้นฐานทั่วไปไปไม่ได้มีไรโดดเด่น ส่วนทางด้านทัชแพดก็จะมีขนาดปกติทั่วไปไม่เล็กไม่ใหญ่ สามารถใช้งานหลายนิ้วพร้อมกันได้สบายๆ ซึ่งตัวทัชแพดเองจะวางตัวเยื้องไปทางด้านซ้ายมือเล็กน้อย ดีไซน์เป็นแบบผืนเดียวซ่อนปุ่มคลิกซ้ายขวาเอาไว้และมีเส้นสีเทาขีดแบ่งปุ่มคลิกซ้ายขวาเอาไว้ด้วย ส่วนการทดสอบการใช้งานถือว่าใช้งานได้ดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว   Screen / Speaker      หน้าจอขนาด 15.6 นิ้วมีความคมชัดระดับ HD (1366x 768 พิกเซล) พาเนลมาตรฐานอย่าง TN ที่แสดงผลได้อย่างรวดเร็วและให้สีสันที่สวยงาม แต่ภาพมุมมองอาจจะแคบไปหน่อย ซึ่งหน้าจอนี้เพียงพอสำหรับใช้งานทั่วไปแต่ถ้าใครต้องการให้สีสันหน้าจอสมจริงยิ่งขึ้นขอแนะนำให้ทำการคาริเบตหน้าจออีกสักหน่อย เพื่อให้สีสันสมจริงยิ่งขึ้น ส่วนขอบบนหน้าจอจะมีกล้อง Webcam ความคมชัดระดับ HD 720p ติดตั้งมาให้พร้อมกับไมค์อีกหนึ่งตัวเพื่อใช้งาน Video Call ซึ่งกล้องหน้านี้ก็สามารถตอบสนองได้ดีทีเดียว ลำโพงที่ติดตั้งมาให้จะอยู่ที่ขอบตัวเครื่องด้านหน้า โดยลำโพงจะอยู่บริเวณมุมฝั่งซ้ายและขวาด้านล่างของตัวเครื่องพร้อมติด ซึ่งให้เสียงเป็นแบบ Stereo 2.0 โดยคุณภาพเสียงที่ได้นั้นถือว่าธรรมดาทั่วไปและมีเสียงที่ดังฟังชัดเจน จะนำไปใช้ดูหนังหรือฟังเพลงสามารถทำได้ดีเลยเดียว Connector / Thin And Weight ในส่วนของพอร์ตเชื่อมต่อที่ติดตั้งมาในรุ่น Dell Vostro 3565 นั้น ฝั่งซ้ายมือตัวเครื่องไล่มาก็จะมี รูเสียบสายชาร์จ, Lan, VGA, USB 3.0 และ SD Card Reader ส่วนทางฝั่งด้านขวาตัวเครื่องไล่มาจะเป็น Kensington Lock, Drive DVD, USB 2.0 จำนวน 2 ช่อง และรูเสียบหูฟังกับไมค์แบบ Combo อีก 1 ช่องนั่งเอง ซึ่งน่าเสียดายที่เจ้าDell Vostro 3565 เครื่องนี้ไม่มีพอร์ต HDMI มาให้ด้วย น้ำหนักของตัวเครื่องจะอยู่ราว 2.45 กิโลกรัม ส่วนชุดอะแดปเตอร์มีขนาดค่อนข้างเล็กและมีน้ำหนักอยู่ราวๆ 150 กรัมเท่านั้น ซึ่งเมื่อชั่งรวมกันแล้วจะมีน้ำหนักรวมอยู่ราวไม่เกิน 2.6 กิโลกรัม ทำให้สะดวกเวลาพกพาไปใช้งานนอกสถานที่เป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊กขนาด 15.6 นิ้วทั่วไปแล้ว ถือว่าเป็นโน้ตบุ๊กที่เบาและพกพาสะดวกทีเดียว ส่วนขนาดของตัวเครื่องกว้าง 380 มิลลิเมตร ลึก 260.3 มิลลิเมตร และความหนาบางอยู่ที่ 23.65 มิลลิเมตรครับ Performance / Software Dell Vostro 3565 ที่ทางทีมงานได้เครื่องมารีวิวนี้มาพร้อมกับชิปประมวลผลจาก AMD A8-7410 (2.20 GHz) แบบ 4 Core 4 Threads เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป หรือจะเอามาเล่นเกมก็สามารถเล่นได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งมาพร้อม Ram ภายในขนาด 4 GB DDR3 Bus 1600 จำนวน 1 ช่อง (สามารถใส่ได้สูงสุด 8 GB 2 ช่อง)    ด้านของการ์ดจอที่ติดตั้งมาให้จะเป็นแบบออนบอร์ด หรือ APU ที่ติดมากับตัว CPU A8 ซึ่งเลือกใช้เป็นตัว AMD Radeon R5 (Mullins/Beema) โดยสามารถใช้งานได้ดีในระดับหนึ่ง หากจะเอาไปเล่นเกมหนักๆ ก็คงไม่ไหว ทดสอบการทำงานฮาร์ดดิสก์ความจุอยู่ที่ 1 TB แบบความเร็ว 5400 รอบที่ติดตั้งมาให้ ด้วยโปรแกรม HD Tune แล้วพบว่าอัตราการถ่ายโอนข้อมูลน้อยสุดที่ 41.3 MB/s และสูงสุดที่ 135.5 MB/s ทำให้ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 100 MB/s ด้วยกัน มีอัตราการเข้าถึงข้อมูลที่ 20.7 ซึ่งนับได้ว่าผลทดสอบที่ออกมานั้นมีความน่าประทับใจทีเดียว เรียกได้ว่าทำได้ดีกว่าฮาร์ดดิสก์ 5400 รอบ บางรุ่นที่แพงกว่าอีก การทดสอบประสิทธิภาพเครื่อง เนื่องจากว่าโน้ตบุ๊ค Dell Vostro 3565 ไม่ได้เป็นโน้ตบุ๊คที่มีสเปคไว้เล่นเกมหนักๆ ทางทีมจึงเริ่มการทดสอบจากการเปิด Video ผ่าน YouTube โดยเปิดไฟล์ความละเอียด 4K ผลปรากฏว่าตัวเครื่อง สามารถเล่นได้แต่ไม่ไหลลื่นนัก กระตุกเป็นช่วงๆ แต่ถ้าหากเป็นไฟล์ความละเอียดแบบ 2K ก็สามารถเล่นได้ไหลลื่นพอสมควร ซึ่งหากจะให้ลื่นจริงๆ คงต้องปรับเป็น Full HD จะดีกว่า เพราะ จอความละเอียดแค่ HD ความคมชัดดูผ่านเครื่อง 2K หรือ Full HD ก็ไม่ต่างกัน ในถัดไปเราจะมาทดสอบในเกมเล่นเกมกันบ้าง ไปดูเลยครับว่าเจ้า Dell Vostro 3565 โน้ตบุ๊คที่ราคา 12,900 บาทจะสามารถเล่นเกมยอดนิยมสมัยปัจจุบันเป็นยังไงกันบ้าง ส่วนเกมที่ทีมงานทำการทดสอบได้เลือกใช้ 3 เกมด้วยกัน คือ Overwatch, DotA 2 และ GTA V โดยทั้งสามเกมนี้ตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ 1366 x 768 พิกเซล จะมีเกม GTA V เท่านั้นที่ภาพจะอยู่ 800 x 600 พิกเซล เพราะตัวเกมมันตั้งค่า Detect ให้เอง ซึ่งทุกเกมปรับต่ำสุดทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ ผลปรากฏว่าเกม Overwatch สามารถได้ลื่นในระดับหนึ่ง ส่วน DotA 2 เองก็พอเล่นได้แต่จะกระตุกบ้างเวลาบวก ส่วน GTA V เข้าเกมเล่นได้บ้างแต่ก็ดีเลย์เป็นจังหวะๆ ไป Battery / Heat / Noise สำหรับ Dell Vostro 3565 ในส่วนของอุณหภูมิถือว่าสามารถที่จะทำได้ดีมากเลยทีเดียว ถึงแม้จะบีบเค้นทรัพยากรมามากสุดๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเกมหนักๆ และเล่นไฟล์วิดีโอผลปรากฏว่า ตัวเครื่อง CPU อุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 77 องศาและ APU อยู่ที่ 79 องศาเท่านั้นเอง พูดได้เลยว่าพัดลมตัวเดียวใช้งานได้ดีเหลือๆ ครับ (ทีมงานทดสอบในห้องแอร์อุณหภูมิ 25 องศา) Dell Vostro 3565 นั้นมาพร้อมกับแบตเตอรี่ประมาณ 2,500 mAh ซึ่งจะว่าไปแล้วนั้นก็ค่อนข้างที่จะน้อยไปนิดหนึ่ง แต่เมื่อมาดูประสิทธิภาพโดยรวมของอายุการใช้งานของแบตเตอรี่แล้วถือว่าโอเคเลย โดยสามารถใช้งาน Wi-Fi เพื่อท่องเว็บได้ยาวนานประมาณ 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว   Conclusion / Award สรุปจาการที่สัมผัสและใช้งานจริงของ Dell Vostro 3565 ทั้งการทำงานต่างๆ บันเทิงดูหนังฟังเพลง รวมไปถึงการเล่นเกม บอกได้อย่างเต็มปากเลยว่าเจ้า Dell เครื่องนี้สามารถใช้งานได้ดีเลยทีเดียวเหมาะสมกับราคาที่ได้ ซึ่งสามารถใช้งานทั่วๆ ไปได้อย่างไม่มีปัญหา รวมถึงได้หน้าจอขนาด 15.6 นิ้วขนาดใหญ่ สามารถใช้งานได้อย่างเต็มลูกตาเลยทีเดียว และลำโพงแบบ Stereo ที่ให้เสียงดังฟังชัดอีกด้วย พร้อม Drive DVD สำหรับใครที่ยังจำเป็นต้องใช้อยู่ ส่วนทางด้านประสิทธิภาพในการเล่นเกม หากเพื่อนๆ ต้องการนำมาเล่นเกมใหม่ๆ ก็คงจะไม่ไหวนัก แต่ถ้าหากมากเล่นเกมเก่าๆ หรือจำพวกเกมออนไลน์ที่กินสเปคไม่มากก็พอเล่นได้บ้าง ก็ถือว่าเหมาะสมตามราคา แต่เครื่องนี้ก็พอมีข้อสังเกตอยู่บ้างที่ Ram ยังให้เป็นมาตราฐานเก่าคือ DDR3 และไม่มีพอร์ต HDMI มาให้ โดยรวมแล้วเจ้า Dell Vostro 3565 ถือว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่ดีเลยเครื่องหนึ่ง เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการใช้งานหนัก หรือใช้เพียงแค่ทำงานเอกสาร ดูหนังฟังเพลง เล่นอินเตอร์เน็ต และต้องการหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ในราคาที่ไม่แพงมากหมื่นต้นๆ ซึ่งเจ้า Dell Vostro 3565 ก็สามารถตอบโจทย์ได้ดีเลยทีเดียว แบตเตอรี่ก็ใช้นาน รวมการระบายความร้อนก็ทำได้ดี แถมยังมีประกัน On-site 1 ปีอีกด้วย ข้อดี ราคาถูกพร้อมได้หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด HD สเปค CPU เป็ร AMD A8-7410 ซีรีย์ล่าสุดประสิทธิภาพใช้งานได้ดี เล่นเกมพอได้ระดับหนึ่ง ประกัน On-site Service 1 ปี ระบบระบายความร้อนทำได้ดีน่าพอใจ ข้อสังเกต ไม่มีพอร์ต HDMI มาให้ ตัว Ram ยังใช้มาตราฐานเก่าที่เป็น DDR3 ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล /ภาพ : https://notebookspec.com คลิ๊ก!! สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ในปัจจุบันแม้ว่า Tablet,Smart Phone จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมาก แต่การใช้งาน Desktop PC ก็ยังคงความจำเป็นอยู่ดี อย่างน้อยๆ ก็เรื่องประสิทธิภาพและขนาดหน้าจอ แต่การซื้อ Desktop PC มาตั้งโต๊ะแบบสมัยก่อนมันก็คงจะแลดูเชยเกินไปและกินเนื้อที่พอสมควร จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถลดความยุ่งยากลงได้และให้มันเหลือสายไฟเพียงแค่เส้นเดียว ซึ่งคอมพิวเตอร์ PC แบบ All-in-One (AIO) คือคำตอบ ข้อมูลสเปคเบื้องต้น CPU : Intel Core i5-7200U (2.50 GHz 3M Cache, up to 3.10 GHz) GPU : NVIDIA® GeForce 930MX 2GB Ram : 4 GB DDR4 2133MHz Harddisk : 1 TB 5400 RPM Display : 21.5 นิ้วแบบ 16:9 Wide Screen ขนาด Full HD 1920×1080, LED-backlight Connector : 1 x USB 2.0, 1 x Audio Jack(s) (Mic/Headphone Combo), 4 x USB 3.1 Gen 1, HDMI, LAN, Kensington Lock, DC-in, SD Card Reader/ SDHC/ SDXC Network : Wireless 802.11 a/b/g/n/ac, Bluetooth V4.1 OS : Endless OS ตัวเครื่องมาพร้อมคีย์บอร์ดและเมาส์ไวเลส น้ำหนัก 4.56 กิโลกรัม ประกัน 3 ปี Onsite by Asus ราคา 21,990 บาท การใช้งาน สำหรับเจ้าตัว Asus Vivo AiO V221IC มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Endless OS ซึ่งเป็นระบบฟรีที่มีลักษณะการทำงานดูคล้ายคลึงกับระบบ Mac OS พอสมควร สามารถใช้ได้การทำงานเอกสารหรือใช้เพื่อการศึกษาเป็นหลัก โดยมีโปรแกรมพื้นฐานแนบมาภายในระบบปฏิบัติการภายในทันทีทำให้สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายโดยไม่ต้องมีการเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ต เช่น มี Application มาให้มากกว่า 100 ตัว อีกทั้งยังสามารถรองรับการใช้งาน Microsoft Office ได้อย่างสมบูรณ์อีกด้วย ส่วนหากเพื่อนอยากใช้งาน Windows ก็สามารถลงได้เช่นกัน โดยลง Windows ผ่านพอร์ท USB ซึ่งเจ้าเครื่องนี้ก็ให้มาสเปคแบบกลางๆ ไม่ได้หวือวาอะไร ด้วย CPU ที่เป็น Intel Core i5-7200U รุ่นประหยัดพลังงาน การ์ดจอแยก NVIDIA® GeForce 930MX 2 GB และ Ram 4 GB DDR4 ซึ่งรุ่นนี้เหมาะสำหรับทำงานเอกสาร เล่นเกมออนไลน์เบาๆ หรือนำมาดูหนัง ฟังเพลง ตกแต่งภาพนิดหน่อย ไม่เหมาะกับการเอามาเล่นเกมหนักหรือทำงานสูงๆ       หน้าจอเป็นแบบขนาด 21.5 นิ้ว LED widescreen Full HD มุมกว้าง 178 องศา ไม่ว่าจะมุมมองไหนก็ให้สีที่ไม่ผิดเพี้ยน ตัวจอสามารถขยับเงย-ก้มได้ในระดับหนึ่ง พร้อมกล้องคุณภาพ HD อยู่กล้างหน้าจอและมีไมค์ตัดเสียงให้สองตัว ส่วนระบบเสียงเป็นแบบ SonicMaster Premium ที่มีตัวลำโพง 2 ดอกขนาดใหญ่ จึงทำให้เสียงที่ออกมามีคุณภาพดียิ่งขึ้น แยกเสียงซ้ายขวาชัดเจน และมีเสียงดังพอสมควร ทำให้ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมได้อรรถรสเพิ่มขึ้น    ด้านหลังตัวเครื่องก็มีพอร์ทต่างๆ มาให้ครบครันเลยทีเดียว ทั้ง USB 3.1 Gen 1 จำนวน 4 ช่อง, USB 2.0 จำนวน 1 ช่อง, HDMI, LAN และ SD Card Reader แถมตัวเครื่องทีขอบที่ค่อนข้างบางเพียง 7.2 mm ทำให้ดูสวยงามพอสมควรไม่เกะกะพื้นที่ ซึ่งไม่ว่าจะวางมุมไหนของห้องก็ดูสวยงามเป็นอย่างดี ส่วนขอบด้านข้างซ้ายจอจะมี USB 2.0 ให้ 1 ช่อง และขอบด้านขวาจะมีรูเสียบหูฟังและไมค์แบบ Combo 1 ช่อง สรุป เจ้า Asus Vivo AiO V221IC ดูน่าจะมองเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่พื้นที่จำกัด ไม่ชอบอะไรที่เกะกะและอยากได้เครื่องที่วางแล้วสบายตา ไม่ได้เน้นสเปคที่ต้องแรงไว้ก่อน ซึ่งเจ้าเครื่องนี้มาพร้อมกับเมาส์และคีย์บอร์ดแบบ Wireless แถมมาให้เสร็จสรรพในกล่อง และยังรวมไปถึงกล้องเว็บแคม, ไมค์ตัดเสียง และการเชื่อมตัวไร้สายอย่าง Wireless และ Bluetooth ในตัว เสมือนกับโน้ตบุ๊คที่มีหน้าจอขนาดใหญ่นั่นเอง แถมการรับประกัน 3 ปีเต็มแบบ On-site Sevice ในราคาเพียง 21,990 บาท เรียกได้ว่าคุ้มค่าจริงๆ เลยทีเดียวครับ ข้อดี หน้าจอขอบบางมากเพียง 7.2 mm ระบบเสียงแบบ SonicMaster Premium ให้เสียงคุณภาพดีมาก การรับประกัน 3 ปีเต็ม On-site Service มีเมาส์กับคีย์บอร์ด Wireless มาให้ด้วยในกล่อง ตัวเครื่องมาพร้อมกับ Endless OS สามารถใช้งานพื้นฐานได้สบายๆ ด้วยไม่จำเป็นต้องลง Windows ข้อสังเกต สเปคที่ได้เป็น i5-7200U รุ่นประหยัดพลังงาน ประสิทธิภาพธรรมดา การแกะอัพเกรดทำได้ยาก ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.asus.com รูปภาพเพิ่มเติม          ขอบคุณแหล่งที่มา : https://notebookspec.com สามารถเลือกซื้อได้ที่ร้าน Advice กว่า 390 สาขาทั่วประเทศ https://www.advice.co.th/ หรือสนใจสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่ : https://online.advice.co.th
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
        ในยุคกระแสของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์นั้นการใช้ไฟ LED แบบ RGB นั้นนับว่ามาแรงแซงทุกสิ่งจริงๆ อุปกรณ์ต่างๆนั้นพากันใส่ไฟ RGB มาเพื่อความสวยงาม ที่สามารถปรับแต่งกันได้ตามใจชอบ โดย CORSAIR ก็เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีโซลูชั่นของ RGB กันมาอย่างเต็มที่ โดยสามารถใช้โปรแกรม CORSAIR LINK นั้นเป็นตัวควบคุมสั่งการทางด้านแสงสีไฟ RGB ได้ทุกอุปกรณ์ต่างๆของ CORSAIR รวมไปถึงกับเมนบอร์ดหลายๆแบรนด์ก็มีเทคโนโลยี RGB ที่แตกต่างกันออกไป แต่ CORSAIR ก็รองรับการปรับแต่งจากโปรแกรมควบคุมของเมนบอร์ดอีกด้วยเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าทางด้านวงการเมโมรีนั้น CORSAIR นั้นเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่สมัยก่อนนั้นสร้างความแตกต่างจากลูกเล่นต่างๆ ถ้าในสมัยก่อนใครสาวกแรม CORSAIR นั้นคงจะเข้าใจความเทพกันเป็นอย่างดี ที่สวยงามอย่างเดียวไม่พอ ยังมาพร้อมกับความแรงอีกด้วย ซึ่ง CORSAIR VENGEANCE RGB ก็เป็นเมโมรีอีกหนึ่งตระกูลที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานมานี้ ที่เราจะเห็นได้จากภายในงาน CES 2017 ที่ผ่านมา กับที่เราได้รับมารีวิวในวันนี้ CORSAIR VENGEANCE RGB แบบ Dual Channels Kit ความจุ 16GB (2 x 8GB) ลงตัวกับการใช้งานและสายเกมมิ่งด้วยความจุกำลังดี กับสเปค 3000MHz C15 พร้อมรองรับการโปรไฟล์ XMP โดยทางด้าน Corsair Vengeance LED นั้นถูกออกแบบเพื่อกับคอมพิวเตอร์ที่ประสิทธิภาพสูง รองรับการใช้งานอย่างหนักหน่วงต่อเนื่อง ที่ยังคงสามารถตอบโจทย์ทางสายเกมมิ่ง รวมไปถึงการโอเวอร์คล๊อกได้ ที่สำคัญมันตอบโจทยกับการตบแต่งเคสและการโมเคสอีกด้วย บนแพลตฟอร์ม Intel 200 และ 100 Series  Package มาถึงแพคเกจทีดูโดดเด่นในสไตล์ของ CORSAIR VENGEANCE RGB เป็นกล่องกระดาษพิมพ์ลวดลายชัดเจนกับความเป็น RGB ข้างในจะมีการบรรจุแพ็คพลาสติกสำหรับบรรจุเมโมรีโมดูลไว้ ที่ด้านหน้ามีการบ่งบอกรายละเอียดความเป็น CORSAIR VENGEANCE RGB DDR4 3000Mhz 16GB Dual Channels Kit (CMR16GX4M2C3000C15) พอสังเขป Design & Detail เรามาดูหน้าตาของ CORSAIR VENGEANCE RGB DDR4 3000Mhz 16GB Dual Channels Kit (CMR16GX4M2C3000C15) กันก่อน โดยภายนอกจะเป็นได้ว่าสิ่งที่โดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้น Heatspeader อลูมิเนียมชุบแบบไฟฟ้าสีดำ ที่มีครีบอยู่ด้านบน เพื่อให้สามารถจับอากาศได้อย่างเต็มที่ พร้อมกับความสวยงาาม โดยจะมีการติดโลโก้ VENGEANCE RGB ไว้ให้ดูโดดเด่นและสวยงาม มาถึงในส่วนด้านหลังกันบ้าง Heatspeader ที่จะเป็นรูปแบบเดียวกันด้านหน้า โดยในส่วนเดียวกันกับด้านหน้าที่มีการติดโลโก้ VENGEANCE RGB พอมาเป็นด้านหลังนั้นจะมีการติดฉลากประจำตัวเอาไว้แทน อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นในส่วนของการ Services หรือเปล่าครับ เพราะการปรับแต่งไฟ RGB นั้นสามารถลง CORSAIR LINK ที่ไม่ต้องเชื่อมต่อสายใดๆทั้งสิ้น ในส่วนของ PCB เป็นสีดำด้าน ที่ได้รับความนิยมกับเกมมิ่งโมโมรีและโอเวอร์คล๊อกเมโมรี ซึ่งเจ้าพ่อวงการเมโมรีสายโหดอย่าง CORSAIR นั้นมีการใช้ PCB เป็นของตัวเอง ที่มีการระบุเอาไว้อย่างชัดเจน เท่าที่ลองส่องๆและนับชั้นดูก็น่าจะเป็นแบบ 10 Layer บริเวณด้านสันของเมโมรีโมดูล มีโลโก้ CORSAIR เอาไว้ตอนนี้อาจยังเห็นไม่ชัด ไฟติดเมื่อไรเห็นชัดเจนแน่นอน พร้อมช่องระบายอากาศและสัมผัสอากาศได้มากขึ้น ซึ่งความสูงนั้นอาจจะมีปัญหากับฮีทซิงค์ขนาดใหญ่แบบทรงเตี้ย เท่าที่ผมลองกับฮีทซิงค์ทรงสูงก็ไม่มีปัญหาอะไร อาจต้องมีการติดตั้งฮีทซิงค์ก่อนแล้วค่อยติดตั้งพัดลมตามทีหลัง ด้านในเราจะพอมองเห็นได้กับในส่วนของตัวพลาสติกสีขาวคอยกระจายแสงไฟ LED เราจะเห็นได้ว่าตัวพลาสติกกระจายแสงนั้นจะซ่อนอยู่ภายใน การยึดติดกับระหว่างเมโมรีโมดูลและ Heatspeader จะเป็นการใช้แผ่นระบายความร้อนแบบกาวสองหน้าคุณภาพดีในการยึดติด ก็มีข้อดีคือระหว่างเมโรีโมดูลและ Heatspeader จะมีการแนบสัมผัสกันได้ดีกว่ารูปแบบ Heatspeader ที่ใช้การหนีบ ในภาพจะเห็นได้ว่าจะเป็นเมโมรีโมดูลแบบที่มีเมโมรีชิพเพียงสองหน้า แสงที่ออกมานั้นขาวเนียนสว่างทั่วกันดี โดยมาตรฐานเดิมๆก่อนติดตั้ง CORSAIR LINK ไฟจะเปลี่ยนสีไฟเรื่อยๆตามจังหว่ะ ที่สำคัญสองแผงไฟคนละสีกันอีก ขอย้ำอีกครั้งว่า CORSAIR VENGEANCE RGB DDR4 3000Mhz 16GB Dual Channels Kit (CMR16GX4M2C3000C15) มีเมโมรีโมดูลมาทั้งหมดสองแผง ความจุรวม 16GB เท่ากับว่าแผงนึงจะมีความจุ 8GB ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com คลิ๊ก!! สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
              ช่วงเวลานี้คงจะหนีไม่พ้นกับกระแสของ AMD RYZEN ที่นับว่าเป็นอีกหนึ่งยุคทองของ CPU จากทาง AMD ยิ่งตอนนี้มีการออกมาของ AMD RYZEN 5 ที่ทำให้ความน่าสนใจของมันมีมากขึ้น ซึ่งทางด้านของเมนบอร์ดสำหรับ Socket AM4 ในเวลานี้ชิพเซ็ต AMD X370 ที่ในตลาดบ้านเราก็มีเข้ามาทำตลาดอยู่หลากหลายตัว ในวันนี้เราจะพาเมนบอร์ดชิพเซ็ต AMD X370 จากแบรนด์ MSI ในโมเดล X370 GAMING PRO CARBON ซึ่งจากชื่อนั้นคงไม่ต้องเดากันให้เสียเวลา กับเมนบอร์ดที่ออกแบบมาตอบโจทย์การใช้งานทางด้านของเกมมิ่ง พร้อมกับการทดสอบจากทาง MSI แล้วสามารถตอบโจทย์การใช้เล่นเกมระดับ eSports ได้ต่อเนื่อง รวมไปถึง MSI X370 GAMING PRO CARBON ที่พกพาฟีเจอร์ที่ติดตัวนั้นตอบโจทย์การใช้งานด้านเกมมิ่งได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ MSI X370 GAMING PRO CARBON นั้นมาพร้อมกับความสวยงาม รองกับแสงสีไฟ RGB ด้วยฟีเจอร์ Mystic Light และ การรองรับการเค้นประสิทธิภาพจากการโอเวอร์คล็อกได้อีกด้วยครับ Package & Bundled แพคเกจที่ให้ถึงประสิทธิภาพแบบซิ่งๆเข้ากับความเป็นโมเดล CARBON ของในชุดจะมี สาย SATA เส้นพร้อมฉลากติดสาย ,สายต่อไฟ LED RGB ,บริจน์ SLI และ ที่ขาดไปไม่ได้กับคู่มือการใช้งานพร้อมแผ่นโปรแกรมการติดตั้ง Design & Detail ธีมของเมนบอร์ดที่มาด้วยสีดำตัดกับลายคาร์บอน ที่ดูสวยงามได้อย่างลงตัวมาก ให้ความรู้สึกดุดันกันไป โดยทางด้านการจัดวางอุปกรณ์ถือว่าทำออกมาใช้ได้ แต่มีบางจุดที่อาจกระจายกลุ่ม แต่เวลาใช้งานจริงถือว่ามันลงตัวกับการใช้งานกันได้เหมือนกัน ทาด้านคุณภาพอุปกรณ์บนเมนบอร์ดที่จัดว่าได้คุณภาพจัดเต็มกันตามแบบฉบับของ MSI ทางด้านอุปกรณ์ในส่วนที่เกี่ยวข้อกับภาคจ่ายไฟจุดต่างๆใช้ตามมาตรฐานของ MSI Military Class 4 จาก PCB ที่จะเห็นได้ว่ามันเป็น PCB สีดำผิวด้าน ด้วย PCB ขนาด ATX แบบเต็มใบ ที่ถือว่าการเก็บงานและรายละเอียดต่างๆทำออกมาได้ดีมาก ด้านล่างการการสกรีนฟีเจอร์หลักๆที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นเมนบอร์ดเกมมิ่งอันทรงประสิทธิภาพ ซีพียูที่รองรับนั้น หลักๆถ้าพูดสั้นๆง่ายๆ Socket AM4 สามารถติดตั้งกับเมนบอร์ดตัวนี้ได้หมด ก็ต้องเป็น RYZEN R7 รวมถึง R5 และ 7th GEN A-Series/Athlon Socket AM4 ที่กำลังจะเปิดตัวอีกไม่นานนี้ สตล็อตติดตั้งแรมนั้นจะเป็นแบบที่มีเกราะโลหะเสริมความแข็งแรง หรือที่ทาง MSI เรียกว่า Steel Armor โดยเมโมรีที่รองรับนั้นเป็นชนิด DDR4 ตามมาตรฐานของ AM4 โดยรองรับการติดตั้งเมโมรีแบบ Dual Channels กันตามมาตรฐาน เมื่อใช้งานร่วมกับ AMD RYZEN ที่รองรับจะอยู่ที่บัส 2133,2400 และ 2666Mhz รวมไปถึงรูปแบบการโอเวอร์คล๊อกระดับ 3200+Mhz (เมนบอร์ดตัวนี้รองรับการปรับบัสซีพียูหรือ Base Clock ได้) โดยความจุสูงสุด 64GB ส่วนการใช้งานร่วมกับ A-Series และ Athlon รองรับจะอยู่ที่บัส 2133 และ 2400Mhz พร้อมทั้งยังมีเทคโนโลยี DDR4 Boost เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเมโมรีให้สูงขึ้น ในกล่องจะมีใบคำแนะนำในการติดตั้งโมโมรี บอกให้ชัดเจนกันไปว่าควรติดตั้งแบบไหนกัน ภาคจ่ายไฟที่มาจัดเต็มทั้งหมด 10 เฟส พร้อมฮีทซิงค์ระบายความร้อนภาคจ่ายไฟเป็นอลูมิเนียมสีดำตัดกับลายคาร์บอน โดยถัดไปจะเป็น I/O Cover พลาสติกสีดำที่ตัดกับลายคาร์บอน เป็นธีมเดียวกันที่เพิ่มความสวยงามดุดดันมากขึ้น ฮีทซิงค์อลูมิเนียมสีดำตัดกับลายคาร์บอน รับหน้าที่ระบายความร้อนชิพ X370 พอร์ต SATA III 6GB/s จะมีมาทั้งหมดหกพอร์ตบนเมนบอร์ด เป็นการควบคุมโดยชิพ B350 รองรับการเชื่อมต่อ RAID 0 ,1 และ 10 M.2 ช่องบนจะเป็นแบบ PCI-e 3.0 x4  ที่รองรับรับการติดตั้งทั้งสี่ขนาดคือ 2242 ,2260 ,2280 และ 22110 โดยจะมาพร้อมกับ M.2 Shield ช่วยระบายความร้อนได้อีกระดับ แต่ที่แน่ๆมันดูสวยงามกว่าปล่อยเปลือยๆเอาไว้ M.2 ช่องล่าง SATA III หรือ PCI-e 2.0 x4 ที่รองรับรับการติดตั้งทั้งสามขนาดคือ 2242 ,2260 และ 2280 สล๊อต PCI-Express x16 3.0 มาสองสล๊อตเป็นแบบ Steel Armor เมื่อใช้งานกับ RYZEN จะเป็นแบนวิธ X16 หรือ X8 + X8 พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกราฟฟิกการ์ด AMD CrossFire และ NVIDIA SLI ส่วนเมื่อใช้งานกับ 7th GEN A-Series/Athlon จะเป็นแบนวิธ X8  นอกนั้นจะมี PCI-Express x16 2.0 (x4) และ PCI Express 2.0 x1 อีกสามสล๊อตให้ใช้งาน จุดสำหรับการเชื่อมต่อ Bracket Port USB 2.0 และ USB 3.0 ส่วนการเชื่อมต่อไฟ LED RGB และ ปุ่มแสดงตัวอย่างของไฟจากฟีเจอร์ Mystic Light จะอยู่ตรงนี้เช่นกัน จุดสำหรับการเชื่อมต่อ Bracket Port USB 3.0 จากภาพรวมเมนบอร์ดที่จะมาแนวเข้มๆดุดดัน พอเปิดเครื่องชีวิตเปลี่ยน สีสันกันมากขึ้น บริเวณซิงค์ของชิพเซ็ตและส่วนระบบเสียงก็มีไฟ LED ส่วนนี้ก็มีไฟ ที่ข้างๆปลั๊ก 24 Pin จะมาพร้อมกับ LED DeBug ที่ช่วยแสดงสถานะของอุปกรณ์ขณะบูตระบบ ใส่แรมไปกี่แผลก็มีไฟขึ้น ถ้าอยากให้ขึ้นครบๆก็ใส่สีแถว แต่บัสแรมจะวิ่งแบบสูงสุดไม่ได้  ในส่วนระบบเสียงออนบอร์ด AUDIO Boost 4 รองรับระบบเสียง Hi-Res เล่น DSD แบบ Native ได้แบบออนบอร์ด ด้วยชิพ Realtek ALC1220 รองรับระบบเสียง 7.1 แบบอนาล็อก แล้วมีการใช้คาปาซิเตอร์เกรดเครื่องเสียงจาก Nippon Chemi Con Back Panal I/O Ports 1 x PS/2 Combo 1 x DVI-D 1 x HDMI 1 x LAN (RJ45) port(s) 4 x Type-A USB 3.1 Gen1 - USB 3.0 1 x Type-C USB 3.1 Gen2 - USB 3.1 1 x Type-A USB 3.1 Gen2 - USB 3.1 (Gold Plate) 2 x USB 2.0 1 x 7.1-channel Audio 1 x SPDIF Out < < < Specifications > > > ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com คลิ๊ก!! สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
กลับมาอีกครั้งสำหรับความยิ่งใหญ่ของเมนบอร์ดในตระกูล Gaming ที่ปัจจุบันใช้เป็น AORUS ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ใช้ในกลุ่มของเกมเมอร์และนักโอเวอร์คล็อกได้เป็นอย่างดี ด้วยฟีเจอร์ที่อัดแน่นมาในตัว เช่นเดียวกับเมนบอร์ด GIGABYTE AORUS Z270X-Gaming 7 ที่นำมาพรีวิวในครั้งนี้ ต้องเรียกว่าจัดเต็มทั้งเทคโนโลยี ดีไซน์และการสนับสนุนอุปกรณ์ใหม่ๆ ได้อย่างครบครัน รองรับแรม DDR4 4000+, RGB Fusion, Killer LAN E2500 และ Thunderbolt 3 ก็จัดว่าแรงจนหยุดไม่อยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์อีกหลายสิ่งที่คุณจะต้องหลงรักในเมนบอร์ด AORUS Z270X-Gaming 7 รุ่นนี้ Specification: Supports 7th/ 6th Generation Intel® Core™ Processors Dual Channel Non-ECC Unbuffered DDR4, 4 DIMMs, DDR4 4133+(OC) Intel® USB 3.1 Gen 2 with USB Type-C™ and Type-A 3-Way Graphics Support with Dual Armor and Ultra Durable™ Design Triple NVMe PCIe SSDs in RAID 0 Support NVMe PCIe Gen3 x4 U.2 Connector Dual Ultra-Fast M.2 with PCIe Gen3 x4 & SATA interface Intel® Optane™ Memory Ready Creative® Sound Core3D™ with SBX Pro Studio Audio Suite Killer™ E2500 Gaming Network + Intel® Gigabit LAN USB DAC-UP 2 with Adjustable Voltage RGB FUSION with Multi-Zone LED Light Show design Swappable Overlay for Accent LED Smart Fan 5 features Multiple Temperature Sensors and Hybrid Fan Headers 2 External Thermistors Headers with 2 Included Thermistors Extreme 40 Gb/s Thunderbolt™ 3 GIGABYTE UEFI DualBIOS™ APP Center Including EasyTune™ and Cloud Station™ Utilities คุณสมบัติที่น่าสนใจ ฟังก์ชั่นและการออกแบบ สำหรับแพ็คเกจกล่องและการดีไซน์ ยังเป็นรูปเหยี่ยว AORUS พร้อมโชว์ฟีเจอร์มากมายด้านหลังกล่อง พร้อมรายละเอียดตามสไตล์ของกล่องเมนบอร์ดที่ไม่ค่อยเปลี่ยนไปนักสำหรับ GIGABYTE แต่ก็ช่วยอธิบายสิ่งต่างๆ ได้ดี สำหรับคนที่อยากเห็นข้อมูลเบื้องต้น โดยเฉพาะฟีเจอร์ของ RGB และการต่อพ่วงอุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ เห็นแล้วอยากได้เลย บรรดาของที่มีมาให้ในกล่องก็ถือว่าเยอะทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นสายสัญญาณ คู่มือ สายรัด แผ่นปิดหลังและ HB Bridge มาถึงดีไซน์กันบ้างดีกว่า สังเกตได้ว่าเวลานี้เมนบอร์ดส่วนใหญ่จะจับโทน ขาว-ดำมาใช้เป็นหลัก ส่วนหนึ่งก็เพราะให้สามารถขับแสง RGB สวยๆ ออกมาได้เด่นชัดยิ่งขึ้น ซึ่งบอร์ดรุ่นนี้มีไฟมาเยอะจริงๆ ตั้งแต่ครอบปิดพาแนล ซิงก์ชิปเซ็ต ด้านข้างขวา สล็อตแรมและตามจุดต่างๆ บนบอร์ด โดยที่ชุดไฟ RGB เหล่านี้ สามารถปรับแต่งได้บน RGB Fusion ซึ่งเลือกให้แสดงผลได้หลายรูปแบบ ทั้งการ Random, Music, Static, Flash หรือจะเป็นแบบ Cycle คือหมุนวนไปเรื่อยๆ ก็ได้เช่นกัน ตรงสล็อตแรม ก็ถถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของบอร์ดรุ่นนี้ เพราะจัด RGB มาให้ด้วย รองรับการปรับแต่งผ่านซอฟต์แวร์ เมื่อเวลาที่ใช้จะเป็นแสงเรืองออกมาจากด้านใต้แรม ดูแล้วสวยงามจริงๆ แผงปิดพาแนลด้านบน มาพร้อมโลโก้ AORUS ภายใต้พลาสติกสีขาว แถบด้านใต้ตัวอักษรเป็นสีของ RGB เช่นกัน โดยมีซิงก์พร้อมฮีตไปป์ช่วยในการระบายความร้อนให้กับภาคจ่ายไฟ ด้านบนเมนบอร์ด สล็อต PCI-Express นี้ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะ GIGABYTE ใส่ความเป็น Steel Slot เพิ่มความทนทานแข็งแกร่งให้กับการใช้งานร่วมกับกราฟฟิกการ์ดขนาดใหญ่ น้ำหนักมากๆ จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องของแรงดึงรั้งจากการ์ดให้เกิดความเสียหาย โดยเรียกว่า Ultra Durable PCIe Armor ด้วยแผ่นสแตเลสชิ้นเดียวครอบลงไปบนสล็อต พร้อมตัวล็อคและจุดยึดที่แข็งกว่าเดิม ทำให้รองรับน้ำหนักของการ์ดได้มากกว่าเดิมหลายเท่า ตัวสล้อต PICe มีให้ถึง 3 สล็อต รองรับการทำงานได้ที่ X16/x8/x4 ระบบเสียงได้จาก Creative® Sound Core 3D รองรับการทำงานระบบ Surround sound 5.1-channel ให้พลังเสียงจัดเต็มสำหรับการเล่นเกม ดูหนัง สมเป็นเมนบอร์ดที่จัดเต็มมาในทุกเรื่อง เช่นเดียวกับ U.2 Onboard (NVMe PCIe Gen3 x4) ที่รองรับการทำงานร่วมกับ SSD Intel 750 series เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้นกว่าการใช้ SSD ปกติอยู่หลายเท่าเลยทีเดียว ส่วนใหญ่ที่เห็นมักจะเป็นแบบ Optional แต่ทาง GIGABYTE จัดมาให้บนบอร์ดเรียบร้อย นอกจากนี้ยังมีพอร์ต SATA Express มาให้อีก 3 ชุด เท่ากับใช้งาน SATA ได้ถึง 8 ชุดด้วยกัน ยังไม่รวม M.2 อื่นๆ ที่ใส่ให้บนเมนบอร์ดอีก 3 ชุด พอร์ตด้านหลังมีมาให้ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1, 3.0, Dual Killer LAN, Sound และยังแถม PS/2 มาให้อีกด้วย ที่สำคัญ GIGABYTE ยังจัดพอร์ต Tunderbolt3 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายโอนข้อมูลที่เหนือกว่า เหมาะกับการย้ายหรือถ่ายข้อมูลไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว สล็อต M.2 มีมาให้สองชุด Dual Ultra-Fast NVMe PCIe Gen3 x4 M.2 จุดแรกอยู่ตรงด้านข้างสล็อต PCIe แถวบนสุด จุดที่สองอยู่ติดกับ PCIe สล็อตล่างสุด เท่ากับว่าเมนบอ์ดรุ่นนี้ มีสล็อตสำหรับ Storage ความเร็วสูงให้ถึง 3 อย่างด้วยกันคือ U.2, M.2 และ PCI-Express บนเมนบอร์ดสนับสนุนการทำงานทั้ง NVIDIA® Quad-GPU SLI™ and 2-Way NVIDIA® SLI™ และ AMD Quad-GPU CrossFireX™ and 3-Way/2-Way AMD CrossFire™ คอนโทรลเลอร์ Turbo B-Clock ช่วยเพิ่มความสามารถในการจัดการโอเวอร์คล็อกและปรับช่วงสัญญาณนาฬิกาได้ดียิ่งขึ้น ตั้งแต่ 90-500MHz ซึ่งขึ้นอยู่กับซีพียูและการปรับแต่งในแต่ละรุ่น   Conclusion ไฮไลต์สำคัญของเมนบอร์ดรุ่นนี้ ไม่ได้หยุดอยู่ที่ฟังก์ชั่นที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานร่วมกับซีพียู Intel Skylake หรือ Kaby Lake เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบรรดาฟีเจอร์ต่างๆ ที่ทาง GIGABYTE เลือกสรรมาให้กับเกมเมอร์หรือผู้ใช้ในกลุ่มเอ็กซ์ตรีมได้ใช้งานกันแบบเต็มๆ สำหรับ AORUS Z270X-Gaming 7 รุ่นนี้ รวมถึงแสงสีต่างๆ จาก RGB ที่เรียกว่าเป็นแฟชั่นของเมนบอร์ดยุคนี้ไปแล้ว ที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกง่ายขึ้น ด้วยการใส่ซอฟต์แวร์ สำหรับควบคุมหรือตั้งรูปแบบของแสงให้เป็นโพรไฟล์ สำหรับใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วย ที่น่าสนใจก็คือ การสนับสนุนแรม DDR4 ที่ทะลุ 4000MHz ไปแล้ว ให้คนที่ชอบโอเวอร์คล็อกได้ดันกันไปแบบสุดๆ เช่นเดียวกับตัวเลือกการจัดการข้อมูล ที่มีให้เลือกใช้มากมาย หากใครที่ชอบการทำงานที่รวดเร็ว ตัวเลือก M.2 หรือ PCI-Express ก็เป็นทางออกที่ดี ในการเพิ่มศักยภาพทั้งเก็บข้อมูลและบูตระบบ เช่นเดียวกับสล็อต PCI-Express ที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี ให้ความแข็งแกร่งสำหรับการ์ดรุ่นใหญ่ๆ โดยเฉพาะ ไม่ต้องกังวลเรื่องการ์ดหรือสล็อตเบี้ยวได้ง่ายๆ ในภาพรวมต้องถือว่า GIGABYTE ใส่ใจในรายละเอียดได้ดีทีเดียวสำหรับเมนบอร์ดรุ่นนี้ ตั้งแต่องค์ประกอบบนเมนบอร์ด ไปจนถึงซอฟต์แวร์และการปรับแต่ง รวมถึงความแข็งแรง สำหรับเกมเมอร์หรือนักโอเวอร์คล็อก ที่ต้องการประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น และฟังก์ชั่นแบบครบๆ จุดเด่น มีฟังก์ชั่น RGB LED พร้อมปรับแต่งได้ด้วยซอฟต์แวร์ เพิ่มสล็อต U2 NVMe มาด้วย และให้ M.2 มาถึง 2 ชุดด้วยกัน รองรับแรม DDR4 4000+ (OC) เพิ่ม Smart Fan มาให้ถึง 8 จุด รองรับชุดปั้มน้ำได้ ข้อสังเกต องค์ประกอบส่วนใหญ่ค่อนข้างใกล้กันมา บางครั้งอาจส่งผลต่อการติดตั้งหรืออัพเกรดอุปกรณ์อยู่บ้าง ที่มา : https://notebookspec.com คลิ๊ก!! สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
นับตั้งแต่การมาของซีพียูรุ่นใหม่ล่าสุด AMD Ryzen เมนบอร์ดกลายเป็นอุปกรณ์ที่ถูกให้ความสนใจ ทั้งในเรื่องของฟีเจอร์ คุณภาพและราคา ซึ่งปัจจุบันมีเมนบอร์ดซ็อกเก็ต AM4 ออกมาสนับสนุนซีพียูรุ่นใหม่นี้ 2 รุ่นด้วยกันคือ AMD X370 ที่เป็นกลุ่มไฮเอนด์และ B350 ที่มาพร้อมคุณสมบัติที่คุ้มค่า   ASRock AB350 Pro4 เป็นเมนบอร์ดเรือธงที่สนับสนุนซีพียู AMD Ryzen อย่างเต็มรูปแบบและมีคุณสมบัติที่รองรับการทำงานและเกมได้อย่างคุ้มค่า ด้วยลูกเล่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็น SuperAlloy, ภาคจ่ายไฟ 9-phase, Dual M.2 SSD, สนับสนุน DDR4 3200+(OC) หรือแม้กระทั่ง พอร์ตการแสดงผลแบบ Triple monitor เพื่อซีพียู A-series ในอนาคตอีกด้วย พร้อมชิ้นส่วนที่มีคุณภาพและความทนทานติดตั้งมาบนเมนบอร์ดรุ่นใหม่นี้ และฟีเจอร์สำคัญอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ASRock SuperAlloy เพิ่มความมั่นใจและให้เสถียรภาพ ด้วยภาคจ่ายไฟแบบ 9-phase ส่งผลให้กับซีพียูบนเมนบอร์ดมีเสถียรภาพมากขึ้น สำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการพลังในการขับเคลื่อนซีพียู AMD Ryzen ที่มีโหลดการใช้งานอย่างหนักหน่วง เพื่อให้มั่นใจได้ว่า สามารถเล่นเกมได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุด   High Density Glass Fabric PCB เพื่อป้องกันความเสียหายต่อแผงวงจร อันเนื่องมาจากความชื้น สำหรับระบบ Water Cooling หรือจากภายนอกASRock จึงออกแบบแผงวงจร High Density Glass Fabric ที่มีความหนาแน่นสูงในการปกป้องเมนบอร์ดใช้งานได้อย่างมั่นใจ   Dual Ultra M.2 เสริมความมั่นใจให้กับการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ ASRock AB350 Pro4 รองรับโมดูล M.2 บนสล็อต Ultra M.2 32 Gb/s ที่มีให้ถึง 2 ช่อง ทำให้การเพิ่มประสิทธิภาพระบบจัดเก็บข้อมูล มีความรวดเร็วและสะดวกมากกว่าการใช้งานบน SSD ในแบบ SATA หลายเท่าตัว   Port Connector เติมเต็มการใช้งานไว้อย่างครบครัน มาพร้อมพอร์ตต่อพ่วงพื้นฐานครบครัน ไม่ว่าจะเป็น USB Type-A หรือ Type-C, Ethernet LAN และพอร์ตสำหรับการแสดงผลแบบ Triple-channel ประกอบด้วย DVI, D-Sub และ HDMI สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : เว็บไซต์ : http://www.asrock.com เฟสบุ๊ก : www.facebook.com/ASRockThailand   ข้อมูลเกี่ยวกับ ASRock  ASRock Inc. ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2002, โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาเมนบอร์ดและสร้างผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเองด้วยแนวทาง สามอย่างได้แก่ สร้างสรรค์, พิจารณาละเอียดถี่ถ้วน, มีประสิทธิภาพ ASRock จะก้าวข้ามขีดจำกัดของเมนบอร์ดและรักษาธรรมชาติไปด้วยพร้อมๆกันซึ่งเราจะ พัฒนาอุปกรณ์ของเราโดยคำนึงถึงความเป็นมิตรต่อธรรมชาติเป็นอันดับหนึ่งและ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งแนวคิดของทาง ASRock.   ASRock เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและในปัจจุบันได้เป็นอันดับสามในผู้ผลิตเมนบอร์ดที่ ใหญ่ที่สุดโดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ไทเป,ประเทศไต้หวันและสาขาอีกมากมายในยุโรปและสหรัฐอเมริกาเป็นองค์กรหน้าใหม่ที่มีเป้าหมายในการก้าวขึ้นมาเป็น กระแสหลักในการเลือกใช้เมนบอร์ดและในแวดวงธุรกิจผลิตภัณฑ์ชนิดนี้รวมไปถึง ครองใจผู้ใช้ในเรื่องของความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์อีกด้วย ข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติม : www.asrock.com ที่มา : https://www.overclockzone.com   คลิ๊ก!! สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่