Advice แอดไวซ์ แหล่งรวม ไอที IT, คอมพิวเตอร์ computer, โน้ตบุ๊ค notebook, แท็บเล็ต tablet, สมาร์ทโฟน Smartphone ราคาถูกใจ

ข่าวไอที

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
Virtual Reality เป็นเทรนด์สำหรับโลกอนาคตที่ยิ่งใหญ่มาก แต่ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นพัฒนา และยังไม่มีคอนเทนต์เด็ดๆ สร้างความแตกต่างหรือน่าสนใจจนทุกคนต้องซื้อมาใช้ให้ได้ รวมไปถึงอุปกรณ์ในปัจจุบันก็ยังคงมีราคาแพงอยู่ด้วย Qualcomm ได้เปิดตัวโครงการ Qualcomm HMD Accelerator Program และอุปกรณ์รุ่นใหม่ที่ชื่อว่า Virtual Reality Developer Kit เพื่อผลักดันให้ VR แจ้งเกิดได้ง่ายขึ้น โดยฝั่งโรงงานก็จะสามารถพัฒนาหมวก VR ได้ง่ายขึ้น ราคาถูกลง และคุณภาพที่ดีขึ้น  ขณะที่ VR Dev Kit จะทำให้ผู้สร้างสรรค์เนื้อหา เช่นเกมส์ หนัง หรือสิ่งอื่นๆ ที่ใช้งานอยู่บน VR สามารถพัฒนาได้ง่ายขึ้น VR Developement Kit นี้จะใช้หน้าจอประเภท AMOLED ที่ความละเอียด QHD (2560 x 1440) หน่วยประมวลผล Snapdragon 835, RAM 4GB และชิปเสียง Qualcomm WCD9335 และ Track Pad ด้านขวาของหมวกเพื่อควบคุมการใช้งาน ตัวหมวกมีตัวจับการเคลื่อนไหวหกทิศทาง และกล้องหน้าสำหรับภาพขาวดำ 1 Megapixel อีกสองตัว (เป็นเลนส์แบบ Fish Eye) ทำให้ผู้ใช้งานสามารถมองเห็นสภาพแวดล้อรอบๆ ตัวเองได้ ตามกำหนดแล้วคาดว่า Qualcomm จะพร้อมส่งมอบหมวกนี้ให้กับผู้ผลิต และผู้พัฒนาเนื้อหาสำหรับ VR ได้ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้   ที่มา : https://www.overclockzone.com/news/6960
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ตั้งแต่ Nokia ได้เปิดตัวมือถือยอดฮิตอย่าง 3310 เมื่อช่วงเดือนกันยายน ปี 2000 มันก็ถูกขายไปทั้งหมดกว่า 126 ล้านเครื่อง .. ยุคนั้นตอนที่เรายังไม่มี Smartphone ใช้ .. ไม่มี Android ไม่มี iPhone เรียกได้เลยว่าเป็นยุคทองของโทรศัพท์จากทาง Nokia ที่มากับฟีเจอร์เด็ดๆที่ทุกคนต้องเคยได้ใช้งานบ้างอย่าง "เกมส์งู" เกมส์อมตะ ที่ยังมีคนพูดถึงจนถึงทุกวันนี้ / มือถือในตำนานอย่าง Nokia 3310 ตอนนี้ก็พร้อมกลับมาคืนความทรงจำเมื่อ 17 ปีที่แล้วอีกครั้ง ด้วยรูปแบบใหม่ที่คงคอนเซ็ปต์เดิม แต่มีฟีเจอร์เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน แต่คราวนี้จะมากับระบบ Nokia's Series 30+ และจอสี 2.4" ความละเอียด QVGA และกล้อง 2 ล้านพิกเซล .. อ่อ ที่สำคัญ ใส่ MicroSD Card ได้ด้วยนะ ! เห็นสเป็คแบบนี้แล้ว หลายๆคนอาจจะมองว่า เฮ้อออ .. ไม่สมกับที่รอคอยเลย ไม่แรงเลย กลับมาอีกครั้งทำไมไม่ทำให้มันเจ๋งๆ .. แต่อย่าลืมนะครับ คอนเซ็ปต์ของ Nokia 3310 นั้นไม่ใช่ Smartphone แต่ว่าเป็นเพียง Feature Phone ที่เรื่องความเร็วในการประมวลผลหรือสเป็คอะไรต่างๆนั้นต้องมาเป็นประเด็นหลัก และเพื่อให้ตรงคอนเซ็ปต์ของรุ่นเดิม ที่เรียกได้ว่าเป็นตำนานเรื่องความถึก ทนทาน รุ่นนี้ก็จะยังคงเน้นจุดนั้นเช่นเดียวกัน เพียงแค่จะบางลง เล็กลง และน้ำหนักเบาลง พร้อมกับมีสีใหม่ให้เลือกหลายสี อย่างเช่น Glossy Yellow และ Glossy Red หรือว่าจะเน้น Theme เดิมอย่าง เทาด้าน และ สีน้ำเงินเข้มอันเป็นเอกลักษณ์ของรุ่นก็มีมาให้เช่นกัน ทางด้านการใช้งานทั่วๆไปอย่างเช่นการเล่นอินเตอร์เน็ตนั้นก็ยังสามารถทำได้เหมือนกับ Feature Phone รุ่นหลังๆ โดยเจ้า 3310 นี้ก็จะมี Opera Mini ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งาน / และเรื่องอายุของแบตเตอรี่นั้นก็ไม่ต้องสงสัยแต่อย่างใด ในเมื่อมันเป็น Feature Phone ก็ไม่จำเป็นต้องมาเปลืองแบตกับแอพ Social Media อย่างเช่น Facebook เหมือนกับ Smartphone แต่อย่างใด ซึ่งตรงนี้ทาง Nokia ก็ได้เคลมอายุการใช้งานแบบเปิดเครื่อง Stand-by ไว้ที่ 31 วัน (1 เดือนเลยนะ !!) หรือว่าถ้าเป็นการสนทนาโทรศัพท์ต่อเนื่องก็ทำได้ที่ 22 ชั่วโมง (คุยกันให้ตายไปข้างนึงเลย)  อ่อ สำหรับคนที่ยังคิดถึงเกมส์งูสมัยที่เครื่อง Nokia 3310 รุ่นแรกนั้นยังฮิตอยู่ ตอนนี้ Nokia ก็ได้เอาเกมส์สุดคลาสสิคนั้นเข้ามาใส่ในรุ่นใหม่นี้ด้วยเช่นกัน แต่จะมีการปรับแต่งหน้าตาของตัวเกมส์ใหม่ ให้ดูทันสมัยมากขึ้น (อันนี้ก็ไม่รู้ว่าผู้ใช้จะชอบหน้าตาแบบใหม่หรือเปล่านะ)  สุดท้ายแล้วก็คือเรื่องราคาและวันวางจำหน่ายครับ .. ทาง Nokia ก็ได้แจ้งมาว่าจะวางขายในช่วงไตรมาสที่สองของปีนี้ ด้วยราคา $52 หรือประมาณ 1,8xx บาท   ที่มา : https://www.overclockzone.com/news/6971
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
สวัสดีชาวโอเวอร์คล๊อกโซน ในยุคที่อินเตอร์เน็ตตามบ้านแบบ Fiber นั้นเริ่มต้นที่เดือนละ 590 บาท ก็เริ่มเห็นกันแล้ว แต่ในอีกหลายๆพื้นที่อินเตอร์เน็ตแบบ Fiber นั้นยังเข้ามาไม่ถึง ซึ่งในส่วนของเทคโนโลยี ADSL และ VDSL ก็ยังมีความนิยมในการใช้งานอยู่พอสมควร แน่นอนว่าทางเลือกของอุปกรณ์ที่รองรับเทคโนโลยี VDSL แบบ All In One นั้นมีตัวเลือกไม่มากมัก วันนี้เราก็จะพามาพบเจอกับ NETGEAR D6220 AC1200 WiFi VDSL/ADSL Modem Router อุปกรณ์เครือข่ายแบบตัวเดียวเบ็ดเสร็จที่รองรับกับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเทคโนโลยี ADSL และ VDSL รวมไปถึงยังรองรับกับการนำไปใช้งานร่วมกันเทคโนโลยี Fiber ได้ในอนาคต ทางด้านเครือข่ายภายมานั้นมาแบบจัดเต็มประสิทธิภาพด้วย Wireless AC1200 แบบ Dual Band พร้อมกับ Gigabit Ethernet ที่จะเข้ามาตอบโจทย์การใช้งานด้านการสตรีมมิ่ง ,การแชร์อุปกรณ์ทางพอร์ต USB ,การเล่นเกม และ การใช้งานอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง บนพื้นฐานทางด้านความปลอดภัยตามมาตรฐานในยุคสมัย 2017 NETGEAR D6220 ทางด้านการเชื่อมต่อไร้สายของนั้นที่เป็นมาตรฐาน AC1200 จะแบ่งออกเป็นในย่านความถี่ 2.4Ghz ที่มาตรฐาน Wireless-N 300Mbps และ ในย่านความถี่ 5Ghz ที่มาตรฐานสูงสุด Wireless-AC 867Mbps ที่ยังสามารถตอบโจทย์ในการใช้งานลูกข่ายจำนวนมากในเวลาเดียวกันอีกด้วย   Package & Bundled   แพ็คเกจที่มาในสไตล์ของ NETGEAR D6220  ที่ธีมสีขาวตัดกับสีม่วง ที่มีการบ่งบอกรายละเอียดความเป็น NETGEAR D6220 อย่างชัดเจน แพ็คเกจเป็นภาษาอิตาลีที่แสดงว่าบ้านเราใช้ของมาตรฐานเดียวกันกับในประเทศกลุ่ม EU อย่างไม่ต้องสงสัย ของในชุดจะมีคู่มือการใช้งานเบื้องต้น หม้อแปลงไฟ , สายแลน และ ตัวแยกความถี่สัญญาณ DSL   Design & Detail มาถึงภายนอกของ NETGEAR D6220 รูปทรงที่ดูแปลกตาจาก Router ของ NETGEAR โมเดลอื่นๆ มียังคงสไตล์ของ NETGEAR ที่ใช้บอดี้ภาพนอกด้วยพลาสติกสีดำผิวกึ่งด้าน จุดการแสดงสถานะการทำงานที่จะอยู่ล่าง ที่มีการแสดงสถานะการทำงานเอาไว้อย่างครบถ้วน ไฟแสดงสถานะที่เป็นเขียวในกรณีที่มีปัญหาจะเป็นไฟสีแดง ส่วนด้านซ้ายที่เป็นไฟสีขาวนั้นไปแสดงสถานะของ WiFi และ WPS ที่จะเป็นปุ่มเปิดปิดหรือเรียกใช้งานในตัว รูปทรงที่ดูโดยรวม โดดเด่นแปลกตาแต่มีความเป็น NETGEAR เสาอากาศภายนอกมีมาสองต้น ไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้ โดยขนาดน่าจะอยู่ประมาณ 4-5 dBi ด้านล่างที่มีช่องระบายอากาศเต็มพื้นที่ โดย NETGEAR D6220 สามารถใช้งานในลักษณ์ของการวางบนโต๊ะ ที่มีฐานรองวางติดมาทั้งสี่มุม รวมไปถึงยังออกแบบให้สามารถแขวนหรือห้อยได้โดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมใดๆ ด้านหลังที่จะมี DSL Port , USB 2.0, 10/100/1000 Mbps Lan Port 4 พอร์ต, 1000/10/100 Mbps Wan Port , Reset Button และ Power On/Off Button
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
ตอนนี้นั้นในวงการนักเล่นเกมนอกเหนือไปจากฮาร์ดแวร์ของตัวเครื่องคอมพิวเตอร์จะสำคัญมากแล้วนั้น หน้าจอหรือมอนิเตอร์ที่ใช้ร่วมกันกับตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ก็สำคัญไม่แพ้กันครับ ล่าสุดเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของนักเล่นเกมสายโหดทาง ASUS ก็ได้ทำการเปิดตัวมอนิเตอร์รุ่น ROG Swift PG258Q ออกมาเพื่อที่จะเอาใจนักเล่นเกมโดยเฉพาะครับ ASUS ROG Swift PG258Q นั้นมีสเปคหลักๆ ดังต่อไปนี้ครับ หน้าจอขนาด 24.5 นิ้วใช้พาเนลแบบ TN รองรับความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 1080p รองรับเทคโนโลยี G-Sync ความสว่างสูงสุดอยู่ที่ 400 nits Contrast Ratio 1000 : 1 refresh rate อยู่ที่ 240 Hz response time อยู่ที่ 1 ms(แบบ GTG) พร้อมกับเทคโนโลยี Nvidia ultra low-blur มาพร้อมดีไซน์ไร้ขอบ(ซึ่งทำให้โลโก้ของ ROG ไปอนยู่ตรงด้านหลังเครื่องบริเวณฐานตั้ง โดยมีจุดเด่นตรงที่ว่าผู้ใช้สามารถดึงเอาออกไปได้แล้วใช้ฝาครอบที่ปริ้นท์แบบ 3 มิติ มาทำการครอบได้เอง) รองรับเทคโนโลยี NVIDIA 3D Vision 2 มาพร้อมเทคโนโลยี NVIDIA 3D Lightboost ที่จะช่วยเร่งความสว่างเมื่อใช้เล่นภาพ 3 มิติโดยที่ไม่ต้องการพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติม ASUS ROG Swift PG258Q นั้นพร้อมวางจำหน่ายแล้วในโซนตะวันตก สนนราคาอยู่ที่ 620 Euros หรือประมาณ 23,040 บาท ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ถือว่าแพงมากนักครับสำหรับมอนิเตอร์สเปคดีแบบนี้(ติดตรงที่หน้าจอเป็นพาเนลแบบ TN นี่แหละครับทำให้มุมมองของหน้าจอไม่ดีมาก แต่เวลาเล่นเกมนั้นเชื่อว่าทุกท่านก็ต้องนั่งจ้องตรงกับหน้าจออยู่แล้วดังนั้นเรื่องมุมมองของหน้าจอไม่น่าจะเป็นปัญหาครับ)   ที่มา : https://notebookspec.com
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
Google ได้ปล่อยอัพเดท Play Services 10.2 สู่สาธารณะแล้วโดยการอัพเดทนี้เป็นการประกาศถึงจุดสิ้นสุด Android 2.3 Gingerbread อย่างเป็นทางการ Android 2.3 นั้นเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2010 นับจนถึงปัจจุบันก็ 7 ปีแล้วการที่ Google จะตัดการให้บริการออกก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก โดยการอัพเดทครั้งนี้จะมีผลกับฝั่งนักพัฒนาที่ไม่สามารถพัฒนาแอพให้รองรับกับระบบปฏิบัติการเก่าๆ ได้แล้ว แม้ว่าจะตัดการรองรับระบบปฏิบัติการเก่าออกไป แต่ก็มีการอัพเดทฟีเจอร์ใหม่ๆ เข้ามาด้วย (สำหรับฝั่งนักพัฒนา) เช่นการปล่อย API ให้กับแอพ Google Fit เช่นสามารถบันทึกข้อมูลใหม่ๆ อย่างความดัน น้ำตาลในเลือด ได้ด้วย ซึ่งน่าจะถูกใช้งานกับแอพประเภทสุขภาพและอุปกรณ์สวมใส่ รวมไปถึงการให้บริการ Google Play Games ที่สามารถบันทึกเซฟไฟล์ หรือใส่โฆษณาลงไปในเกมส์เพื่อหาเงิน โดยรวมแล้วสำหรับฝั่งผู้ใช้งาน ผู้ที่ยังคงใช้ Android 2.3 Gingerbread จะไม่สามารถเชื่อมต่อกับ Google ได้แล้ว และแอพที่ใช้บริการ Google อยู๋ในตัวก็จะไม่สามารถใช้งานได้ด้วย และจะไม่ได้รับการอัพเดทแล้วเนื่องจากเชื่อมต่อ Google Play ไม่ได้นั่นเอง   ที่มา : https://www.overclockzone.com/news/6916
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
Sharp เป็นผู้ที่ผลิตหน้าจอ LCD ส่งให้กับ Samsung มานานแล้ว แต่หลังจาก Foxconn เข้าซื้อไปก็ได้ทำการระงับการผลิตหน้าจอ LCD ทำให้ Samsung อยู่ในสภาวะเคว้งคว้าง ขาดหน้าจอที่จะนำมาทำทีวี หลังจากพยายามหาซัพพลายเออร์อย่างยาวนานก็ได้ข้อสรุปแล้วว่า Samsung จะยอมซื้อหน้าจอจาก LG Display บริษัทคู่แข่งตัวเองแทน โดยทาง LG จะเริ่มส่งมอบหน้าจอ LCD ให้กับ Samsung เดือนกรกฏาคมนี้เป็นต้นไป ปัจจุบัน Samsung ทำการผลิตหน้าจอหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น OLED, LED, QLED หรือแม้กระทั่ง Quantum Dot แต่ทว่าไม่ได้ทำการผลิต LCD เพียงพอที่จะนำไปผลิตหน้าจอทีวีจำนวนมาก ถือเป็นครั้งแรกที่แบรนด์เกาหลีเก็บศักดิ์ศรีเอาไว้ และยอมเจรจาซื้อชิ้นส่วนจากคู่แข่งเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้   ที่มา : https://www.overclockzone.com/news/6938
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
Android 8.0 หรือ Android O นั้นคาดว่าจะเปิดตัวกลางปีนี้ ดังนั้นการที่มีข่าวลือเกี่ยวกับ Android O ในช่วงนี้ค่อนข้างจะเป็นไปได้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง หรือเป็นข่าวลือปลอม แต่ทว่า Horishi Lockheimer รองผู้บริหารฝ่าย Chrome และ Android ได้โพสต์รูป Oreo เหมือนเป็นคำใบ้ว่า Android O จะใช้ชื่อว่า Oreo อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่แล้ว Hiroshi Lockheimer เองได้ใบ้ว่า Android 7.0 จะใช้ชื่อว่า Nutella แต่พอเปิดตัวมาจริงก็กลับกลายเป็น Nougat ไปซะอย่างั้น บางทีครั้งนี้อาจจะเป็นการแกล้งให้เราเชื่อว่าระบบรุ่นต่อไปจะใช้ชื่อว่า Oreo ก็ได้ แน่นอนว่าเราจะไม่ได้รับการยืนยันใดๆ จาก Google จนกว่าจะถึงงานเปิดตัวช่วงราวๆ กันยายนโน่นล่ะ คงต้องรอดูว่าปีนี้ Hiroshi Lockheimer จะแกล้งสื่อ และผู้ติดตามจำนวนนับไม่ถ้วนอย่างไร   ที่มา : https://www.overclockzone.com/news/6921
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
มองผ่านๆ ในแว๊บแรกเห็นของเจ้า eSight 3 นั้นเชื่อว่าหลายๆ ท่านคงคิดว่ามันคืออุปกรณ์สามศรีษะสำหรับสร้างภาพเสมือนจริงหรือเติมความเสมือนจึงทั่วไปหล่ะครับ แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น eSight 3 แตกต่างไปจากอุปกรณ์อื่นๆ ในลักษณะเดียวกันอย่างสิ้นเชิงเพราะแทนที่มันจะพาเราเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนจริงอีกโลกหนึ่ง(ที่เป็นดิจิทัล) ทว่าเจ้า eSight 3 นี้นั้นจะนำเอาโลกจริงๆ เข้ามาฉายเพื่อทำให้ผู้พิการตาบอดสามารถที่จะมองเห็นโลกจริงๆ ได้หล่ะครับ อย่างที่บอกครับว่า eSight 3 นั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการช่วยให้ผู้ที่ตาบอดสามารถที่จะกลับมามองเห็นได้ และถือว่าเป็นเรื่องดีที่ว่า eSight 3 รุ่นล่าสุดนั้นมีขนาดเบากว่าเดิมและราคาก็ถูกลงกว่าเดิมโดยที่ไม่ได้ไปลดสเปคแม้แต่น้อย บน eSight 3 นั้นจะมาพร้อมกับกล้องความละเอียดระดับ HD ที่เอาไว้ใช้ในการจับภาพด้านหน้าของผู้ใช้มาฉายผ่านหน้าจอ OLED ที่อยู่ในตัวเครื่องทั้ง 2 จอ(ด้านซ้ายและขวา) eSight 3 จะทำการนำเอาภาพวีดีโอที่ได้มาจากกล้องมาทำการประมวลผลด้วยอัลกอริธึมสำหรับการปรับแต่ง contrast และคุณภาพของภาพโดยเฉาะ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนั้นจะช่วงให้ผู้ที่มีปัญหาทางด้านสายตาสามารถที่จะมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม โดยการใช้งานนั้นเรียกได้ว่าน่าจะให้ความสบายแก่ผู้ใช้ได้พอควรเนื่องจากแบตเตอรี่ของ eSight 3 นั้นสามารถที่จะใช้งานยาวนานได้ถึง 6 ชั่วโมงครับ อ้างอิงจาก The WAll Street Journal นั้นพบว่าทาง eSight สามารถที่จะนำจุดที่เป็นข้อดีของอุปกรณ์สำหรับสร้างและเติมภาพเสมือนจริงมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นสิ่งที่ยังคงเป็นปัญหาก็คือเรื่องราคาเพราะแม้ว่า eSight 3 จะมีราคาถูกลงมากแล้วแต่ราคาของมันนั้นก็ยังสูงอยู่คืออยู่ที่ราวๆ $10,000 หรือประมาณ 350,000 บาทต่อเครื่องหล่ะครับ   ที่มา : https://notebookspec.com
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
Samsung ได้ประกาศเข้าซื้อบริษัท Harman เมื่อเดือนพฤศจิกายน และถูกแกนนำผู้ถือหุ้นพยายามขัดขวางเมื่อเดือนที่แล้ว ณ วันนี้น่าจะได้ข้อสรุปที่แน่นอนแล้วว่าผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการขายให้ Samsung ในการประชุมผู้ถือหุ้นที่ผ่านมา มีจำนวนหุ้นกว่า 70.8% โหวตให้ขายบริษัทให้กับ Samsung ตามมูลค่าที่เสนอมา คือรวมแล้ว $8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยหลังจากนี้ Samsung จะต้องรอคำอนุมัติจากหน่วยงานป้องกันการผูกขาดของสหรัฐ จีน เกาหลีใต้ และยุโรปเพื่อทำการเข้าซื้อให้เสร็จสมบูรณ์ ทาง Samsung คาดการณ์ว่าการเข้าซื้อจะเสร็จสิ้นในไตรมาสที่สามของปีนี้   ที่มา : https://www.overclockzone.com/news/6914
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
Nvidia ได้ประกาศความร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีโตเกียว (Tokyo Institude of Technology) เพื่อสร้าง Supercomputer ที่ประมวลผล AI เร็วที่สุดในญี่ปุ่น เครื่องดังกล่าวจะใช้ชื่อว่า TSUBAME 3.0 ชิปประมวลผลหลักๆ ของ TSUBAME 3.0 นี้จะใช้ Xeon (Broadwell-EP) เป็นหลัก และเร่งการประมวลผลด้วย Nvidia Tesla P100 จำนวน 2160 ตัว ทำให้สามารถประมวลผลได้ที่ 12.2 PFLOPS โดยเครื่องใหม่นี้จะยังคงทำงานควบคู่ไปกับรุ่นก่อนหน้าที่ชื่อว่า TSUBAME 2.5 (เครื่องนี้ใช้ Tesla K20X จำนวน 4 ตัว มีพลังประมวลผล 64.3 PFLOPS) TSUBAME นั้นย่อมาจาก Tokyo-tech Supercomputer and Ubiquitously Accessible Mass-storage Environment) ตัวเครื่องจะเป็น Blade Server ของ HP Enterprise จำนวน 540 เครื่อง แต่ละเครื่องจะมี Xeon E5-2680 v4 จำนวนสองตัวและ Tesla P100 จำนวนสี่ตัว โดยทุกเครื่องจะมีพื้นที่ในตัว 1.08 Petabyte และแรม 256GB ส่วนการ์ด Tesla P100 ทั้งสี่ตัวนั้นจะเชื่อมกันด้วย HBM2 ขนาด 64GB เพื่อให้การสื่อสารระหว่างแต่ละการ์ดรวดเร็วที่สุด ถ้าการพัฒนาออกมาเป็นผลสำเร็จและเร็วอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ TSUBAME 3.0 จะติดสิบอันดับแรกของ Supercomputer ที่แรงที่สุดอย่างแน่นอน โดยปัจจุบัน TSUBAME 2.5 อยูที่อันดับ 40 ตัว TSUBAME รุ่นแรกนั้นสร้างขึ้นในปี 2008 โดยใช้ Nvidia Tesla รวมกับซีพียูคอมพิวเตอร์สถาปัตยกรรม X86 โดยตอนนั้นทำความเร็วประมวลผลได้ที่ 77.48 TFLOPS เข้าไปติดอันดับที่ 29 ของโลกตอนเปิดตัวใหม่ๆ ได้สบาย   ที่มา : https://www.overclockzone.com/news/6909
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
จริงๆ แล้วทาง Samsung Display นั้นถือว่าเป็นผู้จำหน่ายหน้าจอหลักของ Apple มานานแล้วครับ ทว่าตามข่าวล่าสุดที่เผยออกมาเมื่อไม่นานนี้พบว่าในปี 2017 นี้นั้นทาง Samsung ได้เซ็นสัญญาเพิ่มยอดการจำหน่ายหน้าจอแบบ OLED ให้กับทาง Apple สูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งจนกลายมาเป็นผู้จัดจำหน่ายหน้าจอหลักอันดับ 1 ของทาง Apple ด้วยมูลค่าการเซ็นสัญญาที่ $4.35 billion หรือประมาณ 1.566 แสนล้านบาทครับ อ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่อยู่ในวงการอุตสาหกรรมหน้าจอในเกาหลีใต้มานานนั้นพบว่าทาง Samsung ได้ทำสัญญาในการผลิตหน้าจอแบบ OLED ให้กับทาง Apple สูงถึง 60 ล้านหน่วยเลยทีเดียวครับ และถ้ารวมกับสัญญาอื่นๆ ก่อนหน้านี้ที่มาการระบุว่าทาง Samsung เองนั้นได้ทำสัญญาการผลิตจากหลายผู้ผลิตในการผลิตหน้าจอแบบ OLED ที่มาพร้อมกับความสามารถในการยืดหยุ่นได้อีกกว่า 100 ล้านหน่วย ทำในในปัจจุบันนี้นั้นทาง Samsung ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตหน้าจอรายใหญ่อันดับ 1 ของโลกไปโดยปริยายครับ หากแหล่งข้อมูลดังกล่าวนั้นให้ข้อมูลที่ถูกต้องแล้ว นี่หมายความว่าทาง Samsung นั้นเป็นผู้ผลิตหน้าจอแบบ OLED ที่ได้รับส่วนแบ่งในการผลิตหน้าจอให้กับทาง Apple สูงถึง 80%(สำหรับหน้าจอเฉพาะที่ใช้กับ iPhone) แถมนี่ยังเป็นข้อมูลที่เผยให้เห็นด้วยอีกครั้งว่า iPhone นั้นอาจจะสามารถจำหน่ายได้มากกว่า 200 ล้านหน่วยซึ่งถือว่าเยอะมากๆ กับสมาร์ทโฟนที่มีเพียง 2 รุ่นต่อปีในการทำตลาดหล่ะครับ สำหรับหน้าจอ OLED นั้นหากไม่มีอะไรผิดพลาดตามข่าวลือที่น่าเชื่อถือได้พบว่าในปี 2017 นี้นั้นทาง Apple จะเปลี่ยนมาใช้หน้าจอ OLED กับ iPhone รุ่นใหม่ โดยสิ่งที่ต้องดูต่อไปก็คือว่าทาง Apple จะเปลี่ยนมาใช้หน้าจอ OLED กับทุกรุ่นหรือไม่เพราะเมื่อไม่นานมานี้ได้มีข่าวหลุดออกมาครับว่าทาง Apple นั้นจะยังคงจำหน่าย iPhone ที่มีหน้าจอขนาด 4.7 นิ้ว และ 5.5 นิ้วบนพาเนลหน้าจอแบบ LCD ควบคู่ไปกับ iPhone รุ่นที่มีหน้าจอ 5.8 นิ้วซึ่งเปลี่ยนมาใช้พาเนลแบบ OLED อย่างเต็มตัวครับ   ที่มา : https://notebookspec.com
Advice Holdings Group Co.,Ltd.
MediaTek เป็นผู้ผลิตชิปประมวลผลที่ไม่มีโรงงานเป็นของตัวเอง โดยอาศัยโรงงานระดับโลกเป็นผู้ผลิตให้ ในขณะที่ตัวเองเป็นผู้พัฒนาชิปเซ็ตทั้งหมด โดยล่าสุดได้วางแผนผลิตชิป Helio X30 ด้วยเทคโนโลยี 10 นาโนเมตรของ TSMC แต่ดูเหมือนว่ากระแสของชิป 10 นาโนเมตรรุ่นใหม่นี้จะไม่แรงเพียงพอนัก เนื่องจากข่าวล่าสุดระบุว่า MediaTek อาจจะลดคำสั่งการผลิตดังกล่าวลงมากถึง 50% โดยแม้ว่า Meizu ยังผลิตมือถือที่ใช้ชิป MediaTek Helio X30 อยู่ แต่พันธมิตรอย่าง LeEco ที่กำลังประสบปัญหาทางการเงินก็ไม่สามารถสัญญาอะไรได้ในตอนนี้ ส่วน Xiaomi นั้นถอนตัวออกไปแล้ว เหลือ OPPO และ Vivo ที่ยังไม่ตอบรับว่าจะผลิตสมาร์ทโฟนที่ใช้ MediaTek Helio X30 หรือไม่ ลำพังเพียง OPPO กับ Vivo ก็ผลิตมือถือมากถึง 220 ล้านเครื่องแล้ว ถ้าหากตัดสินใจว่าจะใช้ MediaTek Helio X30 ในมือถือปีนี้ก็น่าจะช่วยเรื่องยอดขายของชิปดังกล่าวได้มาก แต่ถ้าหากปฏิเสธก็น่าจะทำให้ความนิยมลดลงไปไม่น้อยเช่นกัน MediaTek Helio X30 เป็นชิปประมวลผล 10 คอร์ ข้างในแบ่งเป็น ARM Cortex-A73 จำนวน 2 คอร์ และ ARM Cortex-A53 และ ARM Cortex-A35 อย่างละ 4 คอร์ เพื่อแบ่งงานตั้งแต่ระดับเบา กลาง หนักไปประมวลผลร่วมกัน ตัวชิปเซ็ต Helio X30 นี้จะรองรับ RAM สูงสุด 8GB และใช้ชิปกราฟฟิค Quad Core จาก PowerVR   ที่มา : https://www.overclockzone.com/news/6894