ข่าวไอที

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ในงาน HP World Partner Forum ที่ผ่านมานั้นทาง HP ได้ทำการเปิดตัวเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ All-in-One รุ่นใหม่อย่าง EliteOne 1000 AiO G1 โดยได้รับการออกแบบมาสำหรับการใช้งานทางด้านธุรกิจที่จำเป็นต้องมีการประชุมผ่านทาง Skype โดยเฉพาะออกมาครับ ตัวเครื่องนั้นจะมีโมเดลแยกแตกต่างกันไปตามขนาดหน้าจออันได้แก่ 23.8 นิ้ว, 27 นิ้วและ 34 นิ้วครับ สำหรับสเปคต่างๆ ของตัวเครื่อง EliteOne 1000 AiO G1 นั้นจะมีดังต่อไปนี้ครับ หน้าจอขนาด 23.8 นิ้วจะมาพร้อมกับความละเอียดระดับ Full HD, หน้าจอขนาด 27 นิ้วจะมาพร้อมกับความละเอียดระดับ 4K ส่วนหน้าจอขนาด 34 นิ้วนั้นจะมาพร้อมกับความละเอียดระดับ ultra-wide และเป็นหน้าจอโค้ง ทั้งนี้หน้าจอของทั้ง 3 โมเดลนั้นไม่รองรับการสัมผัส หน่วยประมวลผลจะมีให้เลือกโดยจะเป็นหน่วยประมวลผลของทาง Intel ในสถาปัตยกรรม Skylake หน่วยความจำ(RAM) จะมีตัวเลือกแบบธรรมดาและ Intel Optane memory กล้อง Webcam มาำร้อมกับความระเอียดในระดับ FHD ระบบเสียงใช้ของ Bang & Olufsen มาพร้อมกับระบบปฎิบัติการ Windows 10 Pro มาพร้อมกับซอฟต์แวร์ทางด้านธุรกิจของทาง HP อย่าง HP Sure Click, HP Sure Start Gen3 และ HP Manageability Integration Kit ผู้ใช้สามารถเลือกติดตั้งซอฟต์แวร์ HP PhoneWise สำหรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อที่จะใช้งานการโทรเข้าและออกหรือโต้ตอบข้อความผ่านหน้าจอตัวเครื่องได้(โดยตัวสมาร์ทโฟนนั้นต้องรองรับกับการทำงานนี้ด้วยโดยสามารถดูได้จากที่สมาร์ทโฟนสามารถติดตั้งแอปพลิเคชันที่ใช้ร่วมกันได้หรือไม่) HP EliteOne 1000 AiO G1 จะพร้อมวางจำหน่ายในเดือนกันยายนนี้ สนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $1,259 หรือประมาณ 43,440 บาทครับ ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://notebookspec.com
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ด้วยความตาไวของผู้ใช้งาน Reddit นามแผง Liskni_si นั้นพบว่ามีรูปของโน๊ตบุ๊ค Retro Thinkpad โผล่บนเว็บไซต์ของ Lenovo ที่เผยให้เห็นตัวเครื่องที่มาพร้อมกับเคสแบบเดียวกับตัวเครื่องรุ่น T470 ที่เคยได้คะแนนสูงถึง 91% ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องรุ่น Limited Edition สำหรับการฉลองครบรอบ 25 ปีสำหรับ Thinkpad แต่ทว่าหลังจากที่มีรูปหลุดออกมานั้นก็เป็นไปตามคาดครับว่าทาง Lenovo ก็ลบรูปไปอย่างรวดเร็วครับ จากภาพนั้นจะเห็นได้ครับว่านนอกจากตัวเครื่องที่จะมาพร้อมกับเคสของรุ่น T470 แล้วนั้น ในส่วนของคีย์บอร์ดนั้นจะมาพร้อมกับคีย์บอร์ดสไตล์ 7 แถว แบบเดียวกับของ IBM เดิมที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้ IBM รุ่นเก่าหลายๆ คน ซึ่ง Retro Thinkpad นั้นหากย้อนกลับไปในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานั้นทาง Lenovo เคยยืนยันมาแล้วครั้งหนึ่งครับว่าจะมีการทำเครื่องรุ่น Retro ออกมาครับ จากรูปที่หลุดออกมาพร้อมข้อมูลข่าวลือนั้ัน Retro Thinkpad น่่าจะมาพร้อมกับสเปคบางส่วนต่อไปนี้ครับ ตัวเครื่องมาพร้อมกับโลโก้ ThinkPad แบบหลากสีสัน ปุ่ม Enter เป็นสีน้ำเงินตามรูปแบบเก่าๆ ของ ThinkPad หน้าจอขนาด 14 นิ้วซึ่งสามารถพับให้แบน 180 องศาได้โดยคาดว่าน่าจะมาพร้อมกับความละเอียดที่ระดับ 1080p มาพร้อมกับระบบสแกนลายนิ้วมือ Webcam มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ที่มาพร้อมกับความสามารถในการใช้งาน Windows Hello ได้หรืออาจจะใช้เป็น ‘Think Light’ ที่ตัวเครื่องจะมีการระบุเอาไว้ว่าเป็น “Anniversary Edition” ทั้งนี้คาดว่า Retro Thinkpad น่าจะทำการเปิดตัวในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้เนื่องจากว่าในยุคที่ยัังเป็น IBM นั้นได้มีการเปิดตัว ThinkPad ช่วงเดือนตุลาคมของปี 1992 โดยสเปคภายในนั้นคาดว่า Retro Thinkpad น่าจะมาพร้อมกับหน่วยประมวลผลของทาง Intel สถาปัตยกรรม Coffee Lake ครับ ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://notebookspec.com
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
5 สิ่งที่ควรรู้ และต้องทำ ก่อนที่จะอัปเดท iOS 11 เวอร์ชั่นล่าสุด ได้เวลาที่สาวก iOS ตัวจริงคงจะตั้งตารอคอยการมาของ iOS11 อยู่แน่นอนเพราะมันจะมาในวันที่ 19 กันยายน แต่ถ้าเทียบเป็นเวลาประเทศไทยจะตรงกับวันที่ 20 กันยายน ระหว่างรอนั้น ก็มี 5 ข้อที่ต้องรู้และควรทำก่อนอัปเดตทระบบปฏิบัติการใหม่นี้บ้าง ชาร์จแบตเตอรี่ต้องพร้อมอัปเดท เนื่องจาการอัปเดทระบบปฏิบัติการมือถือควรจะมีปริมาณแบตเตอรี่เกิน 50% ขึ้นไป เพื่อให้เครื่องไม่ดับระหว่างการอัปเดท แต่ถ้ามีการอัปเดทจริง ๆ ถ้าชาร์จแบตฯให้เต็มได้จะดีกว่า การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตต้องพร้อม ปกติการ Update ระบบปฏิบัติการ โดยเฉพาะ iOS นั้นจะต้องเชื่อมต่อกับ WiFi เพื่อความเสถียร แต่ว่าถ้าบางคนไม่สะดวก สามารถใช้มือถือเครื่องอื่นกระจายแล้วโหลดได้เช่นกัน แต่ก็จะเสียจำนวน Data นะครับ จัดการข้อมูลที่เกินความจำเป็น   ความจำของเครื่องเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ระบบปฏิบัติการ Update ไม่ได้หากมีพื้นที่น้อยเกินไป ควรจะจัดการให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้น เช่นย้ายรูปไปเก็บบน Cloud ลบ Apps ที่ไม่ได้ใช้ หรือจะเป็นการลบข้อความออกก็ช่วยได้เช่นกันครับ ไม่ควรเล่น/ใช้งานเครื่องระหว่างโหลด เพราะระหว่างการเล่นเกมอยู่นั้นจะทำให้พลังงานของเครื่องลดลงและเกิดการใช้งานพื้นที่จนทำให้การ Download หยุดไป ซึ่งอาจจะส่งผลเสียทำให้การอัปเดทระบบปฏิบัติการ ไม่สมบูรณ์ รีสตาร์ทเครื่องก่อนโหลด เนื่องจากเครื่องของคุณอาจจะมีการเปิด Application ค้างไว้อยู่หลายตัวก็อาจจะหน่วงเครื่องทำให้การอัปเดทนั้นทำได้ไม่รวดเร็วพอ การที่ Restart เครื่องนั้นถือว่าเป็นอีกสิ่งที่น่าสนใจและควรทำอย่างยิ่งเลยล่ะครับ วิธีการนั้นทำได้ง่าย ๆ แค่กดปุ่ม Power แล้วสไลด์ปิด จากนั้นกดเปิดเครื่องใหม่ 5 ข้อนี้หากปฏิบัติตามแล้วจะทำให้การ Update ระบบปฏิบัติการบนมือถือราบรื่นไม่ติดขัด แถมลดปัญหาเรื่องความจำเต็มไม่สามารถโหลดข้อมูลได้อีกด้วย แต่คำแนะนำจริง ๆ แล้ว สำหรับ iOS11 ถ้าไม่รีบร้อนก็ค่อย ๆ อัปเดทไปจะดีกว่านะครับ เพราะวันแรกคนจะโหลดเยอะนิดนึง ขอขอบคุณแหล่งที่มา : http://hitech.sanook.com
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
           AMD ค่ายนี้มีโปรดักส์ประเภท APU ที่โด่งดังมานานแล้ว เป็นขวัญใจ Gamer งบน้อยเลยก็ว่าได้ ด้วยประสิทธิภาพที่ถือว่าพอเล่นเกมส์ได้ในงบประมาณที่ไม่ต้องซื้อการ์ดจอแยกมาใส่ .. ถ้าใครไม่เห็นภาพก็ให้นึกถึง CPU หรือว่า Central Processing Unit ที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยประมวลผลหลัก , และ GPU หรือว่า Graphic Processing Unit ที่จะทำหน้าที่ Render ภาพและงานกราฟฟิคต่างๆ .. ทั้งสองอย่างนี้มารวมกันอยู่ในชิพเดียวที่ AMD เรียกว่า Accelerated Processing Unit วางอยู่ใน Socket เดียวกับ CPU ชิพประมวลผลที่ทำงานแบบเดียวกันก็คือมี CPU และ GPU ในชิพเดียว จริงๆแล้วก็ไม้ได้มีแค่ค่าย AMD อย่างเดียวครับ เพราะว่าคู่แข่งนั้นก็มีชิพกราฟฟิคบน CPU มาให้เช่นเดียวกัน และมักจะเป็นมาตรฐานใหม่ของคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่กันแล้ว (ที่เราเรียกกันว่าออนบอร์ดนั่นแหละ แต่ที่จริงมันย้ายมาอยู่บน CPU) AMD เพียงแค่ทำตลาดตรงนี้ได้ดี เพราะว่าประสิทธิภาพของชิพกราฟฟิคที่สูง และในบางกรณ๊ที่สามารถทำการ Crossfire กับ GPU แยกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้อีกด้วย  ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือนทาง AMD ก็ได้เปิดตัว CPU Ryzen ที่เข้ามาเขย่าวงการไอที ด้วยราคาต่อประสิทธิภาพที่ถือว่าคุ้มค่ามาก จนได้ส่วนแบ่งทางการตลาดมาจากคู่แข่งเยอะพอสมควร แต่โปรดักส์ในตระกูลของ APU หรือพวก A-Series ทั้งหลายนั้นยังไม่ได้รับการอัพเกรดมาเป็นสถาปัตยกรรมใหม่ และยังคงใช้เทคโนโลยีเก่าอยู่ .. AMD เองที่เอาดีด้านนี้อยู่แล้ว ก็เตรียมลงมาเล่นในตลาดนี้ด้วยโปรดักส์ยุคใหม่อีกครั้ง .. จากที่ก่อนหน้านี้เขามาเขย่าตลาด Desktop ด้วย Ryzen และ Threadripper ตอนนี้ก็กำลังจะมาเขย่าตลาดโน๊ตบุ๊คด้วย Mobile APU ที่บริษัทได้ทำการพูดถึงมาบ้างแล้ว Ryzen Mobile APUs นี้ก็จะเป็น APU รุ่นแรกจากโปรดักส์ตระกูล Zen ที่จะเอามาใช้ GPU จากสถาปัตยกรรม Vega ซึ่งก็จะเอาข้อดีทั้งเรื่องประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงานมาใช้ร่วมกัน .. ทางด้านประสิทธิภาพนั้น AMD ก็เคลมไว้ว่า สูงกว่ารุ่นก่อนหน้า 50% ในส่วนของ CPU และ 40% ในส่วนของ GPU ... กับการบริโภคพลังงานที่ไม่ถึง 50% ของตัวก่อนหน้า ... เห็นแบบนี้แล้ว ถือว่าน่าประทับใจเลยครับ ! แต่นั่นก็เป็นการพูดถึงของ AMD เฉยๆ มาดูสิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นจะดีกว่า .. ที่เรากำลังว่ากันอยู่นี่ก็คือผลหลุด Benchmark ด้วยโปรแกรม Geekbench เจ้าเก่า ที่ไม่ว่าจะมีรายละเอียดหรือประสิทธิภาพ CPU อะไรหลุดออกมามันก็มักจะหลุดออกมาผ่านโปรแกรมนี้ ด้วยความที่แค่มีการเทสท์และต่ออินเตอร์เน็ต มันก็จะโผล่เข้าไปอยู่ใน Database ของ Geekbench เลย (ไม่รู้จะตั้งใจหลุดหรือเปล่า)  คราวนี้เราก็เห็น APU Ryzen 5 2500U ที่ใช้ชื่อ Codename ว่า Raven Ridge มากับรายละเอียดคราวๆ และผล Benchmark .. อย่างแรกเลยก็คือคะแนน Multi-Core ที่ทำได้ 9723 คะแนน เมื่อเทียบกับ 5115 คะแนนของ AMD A12-9800B หรือพูดง่ายๆว่ามันเกือบเท่าตัว / และ Single Core ที่ 3625 คะแนน เทียบกับรุ่นก่อนหน้า (A12-9800B) ที่ 2315 คะแนน .. ถือว่าน่าประทับใจมากครับ กับพัฒนาการของ APU ทำให้เราได้เห็นว่าอนาคตของโน๊ตบุ๊คและ Mobile Platform ทั้งหลายนั้นดูดีเลย และถ้าไม่ได้เล่นเกมส์หนักๆมากจริงๆ การ์ดจอแยกอาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไป AMD เองก็มีแผนที่จะเปิดตัว Raven-Ridge APU นี้ประมาณช่วงปลายปี .. ถึงเวลานั้นเรามาลองดู Benchmark และการเทสท์เกมส์กันจริงๆดีกว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุปอะไรไปจากผลคะแนน Benchmark ที่หลุดออกมาครับ ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ในวันศุกร์ที่ผ่านมาได้เปิดตัว Set Gaming ใหม่ของทาง Logitech โดยจะมุ่งเน้นในเรื่องอุปกรณ์ไร้สายเพื่อเตรียมเข้าสู่ยุค Gamer ยุคใหม่อย่างเต็มตัวโดยงานนี้จัดกันเล็กๆแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น โดยจัดกันที่ ห้องประชุม Zen ที่ Central World โดยภายในงานก็มีเหล่าสื่อมวลชนมากันอย่างมากมายและนักกีฬา eSport จากทีม ascension จากเกม LoL โดยภายในงานนั้นได้ คุณคริสโตเฟอร์ เพท ผู้จัดการอาวุโสผลิตภัณฑ์เกม บริษัท โลจิเทค มาเป็นผู้บรรยายเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ของทาง Logitech ด้วยตนเองโดย Gaming Gear ที่ถูกนำมาพูดถึงในวันนี้นั้นก็คือ Gaming Mouse Logitech G603 และ Gaming Keyboard Logitech G613 โดยจุดเด่นของทั้งสองตัวนี้นั้นก็คือเทคโนโลยีใหม่ของทาง Logitech ที่เรียกว่า LightSpeed  โดยเทคโนโลยีนี้คิดค้นมาเพื่อการป้องกันสัญญานรบกวนเวลาที่เราใช้อุปกรณ์ Wireless นั้นเอง โดยทาง Logitech ได้ชูโรงไว้ว่า 2 ตัวนี้เมื่อนำมาใช้งานคู่กันก็จะกลายเป็นสุดยอด Desktop แห่งอนาคต นอกจากนั้นยังมีการเปิดตัวเทคโนโลยี PowerPlay ซึ่งตรงนี้เราอาจจะเคยได้ยินข่าวกันมาบ้างแล้วโดยจุดเด่นๆของเทคโนโลยีนี้นั้นก็คือเราสามารถใช้งานไปด้วยพร้อมกับชาร์ตพลังงานไปได้ด้วย แถมเวลาที่อุปกรณ์ของเราพลังงานใกล้หมดก็จะไม่มีอาหารหน่วงหรือลดประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจมากกๆ และที่ใหม่ล่าสุดในงานนี้ที่เพิ่งนำมาเปิดตัวก็คือเทคโนโลยี Hero Sensor หรือ High Efficiency Rated Optical sensor เพื่อนำเสนอประสิทธิภาพแห่งอนาคตโดยการสร้างสรรค์เซ็นเซอร์แสงที่ดีที่สุดซึ่งออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมแบบไร้สาย เซ็นเซอร์แสง ”ฮีโร่” ให้ความถูกต้องแม่นยำที่ระดับ 12,000 DPI โดยไม่ต้องตั้งค่าความเร็วหรือความลื่นไหลของเมาส์แต่อย่างใด ทั้งยังประหยัดพลังงานได้ถึง 10 เท่า เมื่อเทียบกับเซ็นเซอร์รุ่นก่อนหน้านี้ โดยนอกจากนั้นเทคโนโลยีคีย์บอร์ดตัวใหม่ก็ไม่ธรรมดา เพราะว่า G613 โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีไร้สายความเร็วสูงแบบไลท์สปีดที่แสดงอัตราการรายงานผลแบบเร็วสุด ๆ เพียง 1 ms และบลูทูธสำหรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้อย่างหลากหลาย รวมถึงอายุการใช้งานที่ยาวนานถึง 18 เดือน โดยใช้แบตเตอรี่ขนาด AA เพียงสองก้อน คีย์บอร์ดโลจิเทค จี ยังประกอบด้วย ปุ่ม จี-คีย์ (G-keys) ที่ตั้งโปรแกรมการทำงานได้ถึง 6 แบบ โดยลำดับการตั้งค่ามาโครได้ตามต้องการ สำหรับใครที่สนใจละก็ราคาก็น่ารักเลยทีเดียว  โดยจะ พร้อมวางจำหน่ายโดยตัวแทนขายทั่วโลกในเดือนสิงหาคม 2560 G603 ที่ราคา 2,699 บาท และ G613 ที่ราคา 3,699 บาท ขอขอบคุณแหล่งที่มา :  https://notebookspec.com
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
AMD Ryzen Threadripper เริ่มวางจำหน่ายแล้ว ล่าสุดก็โดนจับผ่าดูใส้ในเป็นที่เรียบร้อย และพบว่าแท้จริงแล้ว Ryzen Threadripper นั้นมีด้วยกันทั้งหมด 32 คอร์ แต่เปิดให้ใช้เพียง 16 คอร์เท่านั้น ก่อนหน้านี้เคยคิดกันว่า 2 Die ที่เห็นนั้นเป็นของปลอม มีไว้เพื่อระบายความร้อนเท่านั้น แต่ der8auer ได้ทำการผ่าออกมาดู และพบว่าแท้จริงแล้วทั้งหมดนั้นเป็นซีพียู เนื่องจากสถาปัตยกรรมของ Threadripper นั้นมาจากแพลตฟอร์ม EPYC (ซึ่งมี 32 คอร์เช่นกัน) ทำให้มีทั้งหมด 4 Die แต่ชิปข้างในเป็น Ryzen 1800 8 Core ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าแท้จริงแล้ว Threadripper นี้เป็นกลุ่มซีพียูที่มีข้อผิดพลาดในการผลิตหรือเปล่า จึงนำมาใส่ให้ครบแล้วปิดการใช้งานเอาไว้ ทาง AMD ได้ตอบคำถามนี้ว่าที่ใส่ 4 ตัวก็เพื่อเป็นโครงสร้างภายในชิปเท่านั้น ที่ใช้งานจริงยังคงเป็น 2 ตัว (ตัวละ 8 คอร์) อย่างที่ประกาศขายเอาไว้ว่า Threadripper จะมี 16 คอร์ เป็นไปได้ว่า AMD ตัดสินใจเลือกใช้ซีพียูที่ผลิตแล้วมีปัญหาเป็นตัวดัมมี่ (เพื่อให้ได้เรื่องโครงสร้างชิปตามที่กล่าวอ้าง) แต่เรื่องนี้คงไม่มีใครรู้จริงๆ นอกจาก AMD งานนี้คงไม่สามารถแฟลชไบออสหรือเล่นท่ายากเพื่อปลดล็อก 16 คอร์ที่เหลือได้ เพราะว่าเป็นชิปที่เสีย น่าเสียดายเหมือนกันนะเนี่ย ขอขอบคุณแหล่งที่มา :  https://www.overclockzone.com
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2560 บริษัทด้านความมั่นคงปลอดภัย Armis ได้รายงานช่องโหว่ชื่อ BlueBorne ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดที่ส่งผลให้ผู้ประสงค์ร้ายสามารถขโมยข้อมูลหรือติดตั้งมัลแวร์ลงในอุปกรณ์ใดๆ ที่เปิดใช้งาน Bluetooth แล้วอยู่ในรัศมีใกล้เคียงกันได้ (ประมาณ 10 เมตร) โดยที่ตัวอุปกรณ์ไม่จำเป็นต้องจับคู่ (Pair) กับอุปกรณ์ที่ใช้โจมตี รวมถึงไม่จำเป็นต้องเปิดโหมดค้นหาอุปกรณ์ (Discovery mode) แต่อย่างใด [1] ช่องโหว่ดังกล่าวมีผลกระทบกับอุปกรณ์จำนวนมากที่มีการใช้งาน Bluetooth เช่น สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ Internet of Things ซึ่งปัจจุบันทางผู้ผลิตและผู้ที่เกี่ยวข้องกำลังพัฒนาและเผยแพร่อัปเดตเพื่อแก้ไขปัญหา ผลกระทบ อุปกรณ์ที่เปิดใช้งาน Bluetooth แล้วอยู่ในรัศมีการรับส่งสัญญาณของอุปกรณ์ที่ใช้โจมตี มีโอกาสที่จะถูกขโมยข้อมูลหรือถูกติดตั้งมัลแวร์ลงในเครื่องได้ ณ วันที่เผยแพร่บทความ ยังไม่พบการเผยแพร่โค้ดตัวอย่างสาธิตการโจมตีสู่สาธารณะ รวมถึงยังไม่พบการนำช่องโหว่นี้มาใช้โจมตีโดยทั่วไป อย่างไรก็ตามผู้ใช้ที่เปิดใช้งาน Bluetooth มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกโจมตี ควรอัปเดตระบบปฏิบัติการเพื่อป้องกัน ระบบที่ได้รับผลกระทบ ระบบปฏิบัติการ iOS เวอร์ชัน 9.3.5 หรือต่ำกว่า ระบบปฏิบัติการ Android ที่ยังไม่ได้ติดตั้งแพตช์ประจำเดือนกันยายน 2560 ระบบปฏิบัติการ Windows ที่ยังไม่ได้ติดตั้งแพตช์ประจำเดือนกันยายน 2560 ระบบปฏิบัติการ Linux ที่ยังไม่ได้ติดตั้งแพตช์หลังจากวันที่ 12 กันยายน 2560 ระบบปฏิบัติการ macOS เวอร์ชัน 10.11 หรือต่ำกว่า ข้อแนะนำในการป้องกัน หากไม่ได้มีความจำเป็น ควรปิดการใช้งาน Bluetooth ในอุปกรณ์ทุกชนิด จากนั้นตรวจสอบสถานะการอัปเดตแพตช์ โดยควรติดตั้งอัปเดตให้เรียบร้อยก่อนเปิดใช้งาน Bluetooth อีกครั้ง สถานะการอัปเดตแพตช์สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้งานระบบปฏิบัติการต่างๆ (ณ วันที่เผยแพร่บทความ) มีดังนี้ iOS: เนื่องจาก iOS เวอร์ชัน 10 ไม่ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่นี้ ผู้ใช้ควรอัปเดตระบบปฏิบัติการเป็นเวอร์ชัน 10 หรือใหม่กว่า Android: ทาง Google ได้เผยแพร่อัปเดตแก้ไขช่องโหว่ในแพตช์ประจำเดือนกันยายน 2560 (September 2017) อุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ เริ่มได้รับการอัปเดตแล้ว [3]อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ใช้อุปกรณ์รุ่นเก่าที่สิ้นสุดการสนับสนุนด้านความมั่นคงปลอดภัยแล้ว ควรพิจารณาความเสี่ยงหากเปิดใช้งาน Bluetooth Windows: Microsoft ได้เผยแพร่แพตช์แก้ไขช่องโหว่เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2560 ผู้ใช้ควรอัปเดตให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด [4] Linux: ผู้พัฒนาหลายรายเริ่มทยอยเผยแพร่แพตช์แก้ไขช่องโหว่ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2560 ผู้ใช้สามารถตรวจสอบข้อมูลการอัปเดตจาก Distributor ที่ใช้งาน และควรอัปเดตให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด macOS: ยังไม่มีข้อมูลยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ทาง Apple แจ้งว่าระบบปฏิบัติการเวอร์ชันล่าสุดไม่ได้รับผลกระทบ (ปัจจุบันเป็นเวอร์ชัน 10.12) ผู้ใช้ควรอัปเดตให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.thaicert.or.th
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
              ปีนี้ก็เป็นปีที่สำคัญสำหรับค่ายมือถือผลไม้อย่าง Apple เพราะว่ามันเป็นการครบรอบ 10 ปีตั้งแต่ได้เปิดตัว iPhone รุ่นแรก .. และแน่นอนว่าโอกาสใหญ่ๆแบบนี้ทางบริษัทก็ต้องมีอะไรที่น่าสนใจมานำเสนออยู่แล้ว.. ซึ่งวันนี้เองทาง Apple ก็ได้เปิดตัวโปรดักส์เรือธงในหมวดหมู่ Smartphone ของปี 2017 ด้วย (เปิดกี่ทีมันก็เรือธงทุกทีแหละ) แต่คราวนี้มีหลากหลายรุ่นให้เลือกเลยตั้งแต่ iPhone 8, iPhone 8 Plus และที่น่าสนใจที่สุดก็คือ iPhone X หรือว่าที่ทาง Apple เรียกว่า iPhone 10 (ตัว X น่าจะเป็นเลขโรมัน) ก่อนอื่นมาว่ากันที่ iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ก่อนเลย .. ตอนเปิดตัวมาเมื่อสาวกทั้งหลายเห็นก็ต้องยอมรับว่ามันดูกร่อยซักหน่อย เพราะว่าดูแว้บแรกแล้วหน้าตามันไม่ได้แตกต่างกับ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus มากเลย ผิดกับข่าวลือ ข่าวหลุดที่ออกมาก่อนหน้านี้ / โดย 8 และ 8 Plus ก็ถือเป็นรุ่นที่อัพเกรดขึ้นมาจาก 7 , 7 Plus หลักๆแล้วก็เรื่องด้านสเป็คและฟีเจอร์นิดๆหน่อยๆ .. วัสดุก็ได้มีการเปลี่ยนมาใช้เป็นกระจกทั้งด้านหน้าและหลัง ล้อมรอบด้วยโครงแบบ Aerospace-Grade Aluminum กระจกที่เอามาใช้นั้น Apple ก็ได้เคลมว่าเป็นกระจกที่ทนทานที่สุดในบรรดา Smartphone ทุกรุ่น / ขนาดของจอก็จะอยู่ทืี่ 4.7" สำหรับ iPhone 8 และ 5.5" สำหรับ iPhone 8 Plus เท่ากับรุ่นก่อนหน้านี้ทุกประการ .. แต่คราวนี้จะมากับเทคโนโลยีจอใหม่อย่าง Retina HD Display ชิพประมวลผลก็จะมีการอัพเกรดขึ้นมาเป็นรุ่นใหม่ A11 Bionic ที่ทำงานบนพื้นฐาน 64-bit มี 6-Core โดยจะแบ่งเป็น Core ประหยัดพลังงานสอง Core และ Core ประสิทธิภาพสูงอีกสี่ Core ทางด้าน GPU ก็จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า Apple A10 อีก 30% / สำหรับกล้องนั้น iPhone 8 ก็จะมากับกล้อง 12 ล้านพิกเซล มี Color Filter และระบบกันสั่น OIS , ส่วน iPhone 8 Plus นั้นมากับ กล้องคู่ 12 ล้านพิกเซล f/1.8 และ f/2.4 .. นอกจากนั้นก็จะมีการเปิดตัวฟีเจอร์ Portrait Lightning ที่ปรับแสงและเอฟเฟ็กต์ของหน้าผู้ใช้งานได้แม้กระทั่งก่อนถ่ายภาพ .. สุดท้ายก็คือโหมดถ่าย Slow Motion ที่ 240fps ในความละเอียด 1080 ฟีเจอร์อื่นๆก็จะมีอีก ไม่ว่าจะเป็น LTE Advanced , Bluetooth , ลำโพงที่ดังกว่ารุ่นที่แล้ว 25% , Wireless Charge มาตรฐาน Qi ที่หลายๆแบรนด์ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน / ใครที่อยากได้ iPhone 8 / 8 Plus นั้นก็จะเปิดให้ Pre-Order วันที่ 15 นี้ และจะวางขายจริงหรือพร้อมส่งวันที่ 22 โดยมีตัวเลือกให้สามสี Silver, Space Gray และ Gold ความจุจะมีอยู่ที่ 64GB และ 256GB ไม่มีรุ่น 32GB อีกต่อไป .. ราคาก็จะเริ่มที่ $699 สำหรับ iPhone 8 และ $799 สำหรับ iPhone 8 Plus ซึ่งก็๋ถือว่าไม่เลวเลย (ต้องรอดูในไทยจะขายจริงเท่าไหร่) อีกรุ่นที่น่าสนใจกว่านั่นก็คือ iPhone X หรือว่ารุ่นครบรอบสิบปีนั่นเอง ! - หลังจากที่ iPhone 8 เปิดตัวมาอาจทำให้สาวกตกใจว่าปีนี้จะมีแค่นี้จริงเหรอ ก็มี iPhone X นี่แหละครับ ทีเปิดตัวมาพร้อมดีไซน์ใหม่ทั้งหมด เป็นโทรศัพท์ที่น่าประทับใจที่สุดของแบรนด์ Apple และแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์เช่นกัน ! มันก็มากับจอขนาด 5.8" แบบ edge-to-edge กรอบบาง OLED Super Retina ที่มีความละเอียด 2438*1125 ความละเอียด Pixel ที่ 458ppi และยังรองรับ HDR และ Dolby Vision อีกด้วย อีกอย่างที่เห็นชัดเลยก็คือปุ่ม Home ตรงกลางแถบล่างที่เป็นเอกลักษณ์ของ Apple นั้นหายไป ซึ่งตรงนี้แหละครับเป็นจุดน่าสนใจ เพราะปุ่ม Home มันไม่ได้ทำหน้าที่เป็นปุ่มอย่างเดียว แต่ว่ามันยังเป็นพื้นที่สำหรับ Touch ID หรือเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้วย ! .. ในเมื่อทั้งหมดนี้หายไป Apple ก็ต้องมากับวิธีการใช้งานใหม่ ด้วยการใช้ Gesture แทน คราวนี้จะกดปุ่ม Home ก็เปลี่ยนเป็นการลากจอ (Swipe) จากล่างสุดขึ้นบนแทน หรือว่าจะไป Multi-Task ก็ลากขึ้นแล้วค้างนิ้วไว้ หรือว่าจะสลับ App ด้วยการลากด้านล่างของจอก็ได้ .. ส่วน Control Center ที่เคยอยู่ด้านล่างนั้นก็จะย้ายไปอยู่ด้านบนแทนครับ คราวนี้ก็จะเหมือน Quick Setting ของแอนดรอยเลย ระบบรักษาความปลอดภััยแบบ Biometric นั้นก็ได้ถอด Touch ID หรือระบบสแกนลายนิ้วมือออกไปและแทนที่ด้วย Face ID ที่เป็นชื่อของระบบ Facial Recognition จาก Apple โดยจะใช้ประโยชน์จากกล้องหน้าแบบ True-Depth วัดระยะความลึกได้ .. ตรงนี้เองที่ทาง Apple โปรโมทว่ามีความปลอดภัยมากกว่าการสแกนลายนิ้วมือมาก และนอกจากปลดล๊อคแล้วจะยังใช้งานกับ Third-Party App หรือ Apple Pay ได้ด้วย พูดกันถึงกล้องบ้าง .. iPhone X จะมากัับกล้อง 12MP คู่ มี Color Filter ใหม่ และ LED Two-Tone Flash 4 ดวง ระบบกันสั่น OIS ทั้งสองเลนส์เหมือนกับ Samsung Galaxy Note 8 ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ .. สำหรับความกว้างของรูรับแสงก็จะอยู่ที่ f/1.8 สำหรับเลนส์ Wide-Angle หลัก และ f/2.4 สำหรับเลนส์ซูม Telephoto .. ฟีเจอร์ Portrait Lightning ก็จะยังมีมาเหมือนกับรุ่น 8/8Plus  ตัวบอดี้นั้นกจะเป็นกระจกทั้งหน้าและหลัง ทำให้รองรับ Wireless Charge มาตรฐาน Qi ด้วยเช่นกัน และทาง Apple ก็ได้เปิดตัว Charging Dock ที่เรียกว่า Air Power สามารถชาร์จ iPhone X , Apple Watch 3 และ AirPods ได้ในเวลาเดียวกัน (เปิดตัวปีหน้า) / ทางด้าน iPhone X นั้นก็จะเปิดให้ Pre-Order ในวันที่ 27 ตุลาคม และวางขายหรือจัดส่งจริง 3 พฤษจิกายน .. มีสีให้เลือกสองสี Space Gray และ Silver ความจุสองขนาด 64GB และ 256GB ด้วยราคาเริ่มต้นที่ $999 (ทะลุสามหมื่นบาทไปแล้ว)  ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
AMD Threadripper ชิปประมวลผลขนาดยักษ์ที่ออกมาเพื่อสู้กับ Intel ในตลาดประสิทธิภาพสูงทำผลงานได้ดี แม้ยอดขายอาจจะยังไม่แซงหน้า Intel แต่ก็มีแนวโน้มที่ดีกว่าผลงานในอดีตที่เงียบเหงามาก แต่บอกไปใครจะเชื่อ ว่าจุดเริ่มต้นของชิปประมวลผลทรงประสิทธิภาพนี้มาจากเวลาว่างของวิศวกร AMD โดยในบทสัมภาษณ์ของ Sarah Youngbauer (ผู้บริหารฝ่ายสื่อสารองค์กร) และ James Prior (ผู้จัดการผลิตภัณฑ์อาวุโส) เผยให้ทาง Forbes ฟังว่าแท้จริงแล้วชิปนี้ไม่ใช่โปรเจคต์สายหลัก แต่มาจากเวลาว่างของพนักงานล้วนๆ Sarah Youngbauer ให้สัมภาษณ์ว่าการพัฒนา Ryzen นั้นไม่ใช่เรื่องโร้ดแมปยาวนาน หรือแผนต่อเนื่อง หรือเรื่องการทุ่มเงินเพื่อพัฒนาชิป แต่เป็นความรู้สึกของพนักงานวิศวกรจำนวนหนึ่งที่รวมตัวกันเพื่อออกแบบชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูงนี้ โดยใช้เวลาว่างจากการทำงานมาร่วมกันพัฒนาเกือบปี โดยไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทีมบริหารจะไฟเขียวอนุญาตให้โปรเจคต์นี้เกิดขึ้นจริง แต่ก็เป็นเรื่องที่ถูกฟันฝ่ามาด้วยกันจนกระทั่งกลายเป็น Ryzen Threadripper แผนพัฒนาชิปประมวลผล 16 คอร์นั้นไม่เคยอยู่ในแผนสร้าง Ryzen เลย แต่วิศวกรของ AMD หลังจากเห็น Ryzen แล้วก็คิดว่าน่าจะทำให้มันไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก กับการพัฒนาชิปประมวลผลที่ใครเห็นก็ต้องร้องว้าว และคิดจะซื้อไปใช้งาน หลังจากนำโปรเจคต์นี้ไปนำเสนอให้กับ Jim Anderson ผู้เป็นรองประธานอาวุโสของแผนก Computing และ Graphic ก็ได้รับอนุมัติไฟเขียวให้ลุยต่อเพื่อผลิตจริง ส่วน James Prior นั้นให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่าเขาและพวกๆ ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนานั้นจริงๆ แล้วแทบไม่ได้ร่วมงานหลักเท่าไหร่นัก มีร่วมงานกันเป็นโปรเจคต์สั้นๆ บ้าง เนื่องจากทีมหน้าที่แตกต่างกัน แต่ก็มีรวมตัวกันได้ในการพัฒนา Threadripper ซึ่งเอามาอุดช่องโหว่ระหว่าง Ryzen และ EPYC เมื่อคิดว่าจะสร้างชิปที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองรุ่น ก็รวมตัวกันเพื่อพัฒนา ทีมก็มีตั้งแต่ Platform Architects, วิศวกร Core Design ชิป, แผนกการตลาด ทีมมาร์เก็ทติ้ง เพื่อรวมกันพัฒนาแผนเบ็ดเสร็จแล้วนำเสนอให้กับ Jim Anderson ทีเดียว ซึ่งเขาชอบมาก การนำเสนอครั้งนั้นทำให้ Jim Anderson ช็อคไปเลย มีบทสัมภาษณ์เขาสั้นๆ เช่นกัน โดยเขาบอกว่าเข้ามาในวงการนี้ในฐานะ CPU Architect และชอบงานประเภทนี้อยู่แล้ว ตอนที่เริ่มทำ Threadripper ก็รู้สึกว่ามันเจ๋งมาก และเราทำเพราะว่าเราทำได้ และทำให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะสร้างขึ้นมา ทุกอย่างต้องยิ่งใหญ่ ชื่อก็ต้องใหญ่อลังการงานสร้าง ทีมเบื้องหลังถือว่าไม่ธรรมดา เพราะมีทรัพยกรและทีมไม่มากนัก แต่ยังสร้างชิปประมวลผลจำนวน 16 คอร์ออกมาได้ ทำให้ในตอนหลังได้หยิบยืมเทคโนโลยีและทรัพยากรของ Zen มาร่วมในชิปดังกล่าวด้วย ทำให้เกิดเป็นชิปประสิทธิภาพสูงในที่สุด ถือเป็นเรื่องราวเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา และมาจากผู้ผลิตอย่าง AMD ที่ระยะหลังเงียบเหงาไป ทำให้แฟนคลับและสาวกชื่นชอบหนักขึ้นไปอีก ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
                ก็ถือเป็นความสำเร็จอีกหนึ่งอย่างสำหรับแบรนด์จากประเทศจีนอย่าง Huawei ที่ได้มาเล่นตลาด Smartphone อย่างจริงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะว่าได้แซงแบรนด์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Apple ขึ้นมาเป็นอันดับที่สองในวงการ Smartphone เรียบร้อยแล้ว .. แต่อย่างน้อยก็ได้เวลานี้ไปช่วงนึงแหละครับ เพราะว่าจากที่ iPhone 8 กำลังจะเปิดตัวและวางขายประมาณช่วงเดือนหน้า อาจจะทำให้ช่วงเวลาความดีใจของ Huawei นั้นอยู่ไม่ยั่งยืนเท่าไหร่ก็ได้ ผลวิจัยนั้นก็ให้ข้อมูลมาตามแนวดังกล่าวเลยครับ ว่าตำแหน่งที่สองของ Huawei นั้นอาจจะอยู่ไม่นานหลังจากที่ Apple นั้นเปิดตัว iPhone รุ่นถัดไป .. เพราะจากประวัติการขายของ Apple iPhone นั้นทางแบรนด์มักจะทำได้ดีในช่วงเปิดตัวใหม่ของไลน์โปรดักส์ และค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆจนถึงปลายรุ่นหรือครบรอบหนึ่งปีของการเปิดตัว iPhone รุ่นนั้นๆ ซึ่งเหตุผลน่าจะเป็นเพราะว่าผู้บริโภคนั้นกำลังรอรุ่นใหม่อยู่ ทำให้ไม่กล้าซื้อรุ่นเก่าที่กำลังจะตกรุ่นก็เป็นได้ (อันนี้แอดมินเดาเอานะ) .. และไม่ว่า Apple จะเปิดตัว iPhone มาแบบไหน ก็ต้องมีแรงซื้อจากสาวกมาถล่มช่วงเปิดจองกันเป็นเรื่องปกติ / ตรงนี้แหละครับ น่าจะเป็นไปได้ง่ายที่ Huawei นั้นจะเสียตำแหน่งที่สองลงไปอีกครั้ง Huawei เองก็ยังไม่มีการโปรโมทอะไรมากมายในประเทศฝั่งอเมริกาเหมือนแบรนด์เจ้าตลาดอย่าง Apple และ Samsung .. ถึงแม้ว่า Smartphone จาก Huawei นั้นจะมีการวางขายในแบบ Unlocked (ไม่ติดสัญญา) ในอเมริกาก็ตาม แต่ผู้บริโภคนั้นก็ยังเห็นว่า Deal ติดสัญญาของค่ายใหญ่ๆ เช่น AT&T พ่วงกับ Samsung และ Apple เป็นตัวเลือกที่คุ้มกว่าอยู่ดี / งานนี้ Huawei ที่จะขายแต่อุปกรณ์ Unlocked ไม่มีพ่วงโปรก็อาจจะสู้กับเจ้าตลาดยากหน่อยนะครับ สุดท้ายแล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวการเปิดตัวของชิพ Kirin 970 ที่ใช้ขบวนการผลิตแบบ FinFET 10nm ที่จะมาใช้กับ Huawei Mate 10 และ Mate 10 Pro .. งานนี้ก็ต้องมารอลุ้นกันหน่อยครับ ว่ามือถือความหวังของ Huawei นั้นจะทำให้ Huawei อยู่ในตำแหน่งในของตลาด Smartphone ที่ร้อนแรงเช่นนี้ ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ลิงค์ซิส เปิดตัวเราเตอร์ระบบ TRI-BAND MU-MIMO อีก 2 รุ่นใหม่เสริมทัพผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ นำเสนอเราเตอร์ประสิทธิภาพสูงระบบ 802.11ac Tri-Band MU-MIMO ยกระดับประสบการณ์โลกออนไลน์สำหรับผู้ใช้งานในบ้านพักอาศัยและโฮมออฟฟิศขนาดเล็กของเมืองไทย  กรุงเทพฯ 7 กันยายน 2560 – ลิงค์ซิส บริษัทผู้ผลิตเราเตอร์รายแรกที่มียอดจำหน่ายมากกว่า 100 ล้านเครื่องทั่วโลกและเป็นผู้นำด้านโซลูชั่นเครือข่ายการเชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตทั้งสำหรับบ้านพักอาศัยและองค์กร นำเสนอเราเตอร์ระบบ 802.11ac TRI-BAND MU-MIMO ใหม่ล่าสุด 2 รุ่น เพื่อเสริมทัพกลุ่มผลิตภัณฑ์ Max Stream™ ของลิงค์ซิสในตลาดเมืองไทย ได้แก่ รุ่น EA9300 เราเตอร์ระบบ AC4000 Tri-Band MU-MIMO ซึ่งจะมอบประสบการณ์การเชื่อมต่อออนไลน์ความเร็วสูง ทั้งการดาวน์โหลด การถ่ายการทอดสตรีมมิ่ง การเล่นเกม และการท่องอินเตอร์เน็ต และ รุ่น EA8300 เราเตอร์ระบบ AC2200 Tri-Band MU-MIMO ซึ่งทำให้ลิงค์ซิสเป็นแบรนด์เดียวในตลาดเมืองไทยที่มีโซลูชั่นการกระจายสัญญาณ Wi-Fi ด้วยระบบ MU-MIMO สำหรับบ้านพักอาศัยรายใหญ่ที่สุด ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ MU-MIMO ประสิทธิภาพสูงมากกว่า 5 รุ่นสู่ผู้บริโภคทั่วไปในประเทศไทย เราเตอร์ Tri-Band (แบบ 3 ย่านความถี่) ใช้ระบบ MU-MIMO (Multi-User, Multiple-Input, Multiple-Output) ซึ่งเป็นเทคโนโลยี Wi-Fi 802.11ac Wave 2 รุ่นใหม่ ช่วยยกระดับการทำงานและประสิทธิภาพของเครือข่าย Wi-Fi โดยสร้างช่องความถี่สำหรับการใช้งานเฉพาะตัวแบบ MU-MIMO เสมือนอุปกรณ์แต่ละเครื่องภายในบ้านมีเราเตอร์แยกใช้งานเฉพาะเป็นของตัวเอง   ระบบ MU-MIMO มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากเอกสารวิชาการ The Importance Of MU-MIMO In The Wi-Fi Ecosystem ของสถาบัน ABI Research ระบุว่า ภายในปี ค.ศ. 2019 ชิปเซตความถี่ 5GHz แบบไร้สายมากกว่า 84% จะเปลี่ยนไปใช้ระบบ MU-MIMO ดังนั้น เพื่อให้สามารถทำงานกับอุปกรณ์ไฮเทคที่กำลังวางจำหน่ายในตลอด ทั้งโทรทัศน์ความละเอียดระดับ 4K แล็ปท็อป สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และเครื่องเล่นเกมรูปแบบต่าง ๆ ที่มีความเร็วและประสิทธิภาพสูงขึ้น ผู้บริโภคจึงต้องมั่นใจได้ว่า มีเราเตอร์ Wi-Fi รุ่นใหม่ล่าสุดที่รองรับการทำงานที่สมัยใหม่ของอุปกรณ์ไฮเทคภายในบ้านได้อย่างสมบูรณ์แบบ “เรารู้สึกตื่นเต้นอย่างมากที่ได้นำเสนอเราเตอร์ระบบ TRI-BAND MU-MIMO รุ่นใหม่ล่าสุดถึง 2 รุ่น เพื่อเสริมกลุ่มผลิตภัณฑ์ Max Stream™ ของลิงค์ซิสในตลาดเมืองไทย ซึ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในการเดินหน้าสู่ระบบ 802.11ac อย่างเต็มตัว” นายกวิน อิสระชัยพิสิฐ ผู้จัดการฝ่ายขาย ลิงค์ซิส  ประจำประเทศไทย เบลคิน อินเตอร์เนชั่นแนล อิงค์ กล่าว “ด้วยการทำงานแบบเข้มข้นบนช่องความถี่ในปัจจุบัน ทั้งจากการถ่ายทอดเนื้อหาความละเอียดระดับ 4K และการดาวน์โหลดภาพยนตร์ ยิ่งทำให้เครือข่าย Wi-Fi ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงทวีความสำคัญมากกว่าในอดีต ระบบ TRI-BAND และ MU-MIMO ทำให้อุปกรณ์หลายเครื่องสามารถเชื่อมต่อกับเราเตอร์ และ/หรือ เครื่องขยายสัญญาณได้พร้อมกัน ดังนั้น ผลลัพธ์ที่ได้คือ เครือข่าย Wi-Fi ที่รวดเร็วและเชื่อถือได้มากขึ้น” คุณสมบัติของ Linksys Max-Stream™ AC2200 Tri-Band MU-MIMO ROUTER (EA8300) เมื่อใช้เทคโนโลยีสัญญาณในระบบ Next Gen AC Wi-Fi ทั้ง Multi-User MIMO (MU-MIMO) และ Tri-Band พร้อมกัน ระบบทั้งหมดจะทำงานประสานกันเพื่อสร้างเครือข่าย Wi-Fi อันทรงประสิทธิภาพและให้ความเร็วสัญญาณเท่ากันในทุกอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตพร้อมกัน ทั้งโทรทัศน์ เกม ปริ้นเตอร์ไร้สาย แล็บท็อป รวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ ด้วยความเร็วสัญญาณสูงถึง 2.2 Gbps‡ โดยเราเตอร์รุ่น Max-Stream AC2200 ของลิงค์ซิสมอบทางเลือกการใช้งานที่ง่ายดายเพื่อยกระดับสัญญาณของโฮมออฟฟิศ และยังสามารถใช้งานร่วมกับแอฟพลิเคชั่นของลิงค์ซิสได้อย่างลื่นไหล ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมเราเตอร์รุ่น EA8300 ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ได้จากทุกที่ทุกเวลา โดยเราเตอร์ Max-Stream EA8300 ยังมีฟังก์ชั่นอันล้ำสมัยมากมาย ดังนี้ มอบสัญญาณ 3 ย่านความถี่ด้วยระบบ Tri-Band AC2200 – ความเร็วสูงถึง2Gbps (867 Mbps 5GHz + 867 Mbps 5 GHz + 400 Mbps 2.4 GHz) เทคโนโลยี MU-MIMO (Wireless-AC Wave 2) สำหรับดูเนื้อหาความละเอียดระดับ 4K ได้หลายอุปกรณ์พร้อมกัน หน่วยประมวลผลหลักใช้แบบ Quad-Core 716Mhz Processor (ประสิทธิภาพเทียบเท่า 4GHz Dual-Core Processor) 32-bit และสามารถทำงานร่วมกับระบบ ARMv7, 5.5K DMIPS หน่วยความจำ RAM: 256MB DDR3 หน่วยความจำ Flash memory: 256MB เสาส่งสัญญาณประสิทธิภาพสูง 4 เสาและตัวขยายสัญญาณอันทรงพลัง ทำให้ครอบคลุมพื้นที่และระยะทางการส่งสัญญาณที่กว้างขวางมากที่สุด เทคโนโลยี Advance Beamforming ของลิงค์ซิส เพิ่มความแรงของสัญญาณ Wi-Fi ให้การเชื่อมต่อที่เสถียรมากขึ้นกับทุกอุปกรณ์ ความราบรื่นของสัญญาณทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถถ่ายโอนข้อมูลได้เร็วขึ้น โดยอุปกรณ์ความเร็วต่ำจะไม่ถ่วงความเร็วของเครือข่ายสัญญาณ Wi-Fi ระบบ Linksys Smart Connect จะเลือกย่านความถี่แบบ 5GHz ให้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้ได้สัญญาณไร้สายที่ความเร็วสูงสุด การข้ามเครือข่าย (Roaming) ที่ราบรื่น ด้วยการใช้ชื่อเครือข่ายเดียวเมื่อเชื่อมต่อกับเครื่องขยายสัญญาณ MAX-STREAM ทำให้การข้ามเครือข่ายสัญญาณจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องมีความราบรื่นมากกว่า สามารถบริหารจัดการและควบคุมการใช้เครือข่าย Wi-Fi ได้อย่างง่ายดายทุกที่ทุกเวลาผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ด้วยแอปพลิเคชั่นของลิงค์ซิส ติดตั้งอย่างง่ายดายได้ด้วยตัวเอง มีจำหน่ายแล้ววันนี้ในราคาปลีก รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ชุดละ 6,990 บาท คุณสมบัติของ Linksys Max-Stream™ AC4000 Tri-Band MU-MIMO Router (EA9300) เราเตอร์ลิงค์ซิสรุ่น EA9300 ติดตั้งด้วยเทคโนโลยี 802.11ac Wi-Fi รุ่นใหม่ล่าสุด, รวมถึง MU-MIMO, Tri- Band และเสาส่งสัญญาณภายนอกประสิทธิภาพสูง 6 เสา ซึ่งทำงานประสานกันเพื่อสร้างเครือข่าย Wi-Fi ที่ทรงพลังด้วยความเร็วสัญญาณสูงถึง 4 Gbps‡ เมื่อใช้เราเตอร์รุ่น EA9300 ผู้ใช้ทั่วทั้งบ้านสามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi เพื่อเล่นเกมระดับ 4K ฟังเพลงโปรด ส่งอีเมล ซื้อขายสินค้าออนไลน์ ดูการถ่ายทอดเนื้อหาความละเอียดระดับ 4K และกิจกรรมอื่น ๆ ได้ทั้งหมดพร้อมกัน และด้วยความเป็นเราเตอร์ประสิทธิภาพสูงสุดของตลาดในปัจจุบัน ทำให้เราเตอร์รุ่น Linksys Max-Stream AC4000 มอบการทำงานในระดับองค์กรธุรกิจ ซึ่งช่วยยกระดับสัญญาณในบ้านพักอาศัยหรือโฮมออฟฟิศขนาดเล็ก และยังสามารถใช้งานร่วมกับแอฟพลิเคชั่นของลิงค์ซิสได้อย่างลื่นไหล ผ่านทางสมาร์ทโฟนเพื่อการควบคุมเครือข่ายของเราเตอร์ EA9300 ทางไกลได้จากทุกที่ทุกเวลา โดยเราเตอร์ EA9300 ยังมีฟังก์ชั่นชั้นเลิศอีกมากมาย ดังนี้ มอบสัญญาณ 3 ย่านความถี่ระบบ Tri-Band AC4000 – ความเร็วสูงถึง  4Gbps (1625 + 1625 + 750 Mbps) สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้มากยิ่งขึ้น มอบ 3 ย่านความถี่แบบ Tri-Band (แบบ 4GHz และ 5GHz อีก 2 ย่านความถี่) MU-MIMO (Wireless-AC Wave 2) สำหรับดูการถ่ายทอดเนื้อหาความละเอียดระดับ 4K ได้หลายอุปกรณ์พร้อมกัน หน่วยประมวลผลหลักใช้แบบ 8GHz Quad-Core Processor เพื่อการประมวลผลข้อมูลความเร็วสูง หน่วยความจำ RAM: 512MB DDR3 หน่วยความจำ Flash memory: 256MB เสาส่งสัญญาณประสิทธิภาพสูง 6 เสาตัวขยายสัญญาณอันทรงพลัง มอบการครอบคลุมพื้นที่และระยะทางการส่งสัญญาณที่กว้างขวางมากที่สุด เทคโนโลยี Advance Beamforming ของลิงค์ซิส เพิ่มความแรงของสัญญาณ Wi-Fi ให้การเชื่อมต่อที่เสถียรมากขึ้นกับทุกอุปกรณ์ ความราบรื่นของสัญญาณทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถถ่ายโอนข้อมูลได้เร็วขึ้น โดยที่อุปกรณ์ความเร็วต่ำจะไม่ถ่วงความเร็วของเครือข่ายสัญญาณ Wi-Fi การข้ามเครือข่าย (Roaming) ด้วยการใช้ชื่อเครือข่ายเดียว ทำให้การข้ามเครือข่ายสัญญาณจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องมีความราบรื่นมากกว่า สามารถบริหารจัดการและควบคุมการใช้เครือข่าย Wi-Fi ได้อย่างง่ายดายทุกที่ทุกเวลาผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ด้วยแอปพลิเคชั่นของลิงค์ซิส กำหนดวางจำหน่ายในเดือนตุลาคม 2560 การวางจำหน่าย เราเตอร์รุ่น Linksys AC2200 Tri-Band MU-MIMO Router (EA8300) วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ในราคา  6,990 บาท และรุ่น Linksys AC4000 Tri-Band MU-MIMO Router (EA9300)  กำหนดวางจำหน่ายในประเทศไทยเดือนตุลาคม 2560 โดยจะประกาศราคาอย่างเป็นทางการเมื่อวางจำหน่าย เกี่ยวกับ ลิงค์ซิส ลิงค์ซิส คือผู้บุกเบิกในเทคโนโลยีการเชื่อมต่อไร้สาย (Wireless Connectivity) นับตั้งแต่ที่บริษัทฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2531 ด้วยกลยุทธ์ด้านวิศวกรรม การสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เหนือชั้น เทคโนโลยีการออกแบบระดับสุดยอด และการให้บริการลูกค้าที่เหนือระดับ ลิงค์ซิสรองรับวิถีชีวิตแบบ Connected Lifestyle ซึ่งเชื่อมโยงผู้ใช้ทั้งที่บ้าน สำนักงาน รวมถึงในขณะเดินทาง และด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีรางวัลเป็นเครื่องรับประกันคุณภาพจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการควบคุมระบบเครือข่ายภายในบ้าน ความบันเทิง ความปลอดภัย และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตโดยอาศัยฟีเจอร์และแอปพลิเคชั่นที่สร้างสรรค์ รวมถึงระบบเครือข่ายพันธมิตรที่ครบวงจร กรุณาดูข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ www.linksys.com และติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook และ Twitterหรือดูวิดีโอของเราบน YouTube   ‡ อัตราความเร็วการรับส่งข้อมูลมาตรฐาน 1733 Mbps (สำหรับย่านความถี่ 5 GHz) และ 800 Mbps (สำหรับย่านความถี่ 2.4 GHz) ถือเป็นอัตราข้อมูลเชิงกายภาพ อัตราจริงทั้งหมดจะมีตัวเลขต่ำกว่านี้และอาจขึ้นอยู่กับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ไร้สายและปัจจัยภายนอกอื่น ๆ   ข้อมูลต่าง ๆ ของประสิทธิภาพการทำงานระบบ IEEE Standard 802.11  อาจแตกต่างกันไปและเครือข่ายไร้สายอาจมีการทำงานต่ำลง เช่น การรองรับการใช้งานเครือข่ายไร้สาย อัตราการรับส่งขอมูล ระยะและการครอบคลุมการใช้งาน ประสิทธิภาพการทำงานจะขึ้นอยู่กับปัจจัย สภาพแวดล้อมการทำงาน และตัวแปรอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงระยะหางจากจุดเชื่อมต่อ ปริมาณการรับส่งข้อมูลในเครือข่าย โครงสร้างและส่วนประกอบของอาคาร ระบบปฏิบัติการที่ใช้ การใช้ผลิตภัณฑ์ไร้สายจากผู้ผลิตหลายราย สัญญาณรบกวน และสภาพแวดล้อมอื่น ๆ ที่อาจสงผลกระทบต่อการทำงาน  การใช้งานของลูกค้าที่ซื้อบริการอินเทอร์เน็ตบัญชีผู้ให้บริการบรอดแบนด์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเชื่อมต่อของเราเตอร์ของคุณและคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อและอุปกรณ์อื่น ๆ ไปยังอินเทอร์เน็ต โดยเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด บางอุปกรณ์อาจจำเป็นต้องเชื่อมต่อกับตัวแปลงสัญญาณไร้สายหรือสายสัญญาณอีเทอร์เน็ตเพื่อเชื่อต่อกับเราเตอร์ อัตราส่วนความเร็วการถ่ายโอนข้อมูลมาตรฐาน – 3 ย่านความถี่ด้วยระบบ Tri-Band AC2200 – ความเร็วสูงถึง 2.2Gbps (867 Mbps 5GHz + 867 Mbps 5 GHz + 400 Mbps 2.4 GHz) และ 3 ย่านความถี่ด้วยระบบ  Tri-Band AC4000 – ความเร็วสูงถึง  4Gbps (1625 + 1625 + 750 Mbps) ถือเป็นอัตราข้อมูลเชิงกายภาพ อัตราจริงทั้งหมดจะมีตัวเลขต่ำกว่านี้และอาจขึ้นอยู่กับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ไร้สายและปัจจัยภายนอกอื่น ๆ สงวนสิทธิ์ของ ©2017 Belkin International, Inc. และบริษัทในเครือ  ชื่อและโลโก้ผลิตภัณฑ์ Linksys, Max Stream และชื่อผลิตภัณฑ์อื่น ๆ  ถือเป็นเครื่องหมายการค้าของ Belkin International สำหรับเครื่องหมายการค้าของบุคคลที่สามที่ถูกอ้างอิงถือเป็นทรัพย์สินของผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://notebookspec.com
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
หลายๆคนน่าจะทราบกันดีว่าตลอดหลายๆปีที่ผ่านมา หรือจะนับว่าเป็นสิบปีเลยก็ว่าได้ ทาง Intel นั้นแทบจะกินรวบตลาด CPU หรือว่า Processor มาโดยตลอด โดยคู่แข่งสำคัญอย่าง AMD นั้นก็ได้แต่ยอดขายตามหลังและไม่ว่า AMD จะขายดีแค่ไหนก็ไม่เคยมีการแซง Intel ทางด้านยอดขายได้เลย ! ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ดีของ AMD แล้วครับ เพราะว่า Market Share หรือส่วนแบ่งทางการตลาดของ AMD ณ เวลานี้ถือว่าดีที่สุดในตลอดช่วงเวลามากกว่า 10 ปีที่ผ่านมา แซง Intel ทั้งจำนวน Unit ที่ขายได้ และรายได้โดยรวม .. ตรงนี้ก็เป็นข้อมูลมาจากร้านค้า Online ที่ใหญ่ที่สุดของ Germany อย่าง Mindfactory.de / ยอดขายของ AMD Ryzen และ Threadripper ก็ได้โตมาอย่างต่อเนื่อง และสุดท้ายก็ได้แซงของฝั่ง Intel แล้วสำหรับเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จากที่ AMD ได้เปิดตัว Treadripper ในเดือนที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นว่า AMD นั้นทำการบ้านมาได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะตัว Ryzen Threadripper 1950X ที่เป็น Processor ตัวแรกของแบรนด์ในช่วงเวลา 15 ปีที่ ได้ตำแหน่งว่า "แรงที่สุด" โดยมีประสิทธิภาพสูงกว่ารุ่นท๊อปของ Intel ณ เวลาเปิดตัวถึง 45% เลยทีเดียว ข้อมูลก็เผยมาว่าจากช่วงเดือน 3 AMD ก็มีส่วนแบ่งทางการตลาดสำหรับ Desktop CPU อยู่ที่ 27.6% เท่านั้น และหลังจาก Ryzen เปิดตัวมาในช่วงนั้นเองก็ได้มีการเติบโตมาจนถึง 49% ในช่วงเดือน 7 และแซง Intel ไปด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด 56% ในช่วงเดือน 8 ที่ผ่านมานี่เอง / ส่วนตัวที่ขายดีที่สุดก็เป็น Ryzen 5 1600 ด้วยความคุ้มค่าที่เป็น 6-Core ในราคา $220 ส่วนอันดับ 2 , 3 , 4 ตามมาก็คือ Ryzen 7 1700, Ryzen 5 1600X และ Ryzen 7 1700X แต่ยังไงก็ตาม CPU ตัวที่ขายดีที่สุด ถ้าอ้างอิงกับ Amazon นั้นก็ยังคงเป็น Intel โมเดล Core i7-7700K โดยได้รับตำแหน่ง Amazon #1 Best Seller แต่ว่าตำแหน่งที่เหลือบน Top 5 นั้นกลับเป็นของ AMD ทั้งหมด สุดท้ายก็อย่าลืมว่าที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี่เป็นแค่ยอดขายจากร้าน Online ใน Germany เท่านั้น ซึ่งร้านดังกล่าวก็ถือว่าเป็น Retailer ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปด้วย แต่มันก็ยังไม่ใช่ทั่วโลก เพราะแต่ละตลาดเองก็มี Feedback ที่แตกต่างกันไปถึงแม้จะเป็น Product ตัวเดียวกันก็ตาม .. แต่ที่่ต้องนำมาเขียนข่าวก็เพราะเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก สำหรับแบรนด์ที่เป็นผู้ตามทางด้านส่วนแบ่งการตลาดมาตลอดกว่าสิบปี / ตอนนี้เอง Intel ก็ไม่ได้มีการเปิดตัว CPU Segment Mainstream ที่มีจำนวน Core เยอะ ก็เลยเหมือนว่าไม่มีอะไรที่ืน่าสนใจสำหรับผู้ใช้ทั่วไป คนจึงหันไปเล่น AMD กันนั่นเอง .. ซึ่งทาง Intel เองก็กำลังจะเปิดตัว Coffee Lake ในอีกไม่ช้านี้ ที่ข่าวมาว่าจะเป็น CPU ระดับ Mainstream ที่มีจำนวน Core เพิ่มขึ้นเหมือนกัน เอามางัดกับ AMD โดยเฉพาะเลย .. ยังไงก็ถือเป็นเรื่องที่ดีเลยครับ ที่ AMD ได้สร้างการกลับมาครั้งนี้อย่างยิ่งใหญ่ ทำให้ Intel เองก็ต้องเปิดตัว Product ที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดมากขึ้นเพื่อไม่ให้เสียส่วนแบ่งทางการตลาดไปมากกว่านี้ .. เมื่อ Coffee Lake เปิดตัวแล้วนั้น ส่วนแบ่งการตลาดส่วนใหญ่ที่ร้านออนไลน์ดังกล่าวอาจจะกลับไปเป็นของ Intel อีกก็ได้ ขอขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com