ข่าวไอที / MSI X370 GAMING PRO CARBON Gaming Motherboard

เรื่องนี้โดนใจไลค์หน่อย โพสโดย admin เมื่อ 2017/05/22 | เข้าชม 2376 ครั้ง

              ช่วงเวลานี้คงจะหนีไม่พ้นกับกระแสของ AMD RYZEN ที่นับว่าเป็นอีกหนึ่งยุคทองของ CPU จากทาง AMD ยิ่งตอนนี้มีการออกมาของ AMD RYZEN 5 ที่ทำให้ความน่าสนใจของมันมีมากขึ้น ซึ่งทางด้านของเมนบอร์ดสำหรับ Socket AM4 ในเวลานี้ชิพเซ็ต AMD X370 ที่ในตลาดบ้านเราก็มีเข้ามาทำตลาดอยู่หลากหลายตัว ในวันนี้เราจะพาเมนบอร์ดชิพเซ็ต AMD X370 จากแบรนด์ MSI ในโมเดล X370 GAMING PRO CARBON ซึ่งจากชื่อนั้นคงไม่ต้องเดากันให้เสียเวลา กับเมนบอร์ดที่ออกแบบมาตอบโจทย์การใช้งานทางด้านของเกมมิ่ง พร้อมกับการทดสอบจากทาง MSI แล้วสามารถตอบโจทย์การใช้เล่นเกมระดับ eSports ได้ต่อเนื่อง รวมไปถึง MSI X370 GAMING PRO CARBON ที่พกพาฟีเจอร์ที่ติดตัวนั้นตอบโจทย์การใช้งานด้านเกมมิ่งได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ MSI X370 GAMING PRO CARBON นั้นมาพร้อมกับความสวยงาม รองกับแสงสีไฟ RGB ด้วยฟีเจอร์ Mystic Light และ การรองรับการเค้นประสิทธิภาพจากการโอเวอร์คล็อกได้อีกด้วยครับ


Package & Bundled



แพคเกจที่ให้ถึงประสิทธิภาพแบบซิ่งๆเข้ากับความเป็นโมเดล CARBON ของในชุดจะมี สาย SATA เส้นพร้อมฉลากติดสาย ,สายต่อไฟ LED RGB ,บริจน์ SLI และ ที่ขาดไปไม่ได้กับคู่มือการใช้งานพร้อมแผ่นโปรแกรมการติดตั้ง


Design & Detail

ธีมของเมนบอร์ดที่มาด้วยสีดำตัดกับลายคาร์บอน ที่ดูสวยงามได้อย่างลงตัวมาก ให้ความรู้สึกดุดันกันไป โดยทางด้านการจัดวางอุปกรณ์ถือว่าทำออกมาใช้ได้ แต่มีบางจุดที่อาจกระจายกลุ่ม แต่เวลาใช้งานจริงถือว่ามันลงตัวกับการใช้งานกันได้เหมือนกัน ทาด้านคุณภาพอุปกรณ์บนเมนบอร์ดที่จัดว่าได้คุณภาพจัดเต็มกันตามแบบฉบับของ MSI ทางด้านอุปกรณ์ในส่วนที่เกี่ยวข้อกับภาคจ่ายไฟจุดต่างๆใช้ตามมาตรฐานของ MSI Military Class 4


จาก PCB ที่จะเห็นได้ว่ามันเป็น PCB สีดำผิวด้าน ด้วย PCB ขนาด ATX แบบเต็มใบ ที่ถือว่าการเก็บงานและรายละเอียดต่างๆทำออกมาได้ดีมาก ด้านล่างการการสกรีนฟีเจอร์หลักๆที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นเมนบอร์ดเกมมิ่งอันทรงประสิทธิภาพ


ซีพียูที่รองรับนั้น หลักๆถ้าพูดสั้นๆง่ายๆ Socket AM4 สามารถติดตั้งกับเมนบอร์ดตัวนี้ได้หมด ก็ต้องเป็น RYZEN R7 รวมถึง R5 และ 7th GEN A-Series/Athlon Socket AM4 ที่กำลังจะเปิดตัวอีกไม่นานนี้


สตล็อตติดตั้งแรมนั้นจะเป็นแบบที่มีเกราะโลหะเสริมความแข็งแรง หรือที่ทาง MSI เรียกว่า Steel Armor โดยเมโมรีที่รองรับนั้นเป็นชนิด DDR4 ตามมาตรฐานของ AM4 โดยรองรับการติดตั้งเมโมรีแบบ Dual Channels กันตามมาตรฐาน เมื่อใช้งานร่วมกับ AMD RYZEN ที่รองรับจะอยู่ที่บัส 2133,2400 และ 2666Mhz รวมไปถึงรูปแบบการโอเวอร์คล๊อกระดับ 3200+Mhz (เมนบอร์ดตัวนี้รองรับการปรับบัสซีพียูหรือ Base Clock ได้) โดยความจุสูงสุด 64GB ส่วนการใช้งานร่วมกับ A-Series และ Athlon รองรับจะอยู่ที่บัส 2133 และ 2400Mhz พร้อมทั้งยังมีเทคโนโลยี DDR4 Boost เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเมโมรีให้สูงขึ้น


ในกล่องจะมีใบคำแนะนำในการติดตั้งโมโมรี บอกให้ชัดเจนกันไปว่าควรติดตั้งแบบไหนกัน


ภาคจ่ายไฟที่มาจัดเต็มทั้งหมด 10 เฟส พร้อมฮีทซิงค์ระบายความร้อนภาคจ่ายไฟเป็นอลูมิเนียมสีดำตัดกับลายคาร์บอน โดยถัดไปจะเป็น I/O Cover พลาสติกสีดำที่ตัดกับลายคาร์บอน เป็นธีมเดียวกันที่เพิ่มความสวยงามดุดดันมากขึ้น


ฮีทซิงค์อลูมิเนียมสีดำตัดกับลายคาร์บอน รับหน้าที่ระบายความร้อนชิพ X370


พอร์ต SATA III 6GB/s จะมีมาทั้งหมดหกพอร์ตบนเมนบอร์ด เป็นการควบคุมโดยชิพ B350 รองรับการเชื่อมต่อ RAID 0 ,1 และ 10


M.2 ช่องบนจะเป็นแบบ PCI-e 3.0 x4  ที่รองรับรับการติดตั้งทั้งสี่ขนาดคือ 2242 ,2260 ,2280 และ 22110 โดยจะมาพร้อมกับ M.2 Shield ช่วยระบายความร้อนได้อีกระดับ แต่ที่แน่ๆมันดูสวยงามกว่าปล่อยเปลือยๆเอาไว้


M.2 ช่องล่าง SATA III หรือ PCI-e 2.0 x4 ที่รองรับรับการติดตั้งทั้งสามขนาดคือ 2242 ,2260 และ 2280


สล๊อต PCI-Express x16 3.0 มาสองสล๊อตเป็นแบบ Steel Armor เมื่อใช้งานกับ RYZEN จะเป็นแบนวิธ X16 หรือ X8 + X8 พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกราฟฟิกการ์ด AMD CrossFire และ NVIDIA SLI ส่วนเมื่อใช้งานกับ 7th GEN A-Series/Athlon จะเป็นแบนวิธ X8  นอกนั้นจะมี PCI-Express x16 2.0 (x4) และ PCI Express 2.0 x1 อีกสามสล๊อตให้ใช้งาน


จุดสำหรับการเชื่อมต่อ Bracket Port USB 2.0 และ USB 3.0 ส่วนการเชื่อมต่อไฟ LED RGB และ ปุ่มแสดงตัวอย่างของไฟจากฟีเจอร์ Mystic Light จะอยู่ตรงนี้เช่นกัน


จุดสำหรับการเชื่อมต่อ Bracket Port USB 3.0


จากภาพรวมเมนบอร์ดที่จะมาแนวเข้มๆดุดดัน พอเปิดเครื่องชีวิตเปลี่ยน สีสันกันมากขึ้น


บริเวณซิงค์ของชิพเซ็ตและส่วนระบบเสียงก็มีไฟ LED


ส่วนนี้ก็มีไฟ ที่ข้างๆปลั๊ก 24 Pin จะมาพร้อมกับ LED DeBug ที่ช่วยแสดงสถานะของอุปกรณ์ขณะบูตระบบ


ใส่แรมไปกี่แผลก็มีไฟขึ้น ถ้าอยากให้ขึ้นครบๆก็ใส่สีแถว แต่บัสแรมจะวิ่งแบบสูงสุดไม่ได้ 


ในส่วนระบบเสียงออนบอร์ด AUDIO Boost 4 รองรับระบบเสียง Hi-Res เล่น DSD แบบ Native ได้แบบออนบอร์ด ด้วยชิพ Realtek ALC1220 รองรับระบบเสียง 7.1 แบบอนาล็อก แล้วมีการใช้คาปาซิเตอร์เกรดเครื่องเสียงจาก Nippon Chemi Con


Back Panal I/O Ports

1 x PS/2 Combo
1 x DVI-D
1 x HDMI
1 x LAN (RJ45) port(s)
4 x Type-A USB 3.1 Gen1 - USB 3.0
1 x Type-C USB 3.1 Gen2 - USB 3.1
1 x Type-A USB 3.1 Gen2 - USB 3.1 (Gold Plate)
2 x USB 2.0
1 x 7.1-channel Audio
1 x SPDIF Out

< < < Specifications > > >

ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com

คลิ๊ก!! สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่


เรื่องแนะนำ

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
          Nvidia เปิดตัวการ์ดจอสำหรับโน้ตบุครุ่นใหม่แล้วหลังจากเป็นข่าวมาสักพัก โดยรุ่นนี้ถือว่าอัพเกรดมาจากรุ่นก่อนหน้าอย่าง GeForce 940MX ไม่น้อย โดยบางกว่าเดิม กินไฟน้อยลง และประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยพลังงานเท่าเดิมจะได้งานที่มากขึ้น 3 เท่า Nvidia ระบุว่า MX150 จะทำให้แอพตกแต่งภาพอย่าง Photoshop, Illustrator, Lightroom ทำงานได้เร็วขึ้นกว่าการ์ดจอออนบอร์ดมาก โดยการประมวลผลประเภทเรนเดอร์อาจจะเร็วกว่า 2.5 - 4 เท่าในหลายๆ กรณี สเปคข้างในนั้นเป็น GeForce GT 1030 มี CUDA Core 384 คอร์ ใช้กระบวนการผลิต 16 นาโนเมตร และใช้หน่วยความจำ GDDR5 ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
            แน่นอนว่าถ้าใครคิดเรื่องการ์ดจอแรงๆที่เอาไว้เล่นเกมส์หนักๆ ภาพแรกที่โผล่ขึ้นมาในหัวก็ต้องเป็นการ์ดจอใหญ่ๆ กินพื้นที่เยอะๆ มีพัดลมหลายๆตัว ซึ่งมันก็ถูกแล้วครับ เพราะของแรงๆส่วนใหญ่มันก็หน้าตาเป็นแบบนั้นแหละ .. แล้วทีนี้ถ้าผู้ที่อยากได้สเป็คแรงๆ เล่นเกมส์ลื่นๆ แต่ว่าต้องการใส่เคสเล็กๆด้วยหล่ะ จะทำยังไง ? จริงๆก็มีคำตอบครับ เพราะว่ามีบางแบรนด์ที่ผลิตการ์ดจอตัวแรงแต่ว่าใช้ PCB เล็กๆมาให้ผู้ใช้งานได้เลือกใช้เหมือนกัน เช่นเดียวกับ ZOTAC ที่เป็นผู้ผลิตการ์ดจอแบรนด์ดังอีกแบรนด์นึงที่มีการ์ดจอหลากหลายรุ่นให้เลือกต่อหนึ่ง Segment เช่น GTX1080Ti เองก็มีหลายๆรุ่นแล้วแต่งบประมาณและความต้องการของผู้ใช้ ล่าสุดเองก็มีการเปิดตัวมาเพิ่มเติมอีกสองรุ่นหลังจากคราวที่แล้วเปิดตัว ArcticStorm ที่เป็นการ์ดเน้นระบายความร้อนด้วยน้ำไป .. คราวนี้ก็มี ArcticStorm มาอีกเช่นกัน แต่จะเป็น ArcticStorm Mini เน้นการใช้ชุดน้ำเหมือนเดิมแต่ว่าตัวการ์ดจะมีขนาดเล็กลงกว่ามาตรฐาน Full Size อยู่มากเลยครับ / แค่นั้นไม่พอก็ยังมี GTX1080Ti Mini เปิดตัวมาอีกรุ่นด้วย ทีนี้แล้วทำให้การ์ดสองรุ่นนี้ เป็นการ์ดจอ Small Form Factor ที่แรงที่สุดที่มี ณ เวลานี้เลยแหละ ก็เป็นที่น่าสนใจครับ ว่า ZOTAC นั้นสามารถยัด Electrical Circuit จำนวนมากของการ์ด GTX1080Ti ลงไปบน PCB ที่มีความยาวเพียง 21cm ได้ยังไง ทั้งๆที่การ์ดนั้นยังใช้ Memory แบบ GDDR5X อยู่ (ถ้าเป็น HBM2 ก็พอเข้าใจได้ เพราะว่ามันกินพื้นที่น้อยกว่า) .. ตรงนี้เองก็ทำให้เราเห็นแล้วว่าขีดจำกัดของ Form Factor นั้นไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป และในอนาคตถ้ามีการ์ดจอที่ใช้ HBM2 ก็อาจจะมีขนาดเล็กกว่านี้อีกก็ได้นะ ! การ์ด ArcticStorm Mini เองก็จะมากับ Full Cover Water Block หรือว่า Water Block เต็มใบ ระบายความร้อนให้ทุกอย่างตั้งแต่ GPU , เม็ดแรม และ Voltage Regulator Module พร้อมกับรับพลังงานผ่านช่อง PCI-E 8-Pin จาก Power Supply ซึ่งแน่นอนว่าจ่ายไฟได้เพียงพอสำหรับการเล่น Overclock มหาโหดบนชุดน้ำที่ติดมาให้ ส่วนอีกรุ่นก็จะเป็นรุ่น Dual AMP! Mini ที่ยังมากับหน้าตาที่คุ้นเคยของการ์ดจากแบรนด์ ZOTAC แต่ว่าจะมีการระบายความร้อนแบบสองพัดลม อย่างที่เห็นก็คือจะมีพัดลม 90mm สองตัว คอยเป่าอัด Heatsink ที่มีแผ่น fin เป็นอลูมิเนียม ตามแบบฉบับของการ์ดจอมาตรฐานที่ระบายความร้อนด้วยอากาศ ข้อมูลและราคาก็ยังไม่ได้มีอะไรออกมาเพิ่มเติมครับ ว่า Base Clock หรือ Boost Clock อยู่ที่เท่าไหร่ แต่ที่รู้ๆตอนนี้คือประสิทธิภาพนั้นจะไม่ด้อยไปกว่า GTX1080Ti รุ่นอื่นๆอย่างแน่นอน อันนี้ ZOTAC ได้กล่าวไว้ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
           Microsoft ได้เปิดตัว Surface Pro รุ่นใหม่ตามที่หลายคนคาดเดากันเอาไว้ในงานที่จัดขึ้นที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ที่ผิดไปจากที่คิดก็คือ Surface Pro รุ่นใหม่นี้เรียกว่า The New Surface Pro แทนที่จะเป็น Surface Pro 5 สาเหตุที่ Surface Pro รุ่นนี้ไม่เรียกว่า Surface Pro 5 อาจจะเป็นเพราะว่ารุ่นนี้เป็นการอัพเกรดสเปคเครื่องเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ ทำให้ทาง Microsoft เรียกว่า The New Surface Pro เท่านั้น ตัวแทบเล็ตจะมีหน้าจอขนาด 13.5 นิ้ว (2256 x 1504) ใช้หน่วยประมวลผล Intel Core i7 (Kaby Lake), แบตเตอรีที่ใช้งานได้ยาวนาน 13.5 ชั่วโมง และการเชื่อมต่อ 4G LTE Advance ในตัว รวมไปถึงปากกาตัวใหม่ที่ลากแล้วติดเลย ไม่ดีเลย์ และรองรับแรงกดได้ 4,096 ระดับ สำหรับขาตั้ง Microsoft ได้ทำการปรับแต่งให้กับ Surface Pro รุ่นนี้ด้วย ข้อต่อระบุว่าออกแบบมาใหม่ดีขึ้นกว่าเดิม ส่วนอุปกรณ์เสริมใหม่อย่าง Surface Dial ก็สามารถนำมาใช้กับรุ่นนี้ได้ด้วย ส่วนอุปกรณ์เสริมอย่างมาตรฐานต่างก็อัพเกรดมาขายแยกเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็น Pen, Type Cover ซึ่งมีรุ่นที่เป็นวัสดุ Alcantara ด้วยเช่นกัน แน่นอนว่ารุ่นนี้เป็นรุ่นเบาที่สุดในซีรีส์ Surface Pro ด้วย โดยมีน้ำหนักราวๆ 1.25 กิโลกรัมเท่านั้น ส่วนราคาก็เป็นไปตามสเปค โดยผันแปรตามหน่วยความจำ และพื้นที่ในตัว ซึ่ง RAM มีตัวเลือกตั้งแต่ 4GB / 8GB / 16GB ส่วนพื้นที่ในตัวก็มี 128GB / 256GB / 512GB ราคาเริ่มต้นถูกสุดที่ $799 ดอลลาร์สหรัฐ (ราวๆ 27,500 บาท) เริ่มวางจำหน่าย 15 มิถุนายนนี้ในประเทศกลุ่มแรก ได้แก่ ออสเตรเลีย ออสเตรีย เบลเยียม แคนาดา จีน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมัน ฮ่องกง ไอร์แลนด์ อิตาลี จีน เกาหลีใต้ ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน สหราชอาณาจักร และอเมริกา ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
             อย่างที่ทราบกันดีในวิทยาศาสตร์พื้นฐานเลยครับ ก็คือวงจร Electronic กับน้ำนั้นก็ไม่ถุกกันเท่าไหร่ .. แต่ยังไงก็ตามผู้ชื่นชอบการโมดิฟายอุปกรณ์คอมนั้นก็ได้มีการนำสองอย่างนี้เข้ามาเป็นเพื่อนกันได้อย่างที่เราเห็นกันเคยชินในระบบ Liquid Cooling ที่ทุกวันนี้มีจำหน่ายกันทั่วไปแล้ว ซึ่งตรงนี้เองประสิทธิภาพของการระบายความร้อนด้วยนั้นก็ถือว่าทำออกมาได้ดีกว่าการระบายความร้อนด้วยอากาศทั่วๆไป แต่ส่วนใหญ่เราจะเห็นมันถูกใช้กับอุปกรณ์ที่ปล่อยความร้อนสูงไม่ว่าจะเป็นการ์ดจอหรือว่า CPU .. แต่ว่าตอนนี้ผู้ผลิต PSU (Power Supply Unit) ชั้นนำก็ได้เปิดตัวโปรดักส์ใหม่ของตัวเองที่เอาระบบระบายความร้อนด้วยน้ำเข้ามาใช้ด้วยชื่อรุ่นว่า Hydro PTM+ ด้วยความร่วมมือระหว่าง FSP และ Bitspower แบรนด์ผู้ผลิตระบบระบายความร้อนด้วยน้ำชื่อดังระดับโลก เพื่อให้ระบบนั้นมีความปลอดภัยสูงที่สุด และทาง FSP เองก็ได้เคลมมาว่า Hydro PTM+ นี้ก็จะเป็น Power Supply รุ่นแรกที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำและผ่านมาตรฐาน 80 Plus Platinum และมาการผลิตแบบ Mass Produced หรือว่าผลิตในจำนวนที่มากเพื่อจำหน่ายทั่วไปนั่นเอง .. นอกจากความสามารถและการระบายความร้อนที่ดีเยี่ยมแล้ว ทาง FSP ก็ยังเน้นเรื่องความหล่อเหลาสวยงามด้วยการเพิ่มไฟ LED เข้าไป  หลายๆคนตรงนี้อาจจะงงว่า ใส่ชุดน้ำเข้าไปทำไม เพื่อความเฟี้ยวแค่นั้นเหรอ ? จริงๆอันนั้นก็ส่วนนึงครับ แต่ว่าประสิทธิภาพก็ได้มากขึ้นด้วย เพราะว่าจาก Power Rating เดิมๆ ที่ 1200W เมื่อเราต่อชุดน้ำเข้าไปแล้วนั้น Power Rating ก็จะขึ้นไปที่ 1400W เลย แค่นั้นไม่พอ.. ยังมีหลากหลาย Mode การใช้งานด้วย นอกจากการเค้นพลังงานแบบเต็มที่จาก System ที่กินไฟมหาโหดแล้ว เมื่อเราไม่ได้ใช้งานตรงนั้นหรือว่ามี Load ต่ำกว่า 50% แล้วหล่ะก็ ตัว PSU นั้นก็จะสั่งหยุดการทำงานของพัดลมในตัว และตัด Power Rating ลงมาเหลือ 600W ด้วย ทำให้ได้เสียงที่เงียบสนิทเพราะไม่มีพัดลมหมุนนั่นเอง  สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมนั้นเราก็ยังไม่มีแต่อย่างใด ตอนนี้ที่รู้ก็คือ Power Supply ยี่ห้อนี้จะนำมาโชว์ในงาน Computex 2017 ที่จะจัดขึ้นในไม่ถึงอาทิตย์ต่อจากนี้ และตอนนั้นก็น่าจะมีข้อมูลเรื่องราคาออกมาด้วย แต่เตรียมใจไว้เถอะครับ มันไม่ถูกแน่นอน ! ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.overclockzone.com

Advice Holdings Group Co.,Ltd.
เริ่มมีพี่ๆ หลายท่านได้สอบถามกันเข้ามาว่า NETGEAR รับประกันกี่ปีกันแน่ ต้องเรียนให้ทราบเลยครับว่า NETGEAR ที่เป็นสินค้าของ KING I.T. นี้ ประกัน 9 ปี มั่นใจได้กับสินค้าของ KING I.T. สินค้าภายใต้แบรนด์ NETGEAR ประกัน 9 ปี พิเศษ!!!มากขึ้นไปกับพวกที่เป็น Nighthawk ทั้งหมด ทางทีมงานมีบริการพิเศษๆ แบบ KING I.T. ให้เพิ่มเติมอีกด้วย บริการพิเศษๆ แบบ KING I.T. ที่ว่านี้ก็คือ หากซื้อ NETGEAR Nighthawk ไม่ว่ารุ่นใดก็ตาม ทางทีมงานจะจัดส่งพนักงานผู้ชำนาญการไปติดตั้งดูแลให้ถึงบ้านกันเลยทีเดียว   เงื่อนไขบริการพิเศษ 1. เป็น NETGEAR Nighthawk รุ่นใดก็ได้ 2. ภูมิลำเนา หรือบ้านของลูกค้าจะต้องอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 3. การเข้าไปบริการดูแลหลังการขายจะต้องอยู่ในปีแรกของการซื้อสินค้า โดยดูจาก Void ที่อุปกรณ์เป็นสำคัญ 4. ในปีแรก ทีมงานจะเข้าไปดูแลให้ 2 ครั้ง โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิน 5. หากสงสัย หรือขอรับบริการสามารถติดต่อได้ที่ 062-9596888 (09:00-17:30 น.) สำหรับบางท่านที่ซื้อไปก่อนหน้านี้ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการรับประกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ทางเราได้แจ้งว่า NETGEAR ประกัน 5 ปีนั้น ทางเราได้ขยายเวลาให้โดยอัตโนมัติเป็น 9 ปีเช่นกัน โดยดูจากปีที่ติดกับอุปกรณ์เช่นกันครับ ตัวอย่างเดิมที่ติ๊กประกัน 5 ปี จากรูปตัวอย่าง รับประกันตั้งแต่เดือน 9 ปี 2015 และติ๊กว่าประกัน 5 ปี ทาง KING I.T. ขยายเวลาให้เลยทันที เป็น 9 ปี จะบวกเพิ่มให้อีก 4 ปีเป็น 9 ปีเช่นกัน หากสงสัยประการใด สามารถสอบถามได้ที่ FACEBOOK หรือที่ Hotline ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ 02-419-0555 ซื้อสินค้าครั้งต่อไปโปรดสังเกตสติ๊กเกอร์รับประกัน (Void Warranty) บริษัท คิงส์ อินเทลลิเจ้นท์เทคโนโลยี จำกัด (KING I.T.) "Lifetime ตัวจริง ต้อง Void คิงส์ เท่านั้น" ขอขอบคุณแหล่งที่มา : http://kit.co.th/service สามารถเลือกซื้อได้ที่ร้าน Advice กว่า 390 สาขาทั่วประเทศ https://www.advice.co.th หรือสนใจสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่ : https://online.advice.co.th