รีวิว

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ในปัจจุบันแม้ว่า Tablet,Smart Phone จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมาก แต่การใช้งาน Desktop PC ก็ยังคงความจำเป็นอยู่ดี อย่างน้อยๆ ก็เรื่องประสิทธิภาพและขนาดหน้าจอ แต่การซื้อ Desktop PC มาตั้งโต๊ะแบบสมัยก่อนมันก็คงจะแลดูเชยเกินไปและกินเนื้อที่พอสมควร จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถลดความยุ่งยากลงได้และให้มันเหลือสายไฟเพียงแค่เส้นเดียว ซึ่งคอมพิวเตอร์ PC แบบ All-in-One (AIO) คือคำตอบ ข้อมูลสเปคเบื้องต้น CPU : Intel Core i5-7200U (2.50 GHz 3M Cache, up to 3.10 GHz) GPU : NVIDIA® GeForce 930MX 2GB Ram : 4 GB DDR4 2133MHz Harddisk : 1 TB 5400 RPM Display : 21.5 นิ้วแบบ 16:9 Wide Screen ขนาด Full HD 1920×1080, LED-backlight Connector : 1 x USB 2.0, 1 x Audio Jack(s) (Mic/Headphone Combo), 4 x USB 3.1 Gen 1, HDMI, LAN, Kensington Lock, DC-in, SD Card Reader/ SDHC/ SDXC Network : Wireless 802.11 a/b/g/n/ac, Bluetooth V4.1 OS : Endless OS ตัวเครื่องมาพร้อมคีย์บอร์ดและเมาส์ไวเลส น้ำหนัก 4.56 กิโลกรัม ประกัน 3 ปี Onsite by Asus ราคา 21,990 บาท การใช้งาน สำหรับเจ้าตัว Asus Vivo AiO V221IC มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Endless OS ซึ่งเป็นระบบฟรีที่มีลักษณะการทำงานดูคล้ายคลึงกับระบบ Mac OS พอสมควร สามารถใช้ได้การทำงานเอกสารหรือใช้เพื่อการศึกษาเป็นหลัก โดยมีโปรแกรมพื้นฐานแนบมาภายในระบบปฏิบัติการภายในทันทีทำให้สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายโดยไม่ต้องมีการเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ต เช่น มี Application มาให้มากกว่า 100 ตัว อีกทั้งยังสามารถรองรับการใช้งาน Microsoft Office ได้อย่างสมบูรณ์อีกด้วย ส่วนหากเพื่อนอยากใช้งาน Windows ก็สามารถลงได้เช่นกัน โดยลง Windows ผ่านพอร์ท USB ซึ่งเจ้าเครื่องนี้ก็ให้มาสเปคแบบกลางๆ ไม่ได้หวือวาอะไร ด้วย CPU ที่เป็น Intel Core i5-7200U รุ่นประหยัดพลังงาน การ์ดจอแยก NVIDIA® GeForce 930MX 2 GB และ Ram 4 GB DDR4 ซึ่งรุ่นนี้เหมาะสำหรับทำงานเอกสาร เล่นเกมออนไลน์เบาๆ หรือนำมาดูหนัง ฟังเพลง ตกแต่งภาพนิดหน่อย ไม่เหมาะกับการเอามาเล่นเกมหนักหรือทำงานสูงๆ       หน้าจอเป็นแบบขนาด 21.5 นิ้ว LED widescreen Full HD มุมกว้าง 178 องศา ไม่ว่าจะมุมมองไหนก็ให้สีที่ไม่ผิดเพี้ยน ตัวจอสามารถขยับเงย-ก้มได้ในระดับหนึ่ง พร้อมกล้องคุณภาพ HD อยู่กล้างหน้าจอและมีไมค์ตัดเสียงให้สองตัว ส่วนระบบเสียงเป็นแบบ SonicMaster Premium ที่มีตัวลำโพง 2 ดอกขนาดใหญ่ จึงทำให้เสียงที่ออกมามีคุณภาพดียิ่งขึ้น แยกเสียงซ้ายขวาชัดเจน และมีเสียงดังพอสมควร ทำให้ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมได้อรรถรสเพิ่มขึ้น    ด้านหลังตัวเครื่องก็มีพอร์ทต่างๆ มาให้ครบครันเลยทีเดียว ทั้ง USB 3.1 Gen 1 จำนวน 4 ช่อง, USB 2.0 จำนวน 1 ช่อง, HDMI, LAN และ SD Card Reader แถมตัวเครื่องทีขอบที่ค่อนข้างบางเพียง 7.2 mm ทำให้ดูสวยงามพอสมควรไม่เกะกะพื้นที่ ซึ่งไม่ว่าจะวางมุมไหนของห้องก็ดูสวยงามเป็นอย่างดี ส่วนขอบด้านข้างซ้ายจอจะมี USB 2.0 ให้ 1 ช่อง และขอบด้านขวาจะมีรูเสียบหูฟังและไมค์แบบ Combo 1 ช่อง สรุป เจ้า Asus Vivo AiO V221IC ดูน่าจะมองเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่พื้นที่จำกัด ไม่ชอบอะไรที่เกะกะและอยากได้เครื่องที่วางแล้วสบายตา ไม่ได้เน้นสเปคที่ต้องแรงไว้ก่อน ซึ่งเจ้าเครื่องนี้มาพร้อมกับเมาส์และคีย์บอร์ดแบบ Wireless แถมมาให้เสร็จสรรพในกล่อง และยังรวมไปถึงกล้องเว็บแคม, ไมค์ตัดเสียง และการเชื่อมตัวไร้สายอย่าง Wireless และ Bluetooth ในตัว เสมือนกับโน้ตบุ๊คที่มีหน้าจอขนาดใหญ่นั่นเอง แถมการรับประกัน 3 ปีเต็มแบบ On-site Sevice ในราคาเพียง 21,990 บาท เรียกได้ว่าคุ้มค่าจริงๆ เลยทีเดียวครับ ข้อดี หน้าจอขอบบางมากเพียง 7.2 mm ระบบเสียงแบบ SonicMaster Premium ให้เสียงคุณภาพดีมาก การรับประกัน 3 ปีเต็ม On-site Service มีเมาส์กับคีย์บอร์ด Wireless มาให้ด้วยในกล่อง ตัวเครื่องมาพร้อมกับ Endless OS สามารถใช้งานพื้นฐานได้สบายๆ ด้วยไม่จำเป็นต้องลง Windows ข้อสังเกต สเปคที่ได้เป็น i5-7200U รุ่นประหยัดพลังงาน ประสิทธิภาพธรรมดา การแกะอัพเกรดทำได้ยาก ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.asus.com รูปภาพเพิ่มเติม          ขอบคุณแหล่งที่มา : https://notebookspec.com สามารถเลือกซื้อได้ที่ร้าน Advice กว่า 390 สาขาทั่วประเทศ https://www.advice.co.th/ หรือสนใจสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่ : https://online.advice.co.th
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
        ในยุคกระแสของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์นั้นการใช้ไฟ LED แบบ RGB นั้นนับว่ามาแรงแซงทุกสิ่งจริงๆ อุปกรณ์ต่างๆนั้นพากันใส่ไฟ RGB มาเพื่อความสวยงาม ที่สามารถปรับแต่งกันได้ตามใจชอบ โดย CORSAIR ก็เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีโซลูชั่นของ RGB กันมาอย่างเต็มที่ โดยสามารถใช้โปรแกรม CORSAIR LINK นั้นเป็นตัวควบคุมสั่งการทางด้านแสงสีไฟ RGB ได้ทุกอุปกรณ์ต่างๆของ CORSAIR รวมไปถึงกับเมนบอร์ดหลายๆแบรนด์ก็มีเทคโนโลยี RGB ที่แตกต่างกันออกไป แต่ CORSAIR ก็รองรับการปรับแต่งจากโปรแกรมควบคุมของเมนบอร์ดอีกด้วยเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าทางด้านวงการเมโมรีนั้น CORSAIR นั้นเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่สมัยก่อนนั้นสร้างความแตกต่างจากลูกเล่นต่างๆ ถ้าในสมัยก่อนใครสาวกแรม CORSAIR นั้นคงจะเข้าใจความเทพกันเป็นอย่างดี ที่สวยงามอย่างเดียวไม่พอ ยังมาพร้อมกับความแรงอีกด้วย ซึ่ง CORSAIR VENGEANCE RGB ก็เป็นเมโมรีอีกหนึ่งตระกูลที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานมานี้ ที่เราจะเห็นได้จากภายในงาน CES 2017 ที่ผ่านมา กับที่เราได้รับมารีวิวในวันนี้ CORSAIR VENGEANCE RGB แบบ Dual Channels Kit ความจุ 16GB (2 x 8GB) ลงตัวกับการใช้งานและสายเกมมิ่งด้วยความจุกำลังดี กับสเปค 3000MHz C15 พร้อมรองรับการโปรไฟล์ XMP โดยทางด้าน Corsair Vengeance LED นั้นถูกออกแบบเพื่อกับคอมพิวเตอร์ที่ประสิทธิภาพสูง รองรับการใช้งานอย่างหนักหน่วงต่อเนื่อง ที่ยังคงสามารถตอบโจทย์ทางสายเกมมิ่ง รวมไปถึงการโอเวอร์คล๊อกได้ ที่สำคัญมันตอบโจทยกับการตบแต่งเคสและการโมเคสอีกด้วย บนแพลตฟอร์ม Intel 200 และ 100 Series  Package มาถึงแพคเกจทีดูโดดเด่นในสไตล์ของ CORSAIR VENGEANCE RGB เป็นกล่องกระดาษพิมพ์ลวดลายชัดเจนกับความเป็น RGB ข้างในจะมีการบรรจุแพ็คพลาสติกสำหรับบรรจุเมโมรีโมดูลไว้ ที่ด้านหน้ามีการบ่งบอกรายละเอียดความเป็น CORSAIR VENGEANCE RGB DDR4 3000Mhz 16GB Dual Channels Kit (CMR16GX4M2C3000C15) พอสังเขป Design & Detail เรามาดูหน้าตาของ CORSAIR VENGEANCE RGB DDR4 3000Mhz 16GB Dual Channels Kit (CMR16GX4M2C3000C15) กันก่อน โดยภายนอกจะเป็นได้ว่าสิ่งที่โดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้น Heatspeader อลูมิเนียมชุบแบบไฟฟ้าสีดำ ที่มีครีบอยู่ด้านบน เพื่อให้สามารถจับอากาศได้อย่างเต็มที่ พร้อมกับความสวยงาาม โดยจะมีการติดโลโก้ VENGEANCE RGB ไว้ให้ดูโดดเด่นและสวยงาม มาถึงในส่วนด้านหลังกันบ้าง Heatspeader ที่จะเป็นรูปแบบเดียวกันด้านหน้า โดยในส่วนเดียวกันกับด้านหน้าที่มีการติดโลโก้ VENGEANCE RGB พอมาเป็นด้านหลังนั้นจะมีการติดฉลากประจำตัวเอาไว้แทน อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นในส่วนของการ Services หรือเปล่าครับ เพราะการปรับแต่งไฟ RGB นั้นสามารถลง CORSAIR LINK ที่ไม่ต้องเชื่อมต่อสายใดๆทั้งสิ้น ในส่วนของ PCB เป็นสีดำด้าน ที่ได้รับความนิยมกับเกมมิ่งโมโมรีและโอเวอร์คล๊อกเมโมรี ซึ่งเจ้าพ่อวงการเมโมรีสายโหดอย่าง CORSAIR นั้นมีการใช้ PCB เป็นของตัวเอง ที่มีการระบุเอาไว้อย่างชัดเจน เท่าที่ลองส่องๆและนับชั้นดูก็น่าจะเป็นแบบ 10 Layer บริเวณด้านสันของเมโมรีโมดูล มีโลโก้ CORSAIR เอาไว้ตอนนี้อาจยังเห็นไม่ชัด ไฟติดเมื่อไรเห็นชัดเจนแน่นอน พร้อมช่องระบายอากาศและสัมผัสอากาศได้มากขึ้น ซึ่งความสูงนั้นอาจจะมีปัญหากับฮีทซิงค์ขนาดใหญ่แบบทรงเตี้ย เท่าที่ผมลองกับฮีทซิงค์ทรงสูงก็ไม่มีปัญหาอะไร อาจต้องมีการติดตั้งฮีทซิงค์ก่อนแล้วค่อยติดตั้งพัดลมตามทีหลัง ด้านในเราจะพอมองเห็นได้กับในส่วนของตัวพลาสติกสีขาวคอยกระจายแสงไฟ LED เราจะเห็นได้ว่าตัวพลาสติกกระจายแสงนั้นจะซ่อนอยู่ภายใน การยึดติดกับระหว่างเมโมรีโมดูลและ Heatspeader จะเป็นการใช้แผ่นระบายความร้อนแบบกาวสองหน้าคุณภาพดีในการยึดติด ก็มีข้อดีคือระหว่างเมโรีโมดูลและ Heatspeader จะมีการแนบสัมผัสกันได้ดีกว่ารูปแบบ Heatspeader ที่ใช้การหนีบ ในภาพจะเห็นได้ว่าจะเป็นเมโมรีโมดูลแบบที่มีเมโมรีชิพเพียงสองหน้า แสงที่ออกมานั้นขาวเนียนสว่างทั่วกันดี โดยมาตรฐานเดิมๆก่อนติดตั้ง CORSAIR LINK ไฟจะเปลี่ยนสีไฟเรื่อยๆตามจังหว่ะ ที่สำคัญสองแผงไฟคนละสีกันอีก ขอย้ำอีกครั้งว่า CORSAIR VENGEANCE RGB DDR4 3000Mhz 16GB Dual Channels Kit (CMR16GX4M2C3000C15) มีเมโมรีโมดูลมาทั้งหมดสองแผง ความจุรวม 16GB เท่ากับว่าแผงนึงจะมีความจุ 8GB ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com คลิ๊ก!! สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
              ช่วงเวลานี้คงจะหนีไม่พ้นกับกระแสของ AMD RYZEN ที่นับว่าเป็นอีกหนึ่งยุคทองของ CPU จากทาง AMD ยิ่งตอนนี้มีการออกมาของ AMD RYZEN 5 ที่ทำให้ความน่าสนใจของมันมีมากขึ้น ซึ่งทางด้านของเมนบอร์ดสำหรับ Socket AM4 ในเวลานี้ชิพเซ็ต AMD X370 ที่ในตลาดบ้านเราก็มีเข้ามาทำตลาดอยู่หลากหลายตัว ในวันนี้เราจะพาเมนบอร์ดชิพเซ็ต AMD X370 จากแบรนด์ MSI ในโมเดล X370 GAMING PRO CARBON ซึ่งจากชื่อนั้นคงไม่ต้องเดากันให้เสียเวลา กับเมนบอร์ดที่ออกแบบมาตอบโจทย์การใช้งานทางด้านของเกมมิ่ง พร้อมกับการทดสอบจากทาง MSI แล้วสามารถตอบโจทย์การใช้เล่นเกมระดับ eSports ได้ต่อเนื่อง รวมไปถึง MSI X370 GAMING PRO CARBON ที่พกพาฟีเจอร์ที่ติดตัวนั้นตอบโจทย์การใช้งานด้านเกมมิ่งได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ MSI X370 GAMING PRO CARBON นั้นมาพร้อมกับความสวยงาม รองกับแสงสีไฟ RGB ด้วยฟีเจอร์ Mystic Light และ การรองรับการเค้นประสิทธิภาพจากการโอเวอร์คล็อกได้อีกด้วยครับ Package & Bundled แพคเกจที่ให้ถึงประสิทธิภาพแบบซิ่งๆเข้ากับความเป็นโมเดล CARBON ของในชุดจะมี สาย SATA เส้นพร้อมฉลากติดสาย ,สายต่อไฟ LED RGB ,บริจน์ SLI และ ที่ขาดไปไม่ได้กับคู่มือการใช้งานพร้อมแผ่นโปรแกรมการติดตั้ง Design & Detail ธีมของเมนบอร์ดที่มาด้วยสีดำตัดกับลายคาร์บอน ที่ดูสวยงามได้อย่างลงตัวมาก ให้ความรู้สึกดุดันกันไป โดยทางด้านการจัดวางอุปกรณ์ถือว่าทำออกมาใช้ได้ แต่มีบางจุดที่อาจกระจายกลุ่ม แต่เวลาใช้งานจริงถือว่ามันลงตัวกับการใช้งานกันได้เหมือนกัน ทาด้านคุณภาพอุปกรณ์บนเมนบอร์ดที่จัดว่าได้คุณภาพจัดเต็มกันตามแบบฉบับของ MSI ทางด้านอุปกรณ์ในส่วนที่เกี่ยวข้อกับภาคจ่ายไฟจุดต่างๆใช้ตามมาตรฐานของ MSI Military Class 4 จาก PCB ที่จะเห็นได้ว่ามันเป็น PCB สีดำผิวด้าน ด้วย PCB ขนาด ATX แบบเต็มใบ ที่ถือว่าการเก็บงานและรายละเอียดต่างๆทำออกมาได้ดีมาก ด้านล่างการการสกรีนฟีเจอร์หลักๆที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นเมนบอร์ดเกมมิ่งอันทรงประสิทธิภาพ ซีพียูที่รองรับนั้น หลักๆถ้าพูดสั้นๆง่ายๆ Socket AM4 สามารถติดตั้งกับเมนบอร์ดตัวนี้ได้หมด ก็ต้องเป็น RYZEN R7 รวมถึง R5 และ 7th GEN A-Series/Athlon Socket AM4 ที่กำลังจะเปิดตัวอีกไม่นานนี้ สตล็อตติดตั้งแรมนั้นจะเป็นแบบที่มีเกราะโลหะเสริมความแข็งแรง หรือที่ทาง MSI เรียกว่า Steel Armor โดยเมโมรีที่รองรับนั้นเป็นชนิด DDR4 ตามมาตรฐานของ AM4 โดยรองรับการติดตั้งเมโมรีแบบ Dual Channels กันตามมาตรฐาน เมื่อใช้งานร่วมกับ AMD RYZEN ที่รองรับจะอยู่ที่บัส 2133,2400 และ 2666Mhz รวมไปถึงรูปแบบการโอเวอร์คล๊อกระดับ 3200+Mhz (เมนบอร์ดตัวนี้รองรับการปรับบัสซีพียูหรือ Base Clock ได้) โดยความจุสูงสุด 64GB ส่วนการใช้งานร่วมกับ A-Series และ Athlon รองรับจะอยู่ที่บัส 2133 และ 2400Mhz พร้อมทั้งยังมีเทคโนโลยี DDR4 Boost เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเมโมรีให้สูงขึ้น ในกล่องจะมีใบคำแนะนำในการติดตั้งโมโมรี บอกให้ชัดเจนกันไปว่าควรติดตั้งแบบไหนกัน ภาคจ่ายไฟที่มาจัดเต็มทั้งหมด 10 เฟส พร้อมฮีทซิงค์ระบายความร้อนภาคจ่ายไฟเป็นอลูมิเนียมสีดำตัดกับลายคาร์บอน โดยถัดไปจะเป็น I/O Cover พลาสติกสีดำที่ตัดกับลายคาร์บอน เป็นธีมเดียวกันที่เพิ่มความสวยงามดุดดันมากขึ้น ฮีทซิงค์อลูมิเนียมสีดำตัดกับลายคาร์บอน รับหน้าที่ระบายความร้อนชิพ X370 พอร์ต SATA III 6GB/s จะมีมาทั้งหมดหกพอร์ตบนเมนบอร์ด เป็นการควบคุมโดยชิพ B350 รองรับการเชื่อมต่อ RAID 0 ,1 และ 10 M.2 ช่องบนจะเป็นแบบ PCI-e 3.0 x4  ที่รองรับรับการติดตั้งทั้งสี่ขนาดคือ 2242 ,2260 ,2280 และ 22110 โดยจะมาพร้อมกับ M.2 Shield ช่วยระบายความร้อนได้อีกระดับ แต่ที่แน่ๆมันดูสวยงามกว่าปล่อยเปลือยๆเอาไว้ M.2 ช่องล่าง SATA III หรือ PCI-e 2.0 x4 ที่รองรับรับการติดตั้งทั้งสามขนาดคือ 2242 ,2260 และ 2280 สล๊อต PCI-Express x16 3.0 มาสองสล๊อตเป็นแบบ Steel Armor เมื่อใช้งานกับ RYZEN จะเป็นแบนวิธ X16 หรือ X8 + X8 พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกราฟฟิกการ์ด AMD CrossFire และ NVIDIA SLI ส่วนเมื่อใช้งานกับ 7th GEN A-Series/Athlon จะเป็นแบนวิธ X8  นอกนั้นจะมี PCI-Express x16 2.0 (x4) และ PCI Express 2.0 x1 อีกสามสล๊อตให้ใช้งาน จุดสำหรับการเชื่อมต่อ Bracket Port USB 2.0 และ USB 3.0 ส่วนการเชื่อมต่อไฟ LED RGB และ ปุ่มแสดงตัวอย่างของไฟจากฟีเจอร์ Mystic Light จะอยู่ตรงนี้เช่นกัน จุดสำหรับการเชื่อมต่อ Bracket Port USB 3.0 จากภาพรวมเมนบอร์ดที่จะมาแนวเข้มๆดุดดัน พอเปิดเครื่องชีวิตเปลี่ยน สีสันกันมากขึ้น บริเวณซิงค์ของชิพเซ็ตและส่วนระบบเสียงก็มีไฟ LED ส่วนนี้ก็มีไฟ ที่ข้างๆปลั๊ก 24 Pin จะมาพร้อมกับ LED DeBug ที่ช่วยแสดงสถานะของอุปกรณ์ขณะบูตระบบ ใส่แรมไปกี่แผลก็มีไฟขึ้น ถ้าอยากให้ขึ้นครบๆก็ใส่สีแถว แต่บัสแรมจะวิ่งแบบสูงสุดไม่ได้  ในส่วนระบบเสียงออนบอร์ด AUDIO Boost 4 รองรับระบบเสียง Hi-Res เล่น DSD แบบ Native ได้แบบออนบอร์ด ด้วยชิพ Realtek ALC1220 รองรับระบบเสียง 7.1 แบบอนาล็อก แล้วมีการใช้คาปาซิเตอร์เกรดเครื่องเสียงจาก Nippon Chemi Con Back Panal I/O Ports 1 x PS/2 Combo 1 x DVI-D 1 x HDMI 1 x LAN (RJ45) port(s) 4 x Type-A USB 3.1 Gen1 - USB 3.0 1 x Type-C USB 3.1 Gen2 - USB 3.1 1 x Type-A USB 3.1 Gen2 - USB 3.1 (Gold Plate) 2 x USB 2.0 1 x 7.1-channel Audio 1 x SPDIF Out < < < Specifications > > > ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com คลิ๊ก!! สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
กลับมาอีกครั้งสำหรับความยิ่งใหญ่ของเมนบอร์ดในตระกูล Gaming ที่ปัจจุบันใช้เป็น AORUS ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ใช้ในกลุ่มของเกมเมอร์และนักโอเวอร์คล็อกได้เป็นอย่างดี ด้วยฟีเจอร์ที่อัดแน่นมาในตัว เช่นเดียวกับเมนบอร์ด GIGABYTE AORUS Z270X-Gaming 7 ที่นำมาพรีวิวในครั้งนี้ ต้องเรียกว่าจัดเต็มทั้งเทคโนโลยี ดีไซน์และการสนับสนุนอุปกรณ์ใหม่ๆ ได้อย่างครบครัน รองรับแรม DDR4 4000+, RGB Fusion, Killer LAN E2500 และ Thunderbolt 3 ก็จัดว่าแรงจนหยุดไม่อยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์อีกหลายสิ่งที่คุณจะต้องหลงรักในเมนบอร์ด AORUS Z270X-Gaming 7 รุ่นนี้ Specification: Supports 7th/ 6th Generation Intel® Core™ Processors Dual Channel Non-ECC Unbuffered DDR4, 4 DIMMs, DDR4 4133+(OC) Intel® USB 3.1 Gen 2 with USB Type-C™ and Type-A 3-Way Graphics Support with Dual Armor and Ultra Durable™ Design Triple NVMe PCIe SSDs in RAID 0 Support NVMe PCIe Gen3 x4 U.2 Connector Dual Ultra-Fast M.2 with PCIe Gen3 x4 & SATA interface Intel® Optane™ Memory Ready Creative® Sound Core3D™ with SBX Pro Studio Audio Suite Killer™ E2500 Gaming Network + Intel® Gigabit LAN USB DAC-UP 2 with Adjustable Voltage RGB FUSION with Multi-Zone LED Light Show design Swappable Overlay for Accent LED Smart Fan 5 features Multiple Temperature Sensors and Hybrid Fan Headers 2 External Thermistors Headers with 2 Included Thermistors Extreme 40 Gb/s Thunderbolt™ 3 GIGABYTE UEFI DualBIOS™ APP Center Including EasyTune™ and Cloud Station™ Utilities คุณสมบัติที่น่าสนใจ ฟังก์ชั่นและการออกแบบ สำหรับแพ็คเกจกล่องและการดีไซน์ ยังเป็นรูปเหยี่ยว AORUS พร้อมโชว์ฟีเจอร์มากมายด้านหลังกล่อง พร้อมรายละเอียดตามสไตล์ของกล่องเมนบอร์ดที่ไม่ค่อยเปลี่ยนไปนักสำหรับ GIGABYTE แต่ก็ช่วยอธิบายสิ่งต่างๆ ได้ดี สำหรับคนที่อยากเห็นข้อมูลเบื้องต้น โดยเฉพาะฟีเจอร์ของ RGB และการต่อพ่วงอุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ เห็นแล้วอยากได้เลย บรรดาของที่มีมาให้ในกล่องก็ถือว่าเยอะทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นสายสัญญาณ คู่มือ สายรัด แผ่นปิดหลังและ HB Bridge มาถึงดีไซน์กันบ้างดีกว่า สังเกตได้ว่าเวลานี้เมนบอร์ดส่วนใหญ่จะจับโทน ขาว-ดำมาใช้เป็นหลัก ส่วนหนึ่งก็เพราะให้สามารถขับแสง RGB สวยๆ ออกมาได้เด่นชัดยิ่งขึ้น ซึ่งบอร์ดรุ่นนี้มีไฟมาเยอะจริงๆ ตั้งแต่ครอบปิดพาแนล ซิงก์ชิปเซ็ต ด้านข้างขวา สล็อตแรมและตามจุดต่างๆ บนบอร์ด โดยที่ชุดไฟ RGB เหล่านี้ สามารถปรับแต่งได้บน RGB Fusion ซึ่งเลือกให้แสดงผลได้หลายรูปแบบ ทั้งการ Random, Music, Static, Flash หรือจะเป็นแบบ Cycle คือหมุนวนไปเรื่อยๆ ก็ได้เช่นกัน ตรงสล็อตแรม ก็ถถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของบอร์ดรุ่นนี้ เพราะจัด RGB มาให้ด้วย รองรับการปรับแต่งผ่านซอฟต์แวร์ เมื่อเวลาที่ใช้จะเป็นแสงเรืองออกมาจากด้านใต้แรม ดูแล้วสวยงามจริงๆ แผงปิดพาแนลด้านบน มาพร้อมโลโก้ AORUS ภายใต้พลาสติกสีขาว แถบด้านใต้ตัวอักษรเป็นสีของ RGB เช่นกัน โดยมีซิงก์พร้อมฮีตไปป์ช่วยในการระบายความร้อนให้กับภาคจ่ายไฟ ด้านบนเมนบอร์ด สล็อต PCI-Express นี้ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะ GIGABYTE ใส่ความเป็น Steel Slot เพิ่มความทนทานแข็งแกร่งให้กับการใช้งานร่วมกับกราฟฟิกการ์ดขนาดใหญ่ น้ำหนักมากๆ จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องของแรงดึงรั้งจากการ์ดให้เกิดความเสียหาย โดยเรียกว่า Ultra Durable PCIe Armor ด้วยแผ่นสแตเลสชิ้นเดียวครอบลงไปบนสล็อต พร้อมตัวล็อคและจุดยึดที่แข็งกว่าเดิม ทำให้รองรับน้ำหนักของการ์ดได้มากกว่าเดิมหลายเท่า ตัวสล้อต PICe มีให้ถึง 3 สล็อต รองรับการทำงานได้ที่ X16/x8/x4 ระบบเสียงได้จาก Creative® Sound Core 3D รองรับการทำงานระบบ Surround sound 5.1-channel ให้พลังเสียงจัดเต็มสำหรับการเล่นเกม ดูหนัง สมเป็นเมนบอร์ดที่จัดเต็มมาในทุกเรื่อง เช่นเดียวกับ U.2 Onboard (NVMe PCIe Gen3 x4) ที่รองรับการทำงานร่วมกับ SSD Intel 750 series เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้นกว่าการใช้ SSD ปกติอยู่หลายเท่าเลยทีเดียว ส่วนใหญ่ที่เห็นมักจะเป็นแบบ Optional แต่ทาง GIGABYTE จัดมาให้บนบอร์ดเรียบร้อย นอกจากนี้ยังมีพอร์ต SATA Express มาให้อีก 3 ชุด เท่ากับใช้งาน SATA ได้ถึง 8 ชุดด้วยกัน ยังไม่รวม M.2 อื่นๆ ที่ใส่ให้บนเมนบอร์ดอีก 3 ชุด พอร์ตด้านหลังมีมาให้ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1, 3.0, Dual Killer LAN, Sound และยังแถม PS/2 มาให้อีกด้วย ที่สำคัญ GIGABYTE ยังจัดพอร์ต Tunderbolt3 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายโอนข้อมูลที่เหนือกว่า เหมาะกับการย้ายหรือถ่ายข้อมูลไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว สล็อต M.2 มีมาให้สองชุด Dual Ultra-Fast NVMe PCIe Gen3 x4 M.2 จุดแรกอยู่ตรงด้านข้างสล็อต PCIe แถวบนสุด จุดที่สองอยู่ติดกับ PCIe สล็อตล่างสุด เท่ากับว่าเมนบอ์ดรุ่นนี้ มีสล็อตสำหรับ Storage ความเร็วสูงให้ถึง 3 อย่างด้วยกันคือ U.2, M.2 และ PCI-Express บนเมนบอร์ดสนับสนุนการทำงานทั้ง NVIDIA® Quad-GPU SLI™ and 2-Way NVIDIA® SLI™ และ AMD Quad-GPU CrossFireX™ and 3-Way/2-Way AMD CrossFire™ คอนโทรลเลอร์ Turbo B-Clock ช่วยเพิ่มความสามารถในการจัดการโอเวอร์คล็อกและปรับช่วงสัญญาณนาฬิกาได้ดียิ่งขึ้น ตั้งแต่ 90-500MHz ซึ่งขึ้นอยู่กับซีพียูและการปรับแต่งในแต่ละรุ่น   Conclusion ไฮไลต์สำคัญของเมนบอร์ดรุ่นนี้ ไม่ได้หยุดอยู่ที่ฟังก์ชั่นที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานร่วมกับซีพียู Intel Skylake หรือ Kaby Lake เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบรรดาฟีเจอร์ต่างๆ ที่ทาง GIGABYTE เลือกสรรมาให้กับเกมเมอร์หรือผู้ใช้ในกลุ่มเอ็กซ์ตรีมได้ใช้งานกันแบบเต็มๆ สำหรับ AORUS Z270X-Gaming 7 รุ่นนี้ รวมถึงแสงสีต่างๆ จาก RGB ที่เรียกว่าเป็นแฟชั่นของเมนบอร์ดยุคนี้ไปแล้ว ที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกง่ายขึ้น ด้วยการใส่ซอฟต์แวร์ สำหรับควบคุมหรือตั้งรูปแบบของแสงให้เป็นโพรไฟล์ สำหรับใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วย ที่น่าสนใจก็คือ การสนับสนุนแรม DDR4 ที่ทะลุ 4000MHz ไปแล้ว ให้คนที่ชอบโอเวอร์คล็อกได้ดันกันไปแบบสุดๆ เช่นเดียวกับตัวเลือกการจัดการข้อมูล ที่มีให้เลือกใช้มากมาย หากใครที่ชอบการทำงานที่รวดเร็ว ตัวเลือก M.2 หรือ PCI-Express ก็เป็นทางออกที่ดี ในการเพิ่มศักยภาพทั้งเก็บข้อมูลและบูตระบบ เช่นเดียวกับสล็อต PCI-Express ที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี ให้ความแข็งแกร่งสำหรับการ์ดรุ่นใหญ่ๆ โดยเฉพาะ ไม่ต้องกังวลเรื่องการ์ดหรือสล็อตเบี้ยวได้ง่ายๆ ในภาพรวมต้องถือว่า GIGABYTE ใส่ใจในรายละเอียดได้ดีทีเดียวสำหรับเมนบอร์ดรุ่นนี้ ตั้งแต่องค์ประกอบบนเมนบอร์ด ไปจนถึงซอฟต์แวร์และการปรับแต่ง รวมถึงความแข็งแรง สำหรับเกมเมอร์หรือนักโอเวอร์คล็อก ที่ต้องการประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น และฟังก์ชั่นแบบครบๆ จุดเด่น มีฟังก์ชั่น RGB LED พร้อมปรับแต่งได้ด้วยซอฟต์แวร์ เพิ่มสล็อต U2 NVMe มาด้วย และให้ M.2 มาถึง 2 ชุดด้วยกัน รองรับแรม DDR4 4000+ (OC) เพิ่ม Smart Fan มาให้ถึง 8 จุด รองรับชุดปั้มน้ำได้ ข้อสังเกต องค์ประกอบส่วนใหญ่ค่อนข้างใกล้กันมา บางครั้งอาจส่งผลต่อการติดตั้งหรืออัพเกรดอุปกรณ์อยู่บ้าง ที่มา : https://notebookspec.com คลิ๊ก!! สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
นับตั้งแต่การมาของซีพียูรุ่นใหม่ล่าสุด AMD Ryzen เมนบอร์ดกลายเป็นอุปกรณ์ที่ถูกให้ความสนใจ ทั้งในเรื่องของฟีเจอร์ คุณภาพและราคา ซึ่งปัจจุบันมีเมนบอร์ดซ็อกเก็ต AM4 ออกมาสนับสนุนซีพียูรุ่นใหม่นี้ 2 รุ่นด้วยกันคือ AMD X370 ที่เป็นกลุ่มไฮเอนด์และ B350 ที่มาพร้อมคุณสมบัติที่คุ้มค่า   ASRock AB350 Pro4 เป็นเมนบอร์ดเรือธงที่สนับสนุนซีพียู AMD Ryzen อย่างเต็มรูปแบบและมีคุณสมบัติที่รองรับการทำงานและเกมได้อย่างคุ้มค่า ด้วยลูกเล่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็น SuperAlloy, ภาคจ่ายไฟ 9-phase, Dual M.2 SSD, สนับสนุน DDR4 3200+(OC) หรือแม้กระทั่ง พอร์ตการแสดงผลแบบ Triple monitor เพื่อซีพียู A-series ในอนาคตอีกด้วย พร้อมชิ้นส่วนที่มีคุณภาพและความทนทานติดตั้งมาบนเมนบอร์ดรุ่นใหม่นี้ และฟีเจอร์สำคัญอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ASRock SuperAlloy เพิ่มความมั่นใจและให้เสถียรภาพ ด้วยภาคจ่ายไฟแบบ 9-phase ส่งผลให้กับซีพียูบนเมนบอร์ดมีเสถียรภาพมากขึ้น สำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการพลังในการขับเคลื่อนซีพียู AMD Ryzen ที่มีโหลดการใช้งานอย่างหนักหน่วง เพื่อให้มั่นใจได้ว่า สามารถเล่นเกมได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุด   High Density Glass Fabric PCB เพื่อป้องกันความเสียหายต่อแผงวงจร อันเนื่องมาจากความชื้น สำหรับระบบ Water Cooling หรือจากภายนอกASRock จึงออกแบบแผงวงจร High Density Glass Fabric ที่มีความหนาแน่นสูงในการปกป้องเมนบอร์ดใช้งานได้อย่างมั่นใจ   Dual Ultra M.2 เสริมความมั่นใจให้กับการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ ASRock AB350 Pro4 รองรับโมดูล M.2 บนสล็อต Ultra M.2 32 Gb/s ที่มีให้ถึง 2 ช่อง ทำให้การเพิ่มประสิทธิภาพระบบจัดเก็บข้อมูล มีความรวดเร็วและสะดวกมากกว่าการใช้งานบน SSD ในแบบ SATA หลายเท่าตัว   Port Connector เติมเต็มการใช้งานไว้อย่างครบครัน มาพร้อมพอร์ตต่อพ่วงพื้นฐานครบครัน ไม่ว่าจะเป็น USB Type-A หรือ Type-C, Ethernet LAN และพอร์ตสำหรับการแสดงผลแบบ Triple-channel ประกอบด้วย DVI, D-Sub และ HDMI สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : เว็บไซต์ : http://www.asrock.com เฟสบุ๊ก : www.facebook.com/ASRockThailand   ข้อมูลเกี่ยวกับ ASRock  ASRock Inc. ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2002, โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาเมนบอร์ดและสร้างผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเองด้วยแนวทาง สามอย่างได้แก่ สร้างสรรค์, พิจารณาละเอียดถี่ถ้วน, มีประสิทธิภาพ ASRock จะก้าวข้ามขีดจำกัดของเมนบอร์ดและรักษาธรรมชาติไปด้วยพร้อมๆกันซึ่งเราจะ พัฒนาอุปกรณ์ของเราโดยคำนึงถึงความเป็นมิตรต่อธรรมชาติเป็นอันดับหนึ่งและ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งแนวคิดของทาง ASRock.   ASRock เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและในปัจจุบันได้เป็นอันดับสามในผู้ผลิตเมนบอร์ดที่ ใหญ่ที่สุดโดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ไทเป,ประเทศไต้หวันและสาขาอีกมากมายในยุโรปและสหรัฐอเมริกาเป็นองค์กรหน้าใหม่ที่มีเป้าหมายในการก้าวขึ้นมาเป็น กระแสหลักในการเลือกใช้เมนบอร์ดและในแวดวงธุรกิจผลิตภัณฑ์ชนิดนี้รวมไปถึง ครองใจผู้ใช้ในเรื่องของความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์อีกด้วย ข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติม : www.asrock.com ที่มา : https://www.overclockzone.com   คลิ๊ก!! สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ถ้าพูดถึงมอนิเตอร์สำหรับผู้ที่ต้องการให้ภาพที่ออกมามีสีสันตรงตามมาตรฐาน ภาพสวย เหมาะกับการใช้ตกแต่งภาพ ชื่อของซีรีส์ Ultrasharp จาก Dell คงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่หลายท่านคงอยากจะได้มาใช้งานกันอย่างแน่นอน ด้วยประสิทธิภาพในการแสดงผลอันยอดเยี่ยม เหมาะกับการใช้งานตั้งแต่ระดับที่จะเริ่มจริงจังขึ้นมากว่าการแสดงผลปกติ ไปได้จนถึงกระทั่งระดับมือโปร ซึ่งรุ่นระดับเริ่มต้นของซีรีส์นี้ที่หลายๆ ท่านคงคุ้นเคยกันอย่าง Dell Ultrasharp U2414H ก็มีออกมาเป็นระยะเวลาหลายปีมาแล้ว (พร้อมกับปัญหาที่พบเจอกันคือเรื่องแสงลอดที่ขอบจอ รวมถึงพอร์ตเชื่อมต่อที่ใช้งานยาก) Dell เลยได้จัดการปรับปรุง แล้วออกมาเป็นผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ นั่นคือ Dell Ultrasharp U2417H ซึ่งถึงแม้จะวางขายในตลาดมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ตามปกติตัวของจอแสดงผลมักจะมีระยะเวลาอยู่ในตลาด และ product cycle ที่ค่อนข้างยาวอยู่แล้ว จึงหวังว่าคงไม่ช้าเกินไปสำหรับการรีวิวนะครับ เอาเป็นว่าเรามาดูสเปคของจอ Dell Ultrasharp U2417H ที่น่าสนใจกันก่อนเลย สเปค Dell Ultrasharp U2417H ขนาดหน้าจอ 23.8 นิ้ว อัตราส่วนหน้าจอแบบ 16:9 ความละเอียด 1920 x 1080 (Full HD) 60 Hz พาเนล IPS เป็นจอแบบด้าน (ลดแสงสะท้อน) ความแข็งแกร่งของกระจกหน้าจอระดับ 3H ไฟแบ็กไลท์แบบ WLCD อัตราส่วนคอนทราสต์ 1,000:1 ระดับความสว่างที่ 250 cd/m² Response time อยู่ที่ 8ms สำหรับโหมดปกติ และ 6ms สำหรับโหมด FAST (วัดแบบ gray to gray ทั้งคู่) มุมมองจอ 178 องศาทั้งแนวตั้งและแนวนอน แสดงผลได้ 16.7 ล้านสี ครอบคลุม 99% ตามมาตรฐาน sRGB มีค่า Delta-E < 2 ผ่านการคาลิเบรตสีมาจากโรงงานแล้ว พอร์ตเชื่อมต่อ 1x HDMI (รองรับ MHL) 2x DisplayPort (มีทั้ง in และ out) 1x Mini DisplayPort 4x USB 3.0 สำหรับให้จอเป็น hub (พอร์ตที่เหมาะจะใช้ชาร์จมือถือ จะมีอยู่พอร์ตเดียวข้างจอ) 1x USB Type-B 3.0 สำหรับต่อกับคอมพิวเตอร์ 1x แจ็ค 3.5 มิลลิเมตร ไว้ต่อเสียงออกลำโพงหรือหูฟัง 1x ช่องเสียบปลั๊กไฟ ขนาดมากสุดเมื่อรวมขาตั้ง: 485.3 x 537.6 x 188 (H x W x D) น้ำหนักเฉพาะจอ 3.18 กิโลกรัม รองรับเมาท์ติดผนังตามมาตรฐาน VESA (100mm) ใช้ไฟมากสุด 68W ต่ำสุด 19W และเมื่อสลีปจะใช้ต่ำสุดแค่ 0.3W อุปกรณ์ที่ให้มาในกล่อง: สาย Mini DisplayPort to DisplayPort, สาย USB Type-B to USB สำหรับเสียบกับคอมพิวเตอร์ เพื่อให้จอทำงานเป็น USB hub ได้, สายไฟ และก็เอกสารอื่นๆ ประกันแบบ On-site นาน 3 ปี ราคา 9,xxx บาท ขอพาชมบอดี้ภายนอกของ Dell Ultrasharp U2417H ก่อนแล้วกันครับ เริ่มที่ด้านหลัง วัสดุโดยรวมจะใช้เป็นพลาสติก จับแล้วให้ความแข็งแรง งานประกอบแน่นหนาพอประมาณตามสไตล์ Dell ให้ความรู้สึกที่ดูแน่นหนากว่ารุ่นเก่าอย่าง U2414H อยู่เหมือนกัน ส่วนหน้าตา ต้องบอกเลยว่ามาในแบบของ Dell จริงๆ คือดูมีความเป็นเหลี่ยมๆ แข็งแรง ต่างจากแบรนด์อื่นในตลาดที่นิยมใส่ความโค้งมนและความเงางามเข้ามา เรียกว่าถ้ามองภายนอก Dell Ultrasharp U2417H ให้ภาพของความเป็นมืออาชีพได้ดีมากๆ สำหรับขาตั้ง ทำออกมาได้แข็งแรงดีครับ แม้จะจับจอบิดองศา ก็ไม่ต้องกลัวล้ม ว่าแล้วก็จับบิดให้ชมกันเลย ตัวจอสามารถปรับ 90 องศาขึ้นมาแสดงผลแนวตั้งได้อย่างง่ายดาย (แต่ต้องไปปรับค่าการแสดงผลในคอมด้วยนะ) พอร์ตเชื่อมต่อ Dell Ultrasharp U2417H จัดมาให้เต็มมากๆ แม้ว่า HDMI จะเหลือช่องเดียวเมื่อเทียบกับรุ่นเก่าอย่าง U2414H ก็ตาม แต่มีการแบ่งเอาพอร์ต USB 3.0 มาไว้ข้างจอด้วยกัน 2 ช่อง ทำให้การใช้งานจริงทำได้สะดวกกว่าเดิมมากๆ โดยพอร์ตข้างจอช่องล่างจะเป็นช่องที่เหมาะสำหรับการชาร์จไฟให้โทรศัพท์หรืออุปกรณ์ที่ต้องการผ่านช่อง USB เพราะมันถูกออกแบบมาให้จ่ายไฟได้มากกว่าพอร์ตอื่นๆ สายที่ต้องต่อเมื่อต้องการใช้งาน สำหรับสายที่ต้องเชื่อมต่อเมื่อจะใช้งาน ถ้าต้องการให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ก็ตามนี้เลยครับ สายไฟ สาย USB Type-B to USB สำหรับเสียบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้จอทำงานเป็น USB Hub ได้เต็มที่ สายเชื่อมจอ ไม่ว่าจะ HDMI, DisplayPort หรือจะ Mini DP to DP ก็ตาม (ทางเลือก) สาย 3.5 มิลลิเมตร สำหรับต่อเสียงจากจอไปออกลำโพง/หูฟัง ส่วนในระหว่างการรีวิว ผมต่อเพียงแค่สายไฟ และใช้สาย Mini DP to DP มาเสียบกับช่อง Thunderbolt ของ MacBook Air ออกจอ Dell Ultrasharp U2417H ก็สามารถใช้งานได้ทันที รวมถึงสามารถฟังเพลงด้วยการเสียบหูฟังกับช่อง 3.5 มิลลิเมตรของจอ และก็สามารถชาร์จมือถือ/เสียบใช้งานข้อมูลจาก USB drive กับช่อง USB ของเครื่องได้ด้วย ทั้งนี้ก็เนื่องจากความสามารถของพอร์ต Thunderbolt ที่สามารถรับส่งข้อมูลไปพร้อมกับการส่งภาพของมาตรฐาน DisplayPort ด้วยนั่นเอง แต่ทางที่ดี แนะนำว่าต่อสาย USB Type-B จากจอมาเข้าคอมด้วยอีกเส้นก็จะดีครับ เพื่อประสิทธิภาพในการถ่ายโอนข้อมูลที่สูงสุด นอกจากนี้ด้วยการที่ตัวเครื่องรองรับทั้ง DisplayPort แบบ In และ Out ทำให้เราสามารถเชื่อมหลายจอเข้าด้วยกันในรูปแบบของ daisy chain ได้ด้วย (ตัวอย่างดังภาพด้านบน) ทำให้สุดท้ายแล้ว จะมีสาย DP เส้นเดียวที่ต่อกับคอมพิวเตอร์ไปยังจอหลัก จากนั้นก็ใช้สาย DP ต่อจากช่อง DP Out ของจอหลัก ไปต่อกับ DP In ของจอเสริมอื่นๆ กันเอง ช่วยลดความยุ่งยากวุ่นวายในการจัดการสายได้เป็นอย่างดี โดย Dell Ultrasharp U2417H รองรับการต่อจอเสริมออกไปอีกได้สูงสุด 2 จอ ที่ความละเอียด 1920 x 1080 60Hz                                 แกลเลอรี่ด้านบนนี้ก็เป็นชุดภาพที่ให้เห็นถึงหน้าตาส่วนเชื่อมต่อจอกับขาตั้ง รวมถึงตัวอย่างการปรับมุมจอในแบบต่างๆ กัน ทั้งขณะใช้จอแนวนอนตามปกติ และการใช้จอในแนวตั้งครับ ส่วนสวิตช์เปิด/ปิดที่มีไฟแสดงสถานะการทำงานอยู่ด้วย และปุ่มปรับค่าต่างๆ ของจอ จะถูกซ่อนอยู่ที่ขอบตรงมุมขวาล่างของจอ ถ้ามองจากมุมที่ใช้งานตามปกติ จะไม่เห็นอย่างแน่นอน ก็อาจจะทำให้การสังเกตสถานะการทำงานทำได้ไม่สะดวกนัก แต่ในทางกลับกัน มันก็ช่วยให้ไม่มีไฟรบกวนสายตาได้เช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าใช้ไปซักพักก็คงจะชินไปเองครับ การแสดงผลของ Dell Ultrasharp U2417H จอ Dell Ultrasharp U2417H ถูกออกแบบมาให้มีขอบจอที่บางมากๆ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นไร้ขอบซะทีเดียว ด้วยการที่ขอบจอบางมาก จึงน่าจะเหมาะกับการใช้งานที่ต้องใช้งานมากกว่าหนึ่งจอเชื่อมกัน เพื่อเพิ่มพื้นที่แสดงผล ส่วนเรื่องของสีสันบอกเลยว่าหายห่วงครับ เพราะมันสามารถแสดงผลสีได้ครอบคลุมถึง 99% ตามมาตรฐาน sRGB โดยมีค่า Delta-E <2 ซะด้วย โดยเจ้าค่า Delta-E นี้จะแสดงให้เห็นถึงความผิดเพี้ยนของสี ซึ่งยิ่งเลขน้อยก็ยิ่งดี เมื่อเทียบกับจอรุ่นเก่าอย่าง Dell Ultrasharp U2414H ที่มีค่า Delta-E เคลมมาว่าอยู่ที่ <4 ก็แสดงว่า U2417H นั้นได้รับการพัฒนาเรื่องความถูกต้องของสีมาได้ดีขึ้นกว่ารุ่นเก่าจริงๆ เสียดายที่ทางเราไม่มีจอรุ่น U2414H มาให้เทียบกัน ไม่อย่างนั้นคงจะพอเห็นความแตกต่างได้มากกว่านี้ครับ พอลองใช้งานจริง สีสันที่ Dell Ultrasharp U2417H แสดงออกมา ถือว่าทำได้ตามมาตรฐานของซีรีส์ Dell Ultrasharp เลย ทั้งเรื่องความสดใสของสีสันที่ไม่มากเกินไป คอนทราสต์ที่กำลังเหมาะกับการใช้งาน ถือว่าเป็นจอสำหรับใช้ตกแต่งรูปภาพตั้งแต่ระดับเริ่มต้น ไปจนถึงระดับกึ่งๆ โปรได้สบายมาก หรือจะใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันก็ได้เช่นกันครับ รับรองเลยว่าถูกใจเรื่องภาพแน่นอน ส่วนการแสดงผลภาพเคลื่อนไหวก็อยู่ในระดับมาตรฐาน ไม่โดดเด่น แต่อาจจะไม่เหมาะกับการเล่นเกมแนว FPS หรือเกมที่มีการเคลื่อนไหว ตัดภาพเร็วๆ เพราะด้วย response time ของจอที่ค่อนข้างสูงไปหน่อยสำหรับการเล่นเกม จึงทำให้เกิดภาพ ghost อยู่เหมือนกัน ส่วนปัญหาเรื่องแสงรั่วตรงขอบจอ จากที่ผมลองทดสอบมา ก็ยังพบอยู่เล็กน้อยครับ มีซูมเม็ดพิกเซลให้ชมกันด้วยครับ              ทีนี้มาดูความกว้างของมุมมองภาพกันบ้าง อย่างในภาพด้านบนก็เป็นการเทียบกับ MacBook Air 2013 จะเห็นเลยว่าขนาดหันมุมมองจอเล็กน้อยเมื่อมองจากมุมกล้อง ภาพจาก MacBook Air ก็เริ่มมืดลงไปแล้ว แต่ภาพจากจอ Dell Ultrasharp U2417H ยังสว่างดีอยู่ ส่วนด้านล่างก็เป็นแกลเลอรี่รวมภาพจากการมองด้านข้างจอครับ จะเห็นว่าแม้จะมองจากมุมเกือบระนาบเดียวกับจอ สีสันก็ยังค่อนข้างแม่น และยังมองเห็นรายละเอียดต่างๆ ในภาพได้อยู่ มุมจากด้านบน ก็ยังทำได้ดี เมื่อเทียบกับ MacBook Air 2013 ที่ภาพดูสว่างวาบขึ้นมาซะแล้ว แต่ภาพจากจอ Dell Ultrasharp U2417H ยังมีสีสันและความสว่างคงเดิมอยู่                                             ส่วนแกลเลอรี่ด้านบนนี้ ก็จะเป็นภาพการใช้ปุ่มด้านล่างเพื่อปรับการตั้งค่าของจอ โดยจะมีให้ใช้ด้วยกัน 4 ปุ่ม สามารถตั้งปุ่มลัดได้กับ 2 ปุ่มกลาง ว่าจะให้เป็นการปรับค่าใดแบบลัด เช่น เปลี่ยนพอร์ตเชื่อมต่อจอ หรือปรับโหมดการแสดงผล เป็นต้น รวมถึงมีตัวอย่างภาพอินเตอร์เฟสการปรับตั้งค่าต่างๆ ให้ชมด้วยครับ สำหรับใครที่สงสัยว่าช่อง HDMI ของ Dell Ultrasharp U2417H สามารถใช้ต่ออุปกรณ์อื่นๆ เช่น พวกกล่องเคเบิลทีวี หรือพวก ChromeCast ได้หรือไม่ ผมจัดการลองต่อกับ ChromeCast เรียบร้อยครับ ใช้งานได้แบบไร้ปัญหา และยังสามารถต่อกับช่อง USB ของจอเพื่อจ่ายไฟได้เลยด้วย ถ้าหากต้องการชาร์จไฟให้สมาร์ทโฟน เสียดายที่ตอนทดสอบ ผมไม่ได้ลองเสียบชาร์จกับพอร์ตที่ออกแบบมาสำหรับชาร์จอุปกรณ์ (พอร์ตล่างของด้านข้างจอ) ส่วนพอร์ตอื่นๆ ที่ผมลอง พบว่าสามารถจ่ายไฟได้ประมาณ 5V 0.5-0.7A ซึ่งจัดว่าช้ากว่าการชาร์จกับอะแดปเตอร์มือถือแบบปกติอยู่พอสมควร สรุปแล้ว จอ Dell Ultrasharp U2417H เป็นจอที่เหมาะกับทั้งการใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป รวมถึงการใช้เพื่อตกแต่งภาพตั้งแต่ระดับเริ่มต้น ไปจนถึงกึ่งโปรได้อย่างเยี่ยมยอด กับราคาค่าตัวในช่วง 9,000 กว่าบาท ด้วยการแสดงผลที่ได้มาตรฐาน sRGB ถึง 99% มีค่าความคลาดเคลื่อนต่ำมาก ทั้งยังได้มุมมองภาพที่กว้างอันเกิดจากคุณสมบัติของพาเนล IPS แถมยังให้พอร์ตเชื่อมต่อมาอย่างครบครัน จะติดก็เพียงแค่เรื่องแสงลอดจากขอบจอที่ยังมีอยู่บ้าง และอาจจะไม่เหมาะกับการเล่นเกมแนว FPS ซักเท่าไร เนื่องจากค่า response time ที่สูงเกินไปสำหรับการเล่นเกม ข้อดี แสดงผลภาพได้ดีมาก ให้สีสันตรงตามมาตรฐาน sRGB ถึง 99% และมีค่าความคลาดเคลื่อน Delta-E น้อยกว่า 2 และได้รับการคาลิเบรตมาจากโรงงานเรียบร้อยแล้ว ระดับความสว่างและคอนทราสต์ เหมาะสมสำหรับการใช้งานทั่วไป มุมมองกว้างด้วยพาเนล IPS มีการสะท้อนแสงภายนอกน้อยมากๆ พอร์ตเชื่อมต่อครบครันทั้ง HDMI, DP (In & Out), Mini DP และยังมี USB 3.0 ที่ถูกปรับตำแหน่งให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น โครงสร้างแข็งแรง ปรับองศาจอได้ง่าย การรับประกันแบบ On-site service ของ Dell นาน 3 ปี ข้อสังเกต ยังมีปัญหาแสงลอดจากขอบจออยู่บ้าง ค่า response time สูงไปนิด ไม่ค่อยเหมาะกับการใช้เล่นเกม โดยเฉพาะแนว FPS ไม่มีแถมสาย HDMI มาให้ในกล่อง   คลิกที่นี่ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม และ สั่งซื้อออนไลน์  ที่มา : https://notebookspec.com
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ในปัจจุบันจอภาพมอนิเตอร์ได้มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง จากยุคเริ่มแรกที่มีใช้งานกันจอภาพจะเป็นเพียงตัวหนังสือสีขาว พื้นหลังสีดำหรือ ตัวหนังสือสีดำ พื้นหลังเขียวเท่านั้น พอมาถึงทุกวันนี้พอมองย้อนกลับไป การเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาก็เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ทั้งโปรแกรมสมัยใหม่ที่ใช้สำหรับงานกราฟฟิกที่มีสีสันการแสดงผลที่ละเอียดมากยิ่งขึ้น จอมอนิเตอร์ก็เช่นกันที่ต้องมีการพัฒนาให้สอดคล้องกับโปรแกรม เพื่อให้การแสดงผลของภาพได้สีสันที่ได้ออกมามีความสมจริงมากที่สุด โดยเฉพาะอาชีพช่างภาพที่ต้องใช้ความเที่ยงตรงของสีเป็นสำคัญ ซึ่งเจ้าตัว BenQ SW2700PT นั้นให้มาพร้อมเทคโนโลยี IPS และขอบเขตสี Adobe RGB 99% ที่จะช่วยให้ช่วงสีที่กว้างกว่า เพื่อให้ภาพที่แสดงออกมาเป็นธรรมชาติสมจริงมากที่สุด แต่สำหรับผู้ใช้ทั่วไปอาจจะไม่มีปัญหาเรื่องสีเพี้ยนมากนัก เพราะ ภาพที่ได้จากล้องส่วนใหญ่เมื่อนำไปแสดงบนจอภาพทั่วไป การจัดสีที่ได้ค่อนข้างจะดีอยู่แล้วในระดับหนึ่ง ซึ่งหลายๆ คนถ่ายภาพมาอาจจะใช้แค่เพื่อโพสต์บนโซเชี่ยล หรือเอาไปอัดรูปเก็บไว้เฉยๆ ซึ่งสีสันของรูปอัดมาอาจจะมีสีผิดเพี้ยนไปบ้างนิดหน่อย แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่พอยอมรับได้  แต่สำหรับมืออาชีพที่เรื่องสีเพี้ยนแม้แต่นิดเดียวถือเป็นเรื่องใหญ่เล่นทีเดียว        มาดูในส่วนของสเปค BenQ SW2700PT  กันบ้างดีกว่าครับ จอ 27 นิ้ว ขนาดภาพ 2560×1440 QHD IPS การแสดงขอบเขตสี Adobe RGB 99% มุมมองการรับชม 178 องศา สัดส่วนจอภาพ 16:9 Response time‎ 5 ms Refrest rate 60 Hz. จำนวนสีที่แสดง‎ 1.07 พันล้านสี มีโหมด Adobe RGB, sRGB, B&W มี OSD Controller เป็น Remote ในการปรับแต่งจอภาพ น้ำหนักรวม 11.88 กิโลกรัม  จากสเปคที่ให้มาถือว่าจัดเต็มมากเหมาะสำหรับช่างภาพมืออาชีพจริงๆ ทั้งให้ภาพที่สมจริง ไม่ผิดเพี้ยน และหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 27 นิ้ว ทำให้มองสบายตา รวมถึงความหนาแน่นหรือเม็ดพิกเซลอยู่ที่ 109 ppi ทำให้ภาพที่ได้ละเอียด เนียนตาเป็นอย่างมาก ส่วนพอร์ทที่ให้มาของเจ้าจอ BenQ SW2700PT ตัวนี้ ก็ถือได้ว่าให้มาครบครันเลยทีเดียว โดยด้านหลังจอจะมีพอร์ททั้ง DVI‎, HDMI 1.4, Display Port 1.2, รูหูฟัง และ USB 3.0 type B (สำหรับเป็น HUB ต่อ USB ด้านข้าง) ด้านซ้ายมือของจอก็จะมีพอร์ท USB 3.0 ให้สองพอร์ท และ SD Card Reader ให้ซึ่งต้องลง Driver จากแผ่นในคู่มือมาก่อนถึงจะใช้งานได้ ตัวจอสามารถปรับได้หลายระดับ ทั้งเลื่อนขึ้นเลื่อนลง หันซ้ายขวา และหันเงยหันก้มลง โดยที่เวลาปรับจอแต่ละอย่างฐานจะไม่ขยับเลยสักนิด ถือว่าฐานทำมาได้แข็งแรงดีมากครับ ส่วน Shading Hood ทำออกมาได้ครอบคลุมพื้นที่ของจอภาพโดยบุด้านในเป็นกำมะหยี่ ทำให้แสงไม่สะท้อนกวนสายตา และภาพที่ได้จะมีสี Contrast ดีขึ้น โดยเฉพาะสีดำที่เห็นได้อย่างชัดเจน ส่วนวัสดุบอดี้ทั้งหมดของจอจะเป็นพลาสติกด้านทั้งตัว งานดูเนียบ การประกอบแน่นหนา สมแล้วที่ได้รับรางวัลมอนิเตอร์สำหรับช่างภาพแห่งปี 2016 จาก TIPA นอกจากนี้ จอ BenQ ยังสามารถหมุนจอให้เป็นแนวตั้งได้อีกด้วย ดังนั้นถ้าใครที่นำมาใช้งานอ่านเว็บที่มีหน้ายาว หรืออ่านอีบุ๊ค ก็สามารถทำได้เช่นกันครับ ในส่วนของ OSD Controller จะแยกออกจากตัวจอมาให้เราได้ใช้งานกันได้สะดวกขึ้นอีกด้วย ซึ่งมีปุ่มคีย์หลักเลข 1-3 สามปุ่ม สามารถตั้งค่าได้ว่าจะให้ทำหน้าที่อะไร เช่น ตั้งกดเลข 1 ให้ปรับจอภาพแสดงขอบเขตสีระดับ Adobe RGB, กดปุ่มเลข 2 ปรับจอภาพแสดงขอบเขตสีระดับ sRGB และกดปุ่มเลข 3 ปรับจอให้เป็น B&W (ขาวดำ) เป็นต้น ค่า Delta E หรือค่าความผิดเพี้ยนของสีทาง BenQ เคลมจากโรงงานว่า มีค่า Delta E ≤ 2 ซึ่งหมายความว่า มีความผิดเพี้ยนของสีน้อยมาก ซึ่งจะมีคนจำนวนไม่มากที่สามารถสังเกตเห็นความผิดเพี้ยนตรงนี้ได้ อารมณ์เหมือนหูฟังที่จะได้ยินเสียงเพิ้ยนก็ต่อเมื่อเป็นพวกหูทองยังไงยังงั้นเลย โดยรวมแล้วนับว่าเป็นเจ้าตัวจอ BenQ SW2700PT  เป็นมอนิเตอร์ที่คุ้มค่าและยอดเยี่ยม เหมาะกับการใช้งานกราฟฟิกเป็นอย่างมาก อีกทั้งตัว BenQ รองรับอุปกรณ์ Calibrate จอหลายรุ่นทั้ง X-Rite i1 Display Pro, i1 Pro, i1 Pro 2, Datacolor Spyder 4 , Spyder 5 ซึ่งค่าตัวมันถือว่าค่อนข้างถูกสำหรับมืออาชีพจริงๆ  เพราะ ด้วยราคาแค่ 22,900 บาท ได้ทั้งหน้าจอ 27 นิ้ว IPS ความละเอียด 2K แสดงขอบเขตสี Adobe RGB 99% ถ้าเป็นยี่ห้ออื่นไม่มีทางได้ในราคานี้แน่นอนครับ   ที่มา : Notebookspec
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
วันนี้เราอยู่กับ Router จากทาง TOTOLINK รุ่นนี้จะใช้ชื่อรุ่นว่า A5004NS ซึ่งจะมีมาตรฐานเป็น Wireless AC1600 โดยจะแบ่งเป็น 300Mbps สำหรับ 2.4GHz และ 1300Mbps สำหรับ 5.0GHz ตัวนี้มีความพิเศษอีกอย่างตรงที่มันมีพอร์ต USB 3.0 มาให้ สำหรับผู้ที่ต้องการทำ File Sharing เปลี่ยน Router เป็น NAS ตัวย่อมๆ หรือว่าเวลาอินเตอร์เน็ตบ้านมีปัญหาก็สามารถเอา 3G Dongle มาเพื่อใช้อินเตอร์เน็ตจาก 3G แทนก็ได้ คลิ๊กเลย >> https://online.advice.co.th Special Thanks : KING INTELLIGENT TECHNOLOGY CO., LTD. Special Thanks : OVERCLOCK ZONE
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมา preview สินค้าจากทาง SteelSeries APEX Series ในรุ่น M650 ที่เลือกใช้งานสวิตซ์ QX2 Blue ของตัวเองครับ SteelSeries APEX M650 ได้นำดีไซน์ของ APEX350 กับ M500 มาผสมผสานกัน จึงทำให้ APEX M650 เป็นคีย์บอร์ดทรงมาตรฐานที่มีดีไซน์การออกแบบที่สวยงามลงตัวมากขึ้น และใช้ Keycap ทรงสูง และยังคงให้ความรู้สึกของ APEX Series อยู่ครับ ถือได้ว่าสินค้าตัวนี้ตอบโจทย์คอเกมในด้านดีไซน์ ส่วนในด้านของการใช้งานทาง SteelSeries ก็ได้คิดค้นและพัฒนา Switch Blue QX2 ออกมา ซึ่งทำให้ผู้ใช้รู้สึกสะดวก ไม่ต้องใช้แรงมากในการกดครับ ส่วนจุดขายหลักของ SteelSeries APEX M650 ก็คงต้องเป็นเรื่องของ Effect แสงไฟนั้นเองครับ ที่ทำออกมาแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ คือสามารถปรับแสงได้ทุกรูปแบบในตัวเอง โดยไม่ต้องผ่าน Software ให้เสียเวลา เพียงกดปุ่ม SteelSeries กับปุ่มในกลุ่ม ก็สามารถปรับเปลี่ยน LED Light ได้เลยครับ (Key Light สามารถแยกปรับได้ด้วยครับ)   Back Light คือ Effect แสง/สี ของไฟทั้งหมด Key Light คือ Effect แสง/สี ไฟของปุ่มที่กดลงไปในแต่ละคีย์   จุดเด่น มี Effect แสง/สี หลายรูปแบบให้เลือกใช้ สวิตซ์ใหม่ กดง่าย สะดวก เล่นเกมสบาย ดีไซน์สวยงามลงตัว ​ สามารถเลือกซื้อได้ที่ร้าน Advice กว่า 350 สาขาทั่วประเทศ ราคา 4,990 บาท (ราคา ณ วันที่ 23 มกราคม 2560)   หรือสนใจสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่ : https://goo.gl/TBl6DZ
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
พลังเสียงที่เหนือกว่า ด้วยตัวขับสัญญาณเสียง PRO-G™ สัมผัสกับเกมในรูปแบบที่แปลกใหม่ ไม่เคยมีมาก่อน สัมผัสกับระบบเสียงที่ดังกระหึ่มระดับโรงภาพยนตร์ ด้วย G633 Artemis Spectrum™ Gaming Headset 7.1 Dolby® Surround Sound* และตัวขับสัญญาณเสียง Pro-G™ ถ่ายทอดเสียงได้อย่างเที่ยงตรง ไม่มีผิดเพี้ยน ได้ยินเสียงศัตรูแอบย่องเข้ามาทางด้านหลังของคุณ เสียงคำแนะนำพิเศษ สภาพแวดล้อมที่ชวนดื่มด่ำ และเสียงซาวด์แทร็คของเกมอย่างที่ควรจะเป็น Artemis Spectrum™ คือชุดหูฟังสำหรับเล่นเกมที่คู่ควรกับผู้ที่ชื่นชอบระบบเสียงที่เร้าใจ *ระบบเสียงเซอร์ราวด์ 7.1       รองรับหลายแพลตฟอร์ม หนึ่งชุดหูฟังสำหรับเกมทุกแพลตฟอร์ม ชุดหูฟัง G633 Artemis Spectrum หนึ่งชุดรองรับอุปกรณ์ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเกมคอมพิวเตอร์ เกมคอนโซล หรืออุปกรณ์พกพา คุณสามารถพกพาติดตัวไปได้ทุกที่ G633 Artemis Spectrum สามารถใช้งานร่วมกับพีซี อุปกรณ์พกพา และเกมคอนโซล รวมไปถึง PS4™ และ Xbox One™ ไฟ RGB ที่ปรับเปลี่ยนได้ และแท็กแบบกำหนดเอง ปรับแต่งรูปลักษณ์ของคุณ ไฟ RGB ที่ปรับเปลี่ยนได้ให้คุณสามารถเลือกได้ถึง 16.8 ล้านสี ใช้ Logitech Gaming Software เพื่อเลือกรูปแบบการส่องสว่างหรือสีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสภาพแวดล้อมของคุณ G633 Artemis Spectrum มีไฟสองโซนที่ปรับแต่งได้: แถบไฟและโลโก้ แต่ละโซนสามารถตั้งค่าโดยใช้สีหรือเอฟเฟ็กต์ต่างๆ หรือสามารถซิงโครไนซ์ได้ เพิ่มชุดแท็กที่กำหนดเองเพื่อปรับปรุงรูปลักษณ์ให้สวยงามยิ่งขึ้น       ปุ่ม G-KEY ที่ตั้งค่าได้ สั่งการได้ง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ปรับแต่งปุ่มโดยใช้ Logitech Gaming Software เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การเล่นเกมหรือสื่อของคุณ ตั้งค่ามาโครในเกมสำหรับชุดคำสั่งที่ใช้งานได้ทันที หรือใช้ควบคุมเพลงหรือโปรไฟล์เสียงของคุณ โดยไม่จำเป็นต้องออกจากเกม โปรไฟล์เสียงที่กำหนดเอง ปรับแต่งเป็นพิเศษสำหรับคุณ ฟังเพลง เล่นเกม และรับชมภาพยนตร์ ด้วยการตั้งค่าเสียงที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในรูปแบบที่คุณต้องการ สามารถใช้ Logitech Gaming Software เพื่อตั้งค่าตัวปรับแต่งเสียง ปรับแต่งการตั้งค่าเสียง และสร้างโปรไฟล์เสียงส่วนตัวสำหรับแต่ละเกมที่คุณเล่น       การมิกซ์เสียงจากหลายแหล่ง เสียงจากสองอุปกรณ์ ไม่ต้องหยุดเกมกลางคันเพื่อรับสายเรียกเข้าอีกต่อไป คุณสามารถรับสายขณะที่เล่นเกมอย่างต่อเนื่อง รับสาย เล่นเพลง และสื่อสารภายในเกม โดยไม่จำเป็นต้องหยุดเกมชั่วคราวหรือละสายตาจากเกม G633 Artemis Spectrum ประกอบด้วยการเชื่อมต่อ USB หนึ่งชุด และอินพุตอนาล็อกหนึ่งชุด ซึ่งเชื่อมต่อและมิกซ์เสียงจากสองอุปกรณ์ ไมโครโฟนแบบพับเก็บได้ ป้องกันเสียงรบกวน การสื่อสารที่ชัดใส สนทนาด้วยเสียงที่ชัดใสจากไมโครโฟนป้องกันเสียงรบกวน ไมโครโฟนมีไฟสัญญาณ LED คุณจึงทราบว่าไมโครโฟนปิดเสียงไว้หรือไม่ เมื่อไม่ได้ใช้งาน จะสามารถพับเก็บไมโครโฟนเข้ากับหูฟังอย่างมิดชิด G633 มีคุณสมบัติพกพาสะดวก ประกอบด้วยสายเชื่อมต่อโมบายล์ที่รวมไว้ และไมโครโฟนอินไลน์สำหรับอุปกรณ์พกพา เมื่อคุณไม่ต้องการให้ปลายไมโครโฟนอยู่ตรงใบหน้าของคุณ       วัสดุเนื้อนุ่ม ระบายอากาศ ความสะดวกสบายที่ยาวนาน G633 Artemis Spectrum ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับการเล่นเกมอย่างยาวนาน วัสดุผ้าตาข่ายแบบใหม่ที่ใช้ในที่ครอบหูและแถบคาดศีรษะมีลักษณะอ่อนนุ่มและระบายอากาศ เพิ่มความสะดวกสบายสูงสุด ที่ครอบแบบปิดหูของ G633 Artemis Spectrum ได้รับการออกแบบเพื่อให้สวมปิดรอบหูโดยไม่มีแรงกดทับต่อเนื้อเยื่อที่อ่อนนุ่ม ในการทำความสะอาดชุดหูฟัง สามารถถอดที่ครอบหูออกจากชุดหูฟังและซักล้างได้   สามารถเลือกซื้อได้ที่ร้าน Advice กว่า 350 สาขาทั่วประเทศ ราคา 4,890 บาท (ราคา ณ วันที่ 19 มกราคม 2560) หรือสนใจสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่ : https://goo.gl/IKVOfV
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
สวัสดีครับ วันนี้ผมมีจอยเล่นเกมสำหรับระบบ iOS มาฝากคอเกมกันครับ ตัวนี้มีชื่อว่า SteelSeries Stratus XL Wireless  เนื่องมาจากหลายกระแสมีการเรียกร้องจอยแบบ Full Sized ที่มีปุ่มใช้งานครบถ้วนและจับได้เต็มๆมือ จึงทำให้ทาง SteelSeries ได้ออก Stratus XL ตัวนี้มา   ด้านการออกแบบดีไซน์ SteelSeries Stratus XL Wireless ตัวนี้ มีความคล้ายคลึงกับจอย Xbox One และ Xbox360 เลยครับ ส่วนในเรื่องวัสดุที่ใช้และผิวสัมผัสถือว่าดีทีเดียว ได้อารมณ์ความเป็นจอยเกมสำหรับพกพาเป็นอย่างดี การใช้งานจะใช้พลังงานจากถ่าน AA 2 ก้อน สามารถใช้งานได้นานถึง 40ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน) และเชื่อมต่อผ่านระบบ Bluetooth 2.1 + EDR กับอุปกรณ์ Apple ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS ครับ อุปกรณ์ที่รองรับการใช้งาน - iOS7 ขึ้นไปจนถึงปัจจุบัน - iPhone 7, iPhone 7 Plus - iPhone SE, iPhone 6s, iPhone 6s Plus - iPhone 6, iPhone 6 Plus, iPhone 5s, - iPhone 5c, iPhone 5 - iPad Mini, iPad Air, iPad 4th Gen - iPod Touch (5th Gen), Mac OS X (10.9 and above) จัดได้ว่าเป็นอีกอุปกรณ์ที่คนที่เน้นเล่นเกมอย่างจริงจังบนอุปกรณ์พกพา ไม่ควรพลาดครับ ด้วยแบตเตอรี่ที่อึด  ทำให้ใช้งานได้ยาวนาน กับการรองรับการใช้งานที่ครอบคลุมกับทาง Apple และวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน ถือว่าสะดวกสุดๆครับ   สามารถเลือกซื้อได้ที่ร้าน Advice กว่า 350 สาขาทั่วประเทศ ราคา 2,790 บาท (ราคา ณ วันที่ 18 มกราคม 2560)   หรือสนใจสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่ : https://goo.gl/EaxVTQ
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
  สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมารีวิวสินค้าตัวใหม่จากทาง Cooler Master ก็คือ Gaming Mouse ที่มีชื่อว่า Sentinel III นั่นเองครับ เมาส์ตัวนี้มาพร้อมกับไฟ RGB 16.8 ล้านสี (สามารถปรับกันให้ถูกใจตามความชอบได้เลยครับ) และยังมาพร้อมกับหน้าจอ OLED ที่มีฟังก์ชั่นและลูกเล่นมากมาย ต้องบอกเลยว่าเพื่อนคอเกม ห้ามพลาดแน่นอน   จุดเด่นและสิ่งที่น่าสนใจ Sentinel III เลือกใช้เซ็นเซอร์ชื่อดังอย่าง Avago 3988 ซึ่งทำให้เซ็นเซอร์มีความเสถียรมากและมาพร้อมกับ DPI สูงถึง 6400 DPI ซึ่งถือว่าสูงมากเลยทีเดียว (รองรับหน้าจอที่มีความละเอียดสูงในอนาคตได้) และยังสามารถปรับ DPI ได้ถึง 4 ระดับ : 400, 1200, 4000 และ 6400 โดยจะมีไฟ RGB ด้านหน้าสองดวงแสดงสถานะตาม DPI ระดับต่างๆ ครับ แต่ถ้าใครต้องการปรับเปลี่ยนมากกว่านี้ก็สามารถทำได้ใน Software สำหรับหน้าจอ OLED ของเมาส์ Sentinel III สามารถแสดงสถานะของค่า DPI ในแกน x และ แกน y ในขณะใช้งาน เรียกได้ว่าละเอียดมากๆ และยังสามารถใส่โลโก้หรือรูปภาพลงไปในหน้าจอ OLED (ขนาด 32x32 พิกเซล) ได้อีกด้วยครับ     Sentinel III มี Mechanical Switch มาให้ถึง 8 ปุ่ม แต่ละปุ่มสามารถตั้งคำสั่งได้แบบอิสระ และในส่วนของผิวสัมผัสบริเวณที่คลิ้กนั้น เป็นแบบเคลือบ UV Coating ทำให้ทนทาน แข็งแรง ใช้งานได้นานผิวไม่หลุดลอกง่ายๆ ตัวปุ่มนั้นสามารถกดได้มากถึง 20 ล้านครั้งเลยทีเดียวครับ และเมาส์ตัวนี้สามารถปรับแต่งน้ำหนักได้อีกด้วยครับ โดยการเพิ่มหรือลดลูกตุ้มเหล็กด้านใน (แต่ละลูกมีน้ำหนัก 4.5 กรัม)     Sentinel III มาพร้อมกับหน่วยประมวณผล ARM 32-bit และ Memory 512 KB ซึ่งจะช่วยในเรื่องลูกเล่นและการตั้งค่าต่างๆ ให้ทำงานได้อย่างราบลื่นครับ ส่วน Macro สามารถตั้งค่าต่างๆ อย่างละเอียดผ่านทาง Software โดยสามารถบันทึกได้ถึง 5 โปรไฟล์ ด้านการออกแบบของ Sentinel III นั้น ได้ดีไซน์มาสำหรับคนถนัดขวาโดยเฉพาะครับ ออกแบบให้เข้ากับมือทุกรูปแบบและวางหรือจับได้สบายมือ ส่วนตัวปุ่มทั้ง 8 ก็ออกแบบมาให้ง่ายการกดครับ     Specifications / Features Model Number : SGM-6020-KLOW1 Grip Type : Palm Material : Plastic / Rubber Color : Black LED Color : RGB Sensor : Avago 3988 Optical Sensor CPI / DPI : 4 levels / Up to 6400 DPI setting Tracking Speed : 200 IPS / 50 g Lift Off Distance : Adjustable (<2.1mm) Polling Rate : 1000Hz / 1 ms Angle Snapping : Yes Mouse acceleration : 50 g Programming Profiles :5 On-board Memory : 512 KB Programmable buttons : 8 Connector Cable : USB 2.0 Cable Length : 1.8 Meters Dimensions : 135 x 83.6 x 40 mm Weight : 177.5 g Additional Weights : 5 x 4.5 g Warranty : 1 years สามารถเลือกซื้อได้ที่ร้าน Advice กว่า 350 สาขาทั่วประเทศ ราคา 2,190 บาท (ราคา ณ วันที่ 12 มกราคม 2560) หรือสนใจสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่ : http://goo.gl/I9dCQI